ควันหลงวันปีใหม่


งานวันปีใหม่เพิ่งจบลงไป ทุกคนมีความชื่นมื่น เพราะได้หยุดงานกันหลายวัน เป็นการหยุดงานที่ได้บรรยากาศจริงๆ เพราะแต่ละหน่วยงานมีการทำบุญตักบาตร มีงานรื่นเริง หลายคนได้รับของขวัญ บางคนได้รับเงินโบนัส มีการเลี้ยงอาหาร ระคนไปด้วยเสียงสรวลเสเฮฮาครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง

เกือบจะทุกครอบครัวที่พ่อหรือแม่ที่ทำงานไกลบ้านจะกลับบ้านมาพบหน้าคู่ของตน มาพบลูกที่ไม่พบกันมานาน เป็นการพบกันอย่างมีความหมายและมีคุณค่าเป็นอันมาก

เพราะผู้มาพบตั้งใจอยากมาพบ คนที่รอก็ตั้งใจ ใจจดใจจ่ออยากพบคนที่มาหา เมื่อจิตมีความเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์ มีความผูกพัน และต่างคนต่างตั้งใจจะพบกัน การพบกันจึงมีความหมายมาก การสร้างเสริมจิตใจต่อกันและกันให้มีความสุข มีความปิติ แช่มชื่น เป็นการเติมพลังให้เติบโตเข้มแข็ง พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดความมั่นใจ ไว้วางใจ เชื่อมั่นในคู่ของตนในลูกของตน หรือในพ่อแม่ของตนเป็นอย่างมาก

แต่ความรู้สึกทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ดี หรือไม่ดี หรือไม่อาจเกิดขึ้นเลยมิหนำซ้ำอาจมีความรู้สึกที่แย่มากต่อกันก็ได้ ถ้าเราไม่ได้ตั้งมั่น ไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้เห็นคุณค่าของการพบกัน โดยทำให้เรื่องขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากการมาพบกัน มาทำลายบรรยากาศ ทำลายคุณค่าของเวลาที่ควรจะมีให้ต่อกัน ดังนั้นแทนที่บรรยากาศของวันปีใหม่จะฝากไว้ซึ่งความทรงจำที่ดีๆ ที่ประทับใจ แต่กลับทำให้มิตรภาพต้องเสื่อมสลายลง และต้องจากกันด้วยอารมณ์ขุ่นมัว จากกันด้วยความคิดคำนึงและอารมณ์ที่โกรธเคืองต่อกัน

บทความนี้ผมใช้ชื่อว่าควันหลงปีใหม่เพราะหลังจากปีใหม่เพียงไม่กี่วันผู้ปกครองซึ่งเป็นพ่อคนหนึ่งได้มาปรึกษากับผม และรู้สึกไม่สบายใจว่าเขาเป็นคนที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐที่ต่างจังหวัด ปกติเขาเป็นคนที่ทำงานหนักตั้งใจทำงาน และเป็นคนที่อยู่ในกรอบของพฤติกรรมและจริยธรรมที่ดี มีความก้าวหน้าในการงานดี ได้รับคำชื่นชมจากทั้งหัวหน้าหน่วยงาน ผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา เขาไม่ค่อยสบายใจที่เขามีเวลาให้กับครอบครัวน้อยโดยเฉพาะกับลูกๆ เขาเกือบจะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดเลย ภรรยาเป็นผู้ดูแลลูกเป็นอย่างดี ลูกๆ เขาเป็นคนดี เรียนดี ไม่ทำให้พ่อและแม่ต้องผิดหวัง เขากับภรรยามีความเข้าใจและยังรักกันดีอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อกลับมาบ้านในวาระปีใหม่นี้เขารู้สึกว่าลูกชายวัย 11 ปี ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.6 ซึ่งเคยสนิทสนมกับพ่อดีมากเมื่อก่อน ดูจะเฉยๆ กับผู้เป็นพ่อ พ่อรู้สึกว่าลูกสนิทด้วยน้อยลง ไม่ค่อยจะพูดเล่นกับพ่อ และมักจะแยกออกไปใช้เวลาส่วนตัวของเขา ทั้งๆ ที่รู้ว่าพ่อกลับมาเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็กลับใช้เวลากับเพื่อนตามปกติ ไม่ค่อยสนใจผู้เป็นพ่อเท่าใดนัก

พ่อผู้นี้ไม่สบายใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสัมพันธภาพระหว่างเขากับลูก ทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ลูกของเราเริ่มมีปัญหาหรือไม่ เขาวนเวียนคิดจนไม่สบายใจจึงต้องมาปรึกษาเพื่อหาทางปรับและแก้ไข

ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเรากังวลได้เป็นของธรรมดา แต่มีความจำเป็นที่เราจะต้องหัดพิเคราะห์และพินิจพิจารณาดูว่ามีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น และควรต้องพิจารณาไปตามความเป็นจริงไม่ใช่เราคิดของเราปรุงแต่งขึ้นมาหรือขยายความเอง

ความสนิทสนมหรือสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสองคนจะดำเนินไปได้ดีนั้นมีหลักง่ายๆ คือ
1. ต่างคนต้องเป็นฝ่ายให้ซึ่งกันและกัน การให้นั้นมีหลายระดับ ระดับเบื้องต้นคือการให้สิ่งของ ที่ผู้รับมีความรู้สึกของและพอใจ การให้ชนิดนี้ให้ผลไม่มากนัก ผู้รับจะรู้สึกดีและมีมิตรภาพด้วยเพียงช่วงสั้นๆ แล้วก็จางหายไปแต่มีการให้ที่ผู้รับรู้สึกดี พอใจ ประทับใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้ให้ต่อไปยาวนานนั้นคือการให้ทางใจ เช่นการให้ความรัก ให้น้ำใจ ให้ความช่วยเหลือด้วยความตั้งใจ ให้ความรู้สึกที่เข้าใจเขา และที่สำคัญคือการให้อภัย การให้ทางใจนี้จะทำให้ผู้รับรู้สึกปิติ มีความพอใจแบบลึกๆ และมักจะเก็บเป็นทัศนคติและความทรงจำต่อผู้ให้ไว้นานรวมทั้งจะพัฒนาไปเป็นความรู้สึกเคารพนับถือ ถ้าคนให้เป็นพ่อแม่ ลูกๆ จะรู้สึกเทิดทูนพ่อแม่ของเขาเป็นอันมาก

2. ต่างฝ่ายต่างต้องมีการพูดจาที่ดีต่อกัน การพูดจานั้นถ้าเป็นวาจาสุภาพเป็นกันเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่ดี แต่การพูดด้วยความสุภาพอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ การพูดคงต้องประกอบด้วยการพูดแล้วไม่ทำให้ผู้ฟังต้องลำบากใจหรือทุกข์ใจ และการพูดนั้นถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ควรพูด การพูดต้องคำนึงถึงบุคคล กาลเทศะด้วยก็จะดี

3. ต่างฝ่ายต่างต้องแสดงพฤติกรรมและท่าทางที่สุภาพ ดีต่อกัน เป็นประโยชน์ต่อกันพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เรื่องของการแสดงท่าทีและพฤติกรรมนั้นสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือพฤติกรรมละเอียด เช่นการแสดงสีหน้า การแสดงแววตา การพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ดี พฤติกรรมละเอียดนี้เรามักจะไม่ค่อยได้สนใจและตระหนักว่ามีความสำคัญมากกว่าพฤติกรรมใหญ่ๆ ที่เราแสดงไปเสียอีก เพราะพฤติกรรมละเอียดจะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้คนที่เราสนทนาหรือพบปะด้วยนั้นรู้สึกถึงมิตรภาพว่าเรามีให้เขามากน้อยเพียงใด

4. ต่างคนต่างต้องพยายามทำตนให้เสมอกันให้เข้ากันได้ ไม่ถือตนลดทิฐิมานะลง พยายามเกลี่ยความรู้สึก แนวคิด อารมณ์ และแสดงพฤติกรรมที่อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ได้ว่าเราได้ปรับท่าที ปรับแนวคิด ปรับพฤติกรรมการแสดงออกใกล้เคียงกับเขา เป็นพวกเดียวกับเขา
จาก 4 ประเด็นนี้ถ้าเป็นพ่อ หรือใครก็ตามได้ใช้ให้มากที่สุดกับคู่ของตน กับลูกของตน ผมมั่นใจว่ามิตรภาพและสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่สนิทสนมกัน เข้ากันได้ เชื่อมั่นและไว้วางใจต่อกัน

อย่างไรก็ตาม “การสร้างสรรค์สัมพันธภาพกับลูกนั้นพ่อแม่ควรคำนึงถึงระดับพัฒนาการของลูกด้วยเป็นอย่างมาก เพราะเด็กแต่ละวัยจะมีความรู้สึกต่างกันต่อพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออก" ยกตัวอย่างเด็กที่เริ่มเข้าวัยรุ่น เขาย่อมต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่พูดคุยเล่นสนิทสนมกับพ่อแม่เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กๆ ต้องการความเป็นอิสระทางความคิดและการแสดงออก ต้องการให้ผู้ใหญ่รับรู้ว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงไม่ควรดูแลในลักษณะจุกๆ จิกๆ อย่างที่เคยดูแลเหมือนเมื่อครั้งเขายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่

ผมได้แนะนำคุณพ่อรายนี้ว่าอย่าได้กังวลใจไปเลย เขาคงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของวัยรุ่น และเขาไม่ควรน้อยใจเมื่อลูกดูห่างเหินกับเขา เขาควรดำเนินวิถีชีวิตไปตามบทบาทของพ่อไปตามปกติและให้ทบทวนวิธีสร้างสัมพันธภาพระหว่าเขากับลูก ดูว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้างถ้ามีก็ปรับไปเท่าที่จะปรับได้ มิช้านาน เขากับลูกก็จะมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน.


(update 23 เมษายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.15 Issue 174 January 2008]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600