Shaken Baby Syndrome ฟังดูอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุณพ่อคุณแม่คนไทยสักเท่าไหร่นะคะแต่สำหรับต่างประเทศแล้วตระหนักว่าภาวะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายๆ กับคุณแม่มือใหม่มิหนำซ้ำความรุนแรงยังอันตรายถึงชีวิตลูกเชียวล่ะค่ะ เพื่อป้องกันลูกรัก จากภาวะ Shaken Baby Syndrome ผศ.พญ.จันทนา พันธ์บูณะ จึงมาจับเข่าคุยเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มอาการนี้ให้คุณแม่ผู้อ่าน Modern mom ค่ะ
Shaken Baby Syndrome พบได้บ่อยแค่ไหน?
Shaken Baby Syndrome ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลุ่มอาการที่พ่อแม่คนไทยรู้จักน้อยมาก และคิดเป็นสถิติเปอร์เซ็นต์ได้ยาก เพราะโดยทั่วไปแล้ว 80% ของเด็กมักถูกทารุณจากคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดจากคนในครอบครัวก็ไม่มีคนมาแจ้ง ดังนั้น อัตราการเกิดของกลุ่มอาการนี้ในบ้านเรานั้น จึงไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ถ้าไม่เฉลียวใจว่าเกิดจากการเขย่าหรือไม่ได้ซักถาม บางทีอาจจะคิดว่าเป็นอุบัติเหตุธรรมดาก็ได้ ประวัติของเด็กที่ถูกบิดเบือนไป แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาจะมีรายงานสถิติเด็กถูกทำร้ายร่างกายจนเกิดกลุ่มอาการ Shaken Baby Syndrome ประมาณ 1,200-1,600 คนต่อปี
รู้จัก Shaken Baby Syndrome
Shaken Baby Syndrome (SBS) เป็นกลุ่มอาการหรือภาวะที่มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ โดยเฉพาะวัยประมาณ 3-8 เดือนมากกว่าเด็กโต แต่ก็เคยมีรายงานภาวะนี้ในเด็กวัย 4 ขวบค่ะ ภาวะ Shaken Baby Syndrome นี้เกิดจากการที่จับลูกเขย่าแรงๆ แรงเขย่านั้นจะทำให้เนื้อสมองกระแทกกับผนังด้านในของกะโหลกศรีษะซึ่งปกติสมองของเด็กเล็กจะมีน้ำในช่องสมองมากกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ คอก็ยังไม่แข็ง ประกอบกับเส้นเลือดในสมองของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ฉะนั้นเนื้อสมองก็มีโอกาสแกว่งจนได้รับการกระทบกระเทือนจนเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อสมองและเส้นเลือดได้ หากดูทั่วไปแล้วเด็กที่ถูกพ่อแม่เขย่าจนเกิด Shaken Baby Syndrome นั้นมักไม่ค่อยจะทิ้งร่องรอยการบาดเจ็บไว้ภายนอกร่างกาย แต่จะเป็นการบาดเจ็บภายในสมองมากกว่าค่ะ
แรงเหวี่ยง + กระชากกลับ = Shaken Baby Syndrome
หากคุณแม่จะถามว่าเขย่าแรงแค่ไหนจึงจะทำให้สมองของลูกกระทบกระเทือนจนเสี่ยงที่จะเป็น Shaken Baby Syndrome คุณหมอเองก็ตอบเป็นความรุนแรงที่ชัดเจนไม่ได้ขึ้นกับลักษณะการเขย่าและวัยด้วยแต่ภาวะนี้จะเกิดกับลูกได้ก็ต่อเมื่อคุณแม่เขย่าลูกด้วยความรุนแรงและกระชากกลับอย่างรวดเร็ว (Vioently Shaken) ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนลองหลับตานึกภาพขณะที่ขับรถพุ่งไปข้างหน้าสิคะ ตัวของเราเปรียบเหมือนสมอง ตัวรถคือกะโหลกศรีษะ เมื่อเบรกกะทันหัน ตังเราจะพุ่งต่อไปข้างหน้าด้วยแรงเฉื่อย ซึ่งจะกระแทกกับตัวรถแล้วจะถูกแรงเหวี่ยงมาด้านหลังอีกครั้งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แรงเขย่าที่จะทำให้ลูกมีอาการของ Shaken Baby Syndrome ก็เกิดขึ้นจากหลักการที่คล้ายคลึงกัน
ส่วนตำแหน่งของสมองที่จะได้รับการกระทบกระเทือนจนเส้นเลือดเล็กๆ ที่เชื่อมกันระหว่างเนื้อเยื่อของสมองฉีกขาดแล้วเลือดออกนั้น ขึ้นอยู่กับทิศทางที่คุณแม่เขย่าเป็นหลักค่ะ โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่ 2 ทิศทาง คือ ด้านข้างและด้านหน้า เช่น ถ้าคุณแม่เขย่าไปด้านข้าง เลือดก็จะออกจากสมองด้านข้าง ถ้าเขย่าไปด้านหน้าเลือดก็จะออกจากสมองด้านหน้า ซึ่งบริเวณที่สมองกระแทกกับกะโหลกจนเลือดออกเรียกว่า Breaking Dome ค่ะ
สังเกตอาการ Shaken Baby Syndrome
คุณแม่ผู้อ่านคงอยากจะรู้แล้วสิคะ ว่าอาการแบบไหนล่ะ ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลูกเกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome อย่างที่เคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า โรคนี้จะบาดเจ็บภายในเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าลูกเขย่าอย่างรุนแรงและกระชากกลับรวดเร็ว จะมีอาการทางสมองร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น มีเลือดออกที่ตาหรือที่ม่านตา เลือดออกที่ใต้เยื่อหุ้มสมองหรือในสมอง บางคนอาจจะพบว่ามีการแตกหักของกะโหลกศรีษะ กระดูกแขน ขา และซี่โครงหากมีการทำร้ายร่างกายหรือกระแทกกับของแข็งร่วมด้วย
หากอาการที่บอกมาข้างต้นไม่ปรากฏพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกก็เป็นสัญญาณบอกอาการได้อย่างหนึ่ง หลังจากที่ลูกถูกเขย่าแรงๆ คุณแม่ควรสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไรถ้าอาการไม่ค่อยรุนแรงลูกอาจจะมีอาการนอนไม่สงบ ไม่ค่อยกินอาหาร ร้องไห้โยเย บางคนก็ซึม แต่หากอาการรุนแรงหรือมีเลือดออกในสมองค่อนข้างมาก ลูกอาจจะไม่รู้สึกตัว หยุดหายใจ ชัก ช็อก บางคนถึงขั้นโคม่ามาเลยก็มี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดออกด้วยค่ะ ซึ่งจำเป็นต้องแยกจากภาวะอื่น เช่น เป็นหวัด ท้องอืด โคลิก หรือการติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นหากไม่แน่ใจควรพาไปพบคุณหมอและแจ้งประวัติเหล่านี้ให้คุณหมอทราบด้วยนะคะ
หากลูกถูกเขย่าแรงมากๆ และมีอาการของ Shaken Baby Syndrome ก็จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง เพราะการวินิจฉัยค่อนข้างยาก เพราะมักไม่เห็นร่องรอยของการบาดเจ็บจากภายนอก การรักษาจึงอาจล่าช้าไป นอกจากนี้แล้วผู้พาเด็กมาตรวจนั้น มักมีการปกปิดประวัติที่แท้จริง เนื่องจากกลัวความผิด การคอยสอดส่อง ป้องกันระวังภัย การฝึกจิตใจ และความรู้ หาทักษะที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงดูเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและควรกระทำอย่างยิ่ง โดยทั่วไปจากสถิติเด็กที่เป็นภาวะ Shaken Baby Syndrome เด็กจำนวน 1 ใน 3 คน มักจะเสียชีวิต หรือถ้ารอดชีวิตก็พบว่าอาจจะมีความพิการตามมาอย่างถาวร ซึ่งความพิการอย่างถาวรที่เจอได้ ก็มีตั้งแต่ในกลุ่มของการเรียนรู้ สติปัญญา อัมพาต ลมชัก หรืออาจจะมีผลทางสายตาทำให้ตาบอดได้
ความพร้อม...กำแพงต้าน Shaken Baby Syndrome
การพาลูกไปพบคุณหมอหลังควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วเขย่าลูกจนมีอาการของภาวะ Shaken Baby Syndrome ดูเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ใช่หนทางป้องกันที่ดีที่สุดนะคะเพราะการเกิด Shaken Baby Syndrome นี้ไม่ใช่ว่าจะไร้ซึ่งหนทางป้องกัน
จริงๆ แล้วภาวะ Shaken Baby Syndrome สามารถป้องกันได้ 100% เลยเพียงแต่คนเป็นพ่อแม่ต้องระวังใจ ใส่ใจ และคำนึงถึงภาวะนี้บ้าง ด้วยการเตรียมความพร้อมทั้งของพ่อแม่ในด้านร่างกาย และจิตใจ และความพร้อมของคนที่จะดูแลลูกเล็กของเราก่อนจะมีลูก อีกทั้งควรศึกษาและทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะจากข้อมูลที่พบส่วนมาก เด็กที่เกิด Shaken Baby Syndrome มักจะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ เพราะช่วงนั้นเป็นวัยที่คุณแม่เหนื่อยและลูกก็ค่อนข้างเลี้ยงดูยาก ซึ่งคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงมักเกิดจากความเครียด จนรู้สึกทนไม่ไหวแล้วจับลูกเขย่าแรงๆ ได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ขอแนะนำคุณแม่มือใหม่เลยว่า หากลูกร้องไห้จนรู้สึกหงุดหงิด คุณแม่อาจต้องหาผู้ช่วยแล้วล่ะค่ะ หรือถ้าไม่มีใครจริงๆ ควรพาลูกไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยภายในบ้าน เช่น บนเตียงหัดเดิน ห้องของลูก ฯลฯ แล้วคุณแม่ก็ปลีกตัวไปอยู่ในจุดที่ไม่ได้ยินเสียงลูกร้องสักครู่ เพื่อระวับสติอารมณ์ เมื่ออารมณ์เย็นลงแล้วค่อยกลับไปดูลูก และทุกครั้งที่ลงโทษลูก ไม่ควรเขย่าไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ เปิดเพลงหรือร้องเพลงที่คุณแม่ชอบฟังคลอไปในระหว่างการเลี้ยงเจ้าตัวเล็ก ก็อาจทำให้ผ่อนคลายขึ้นได้นะคะ
Shaken Baby Syndrome ไม่ใช่ภาวะที่เป็นกันง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเกิดขึ้นกับลูก ฉะนั้นว่าที่คุณพ่อคุณแม่จึงควรมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจเพราะการที่จะเลี้ยงลูกสักคนนั้น สร้างความเครียดได้ไม่น้อย และสถานการณ์สิ่งแวดล้อมก็สุ่มเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เราเกิดความฉุนเฉียวหงุดหงิดได้ง่าย แต่ไม่ว่าอย่างไร ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า หากภาวะนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไขให้ลูกเป็นปกติได้ จึงควรต้องหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิดอาการนี้ค่ะ
ไกวเปลแรงๆ เสี่ยง Shaken Baby Syndrome จริงหรือ?
ไม่จริง การที่หลายคนมักกังวลว่าไกวเปลแรงๆ จะมีผลทำให้ลูกมีภาวะ Shaken Baby Syndrome นั้น เป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะการไกวเปลไม่ว่าจะแรงแรงแค่ไหนก็ยังมีแรงเฉื่อยในขณะที่เปลแกว่งกลับมา เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ไกวแบบกระชาก ก็ไม่มีผลกระทบต่อสมองของลูก และการเขย่ากล่อมเบาๆ ก็ไม่สามารถทำให้เกิดอาการนี้เช่นกัน ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณแม่จะไกวเปลแรงๆ จนลูกตกลงมาจากเปลแต่ถ้าตกจากที่เตี้ยๆ เช็กแล้วอาจไม่พบปัญหาทางสมองเลยด้วยซ้ำ
(update 13 มีนาคม 2008)
[ ที่มา..
Modernmom Vol.13 November 2007 ]
|