อัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เบาหวาน และความดันเลือดสูงในคนไทยสามารถลดลงได้ ถ้าหันมาใส่ใจออกกำลังกายให้พอเพียงกันอย่างจริงจัง
นพ.สมชาย ลี่ทองอิน ผู้อำนวยการกองออกกำลังกาย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยตัวเลขสถิติที่กรมอนามัยได้สำรวจเรื่องการออกกำลังกายของประชาชนคนไทยในช่วงปี พ.ศ.2546-2549 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที มีไม่เกินร้อยละ 25 ในขณะที่คนไทยที่ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวและเพียงพอจริงๆ ตามข้อแนะนำทางวิชาการมีแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น
บางทีการออกกำลังที่ทำอยู่อาจจะยังไม่พอเพียงถ้าออกกำลังในระดับเบาหรือปานกลาง แต่ถ้าวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ 3 วัน วันละ 30 นาที อย่างนี้พอที่จะลดเสี่ยงต่อโรคและฟิตด้วย แต่ถ้ารำมวยจีนสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาทีอาจจะยังไม่พอที่ลดเสี่ยง ต้องเป็นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน
เมื่อดูว่าการรำมวยจีนแต่ละครั้งไม่ได้ทำแค่ 30 นาที จะทำประมาณ 60 นาที เพราะฉะนั้นถ้ารำมวยจีนครั้งละ 60 นาทีทั้งสัปดาห์แล้ว จะได้ประมาณ 180 นาที ถ้าเราเฉลี่ยว่าสัปดาห์หนึ่งเรารำมวยจีนสัก 180 นาทีกับค่าเฉลี่ยที่ว่าสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที มันก็เกิน 150 นาทีแล้ว การรำมวยจีนแบบนี้ก็อาจจะเพียงพอต่อการลดเสี่ยงต่อโรคได้
เราจะมองในเชิงของปริมาณขอการออกกำลังว่าสัปดาห์หนึ่งอย่างน้อยๆ ถ้าระดับปานกลางต้อง 150 นาที เฉลี่ยแล้วถ้า 5 วันคือวันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยที่จะลดเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือด เบาหวาน ความดัน แต่ถ้าคนอ้วน การออกกำลังกายแค่ 5 วัน วันละ 30 นาที ยังไม่พอที่จะลดความอ้วน ต้องจัดการเรื่องอาหาร ควบคุมอาหารด้วย และต้องเพิ่ม ระยะเวลาแทนที่จะเป็น 30 นาที ก็ต้องเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังเป็น 45-60 นาที
นอกจากนี้การออกกำลังในบริบทอื่นๆ โดยเฉพาะการออกกำลังที่เป็นลักษณะของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ต่อเนื่องกันก็สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพได้ เช่น การขี่จักรยานไปทำงาน ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ แต่ประเด็นปัญหาของบ้านเราก็คือว่า ทางจักรยานที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือว่าเป็นที่ยอมรับยังไม่มี ที่มีอยู่ก็อาจจะไม่เอื้ออำนวย ไม่สะดวก ทำให้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยซึ่งความปลอดภัยสำหรับจักรยานเป็นปัญหาที่สำคัญ
ถ้าสามารถที่จะมีเลนจักรยานแล้วก็มีความปลอดภัยผมคิดว่ามันก็มีความเป็นไปได้ที่คนจะขี่จักรยานมากขึ้น รวมทั้งภาครัฐอาจจะต้องปรับปรุงระบบการขนส่งสาธารณ เช่น การสร้างทางรถไฟใต้ดิน หรือว่ารถเมล์สาธารณะที่จะเชื่อมโยงแล้วก็สามารถเดินทางได้รวดเร็ว
ถ้าจัดระบบแบบนี้ได้ก็ลดปัญหารถส่วนบุคคล จะส่งเสริมให้คนใช้จักรยานมากขึ้น จากซอย จากบ้าน ขี่มาแล้วก็มาจอดมาต่อรถสาธารณะ วิถีชีวิตก็จะถีบจักรยานแล้วก็เดิน แล้วก็ไปต่อรถสาธารณะ การมีวิถีชีวิตแบบนี้ก็เป็นวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง ซึ่งถ้าทำได้ตามข้อแนะนำที่เป็นมาตรฐานมันก็พอเพียงที่จะลดเสี่ยงลดโรค
(update 31 มีนาคม 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 344 ธันวาคม 2550]
|