จูนพฤติกรรมแตกต่าง โรงเรียน VS บ้าน


อยู่ที่บ้านกับอยู่โรงเรียนทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมแตกต่างกันนัก ตอนไปรับที่โรงเรียน ลูกดูน่ารัก เรียบร้อย ทำอะไรเองได้ แต่พอก้าวเท้าเข้าบ้านเท่านั้นแหละ เป็นต้องร้องโยเย อะไรๆ ก็จะให้พ่อแม่ทำให้ตลอด “กลัวลูกจะเป็นเด็ก 2 บุคลิก” ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดี...แบบนี้จะมีปัญหาไหม

ได้ฟังเช่นนี้จึงรีบกุลีกุจอหาคำตอบให้คุณแม่เป็นการใหญ่ คราวนี้แหล่ะค่ะคุณแม่ขา จะได้รู้ว่าพฤติกรรมแตกต่างระหว่างอยู่ที่บ้านกับโรงเรียนนั้นมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ และมีหนทางใดช่วยหนูๆ หายจากพฤติกรรมอย่างที่เป็น

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วสมัยที่คุณน้าคนนี้อยู่อนุบาลปัญหานี้พบว่าเด็กเป็นกว่าครึ่งหนึ่งค่ะ แต่ยุคของหลายสาวเหลือแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ใช่ย่อยนะคะเนี่ย

ซึ่งความต่างที่ว่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ
1. เมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน เขาไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง งอแง และ ขาดระเบียบวินัย ในขณะที่เขาอยู่โรงเรียนสามารถทานข้าวเองได้ดื่มนมเอง เก็บที่นอน คือช่วยเหลือตัวเองได้เวลาอยู่ที่โรงเรียน

2. เมื่ออยู่บ้าน หนูจะเป็นเด็กดีมีระเบียบ ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่อยู่โรงเรียนจะมีปัญหา ร้องโยเย และไม่เชื่อฟังคุณครู
แต่ต้องรีบบอกก่อนนะคะว่าแบบที่สองนั้นไม่ค่อยจะปรากฏในเด็กๆ บ้านเราเท่าใดนัก ดังนั้นจะขอเน้นแบบแรก เหมือนที่หลานของดิฉันเป็นค่ะ...


ขาดวินัย เพราะรักลูกไม่ถูกทาง

พบเจอคุณพ่อคุณแม่ทีไร จะได้ยินเสียงบ่นคล้ายๆ กันว่าลูกขาดวินัย ไม่มีระเบียบ แต่ก็นั่นแหละค่ะเราต้องกลับมาดูว่าที่ลูกขาดวินัย ไม่ยอมทานข้าวเอง ไม่ยอมทานผัก ใส่ถุงเท้า หรือว่าสวมรองเท้าไม่เป็น ทั้งๆ ที่วัยของเขาสามารถทำได้แล้ว อาจจะเป็นผลมาจากคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างนั้นรักลูกไม่ถูกทางค่ะ

ลองหลับตานึกดูว่าที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่ยอมลูกมากเกินไปหรือเปล่า ใจร้อนไปไหม เข้าใจพัฒนาการของลูกหรือไม่ กลัวลูกไม่รักจนต้องทำให้ทุกอย่างอยู่ร่ำไป และยิ่งเด็กในวัย 3-5 ปี ที่นักจิตวิทยาพัฒนาการบอกเอาไว้ว่ามักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Ego Centric) ไม่ชอบให้ใครมาสั่งหรือบังคับ จึงอาจแสดงออกโดยการต่อต้าน เช่น เมื่อถูกขัดใจก็ลงไปนอนดิ้น ร้องอาละวาด

หากรู้จักหลอกล่อหรือเบี่ยงเบนความสนใจ พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะลดลงได้ แต่ถ้าถูกตามใจ ลูกจะเรียนรู้ว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล จึงใช้พฤติกรรมนี้เป็นไม้ตายในบ้าน เพราะฉะนั้นการที่เขาอยู่ที่บ้านแล้วไม่ช่วยเหลือตัวเองส่วนหนึ่งก็เพราะมีคนตามใจค่ะ


โรงเรียน...สร้างพฤติกรรมเลียนแบบในทางดี

คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกแปลกใจหากได้เข้าไปสังเกตการณ์ในโรงเรียนอย่างที่น้าสาวคนนี้แอบปลอมตัวเข้าไป แล้วได้พบว่าหลานสาวแตกต่างจากอยู่ที่บ้านมาก คุณครูให้ทำอะไรก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ทานข้าวเอง เก็บที่นอนเอง ฯลฯ

นั่นเป็นเพราะพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กวัยอนุบาลนั้นได้จากการเลียนแบบ ฉะนั้น เมื่อเพื่อนทานข้าวเองเขาก็จะทานเองด้วย รวมทั้งการทำกิจกรรมอื่นๆ

อีกทั้งกฎระเบียบในโรงเรียนนั้นเป็นสภาพแวดล้อมหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความเคารพ เกรงใจคุณครู รวมถึงการมีเวลาที่แน่นอนมีระบบทานอาหารที่กำหนดว่าเด็กต้องช่วยเหลือตัวเอง เป็นผลให้เมื่อลูกอยู่โรงเรียนจึงเป็นเด็กดีมีวินัย


ปรับพฤติกรรมสร้างวินัย

พฤติกรรมนี้ของลูก ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นเด็กสองบุคลิก แค่เป็นขั้นตอนของการสร้างบุคลิกภาพของเด็ก ถ้ารู้เร็วก็จะสามารถแก้ไขได้เร็วค่ะ
1. ตั้งกติกาในบ้าน จำกัดความใจอ่อน
พฤติกรรมนี้มิได้รุนแรงถึงขนาดที่ต้องปรึกษาคุณหมอ แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือ กำจัดจุดอ่อนในตัวเอง สร้างจุดแข็งให้ลูกด้วยระบบระเบียบในบ้านอย่างง่ายๆ เช่น การตั้งกฎว่าจะไม่เดินป้อนข้าวให้ลูก และสำหรับคุณพ่อทั้งหลายที่เป็นสาเหตุของจุดอ่อน กรณีที่รู้ว่ากำลังใจอ่อน ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณแม่ค่ะ

วินัยก่อตัวที่บ้าน เพราะคุณพ่อคุณแม่คือครูคนแรก จึงต้องตระหนักว่าตัวเองมีความสำคัญ หลายคนอาจะยังไม่แน่ใจว่าจะฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ตอนไหน

คำตอบคือเริ่มทำได้ตั้งแต่เล็กๆ ค่ะ แต่การให้นม การกินการนอนเป็นเวลา และการเข้าห้องน้ำเป็นที่เป็นทาง หากลูกยังทำได้ไม่ดี เช่น ในช่วงเริ่มต้นให้เด็กทานข้าวเอง เด็กจะสามารถควบคุมช้อนให้เข้าปากได้ แต่มือกับตาอาจยังทำงานไม่ประสานกันข้าวหกเรี่ยราด พ่อแม่ไม่ต้องบ่น ไม่ตำหนิให้ลูกเสียใจนะคะ

กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พ่อแม่คอยสอน หากลูกทำได้จะช่วยให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง ขณะเดียวกันถ้าผิดเขาจะมีความอายเพราะทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ ความอายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี

2. คุณครู แนวร่วมสร้างพฤติกรรมดี
แม้ว่าลูกจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างระหว่างบ้านกับโรคเรียนเป็นเวลานาน ลูกยังคงเป็นไม้อ่อนที่ดัดง่ายค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเป็นปัญหาหนัก และแก้ไขเพียงลำพังไม่ไหว หันหน้าเข้าหาโรงเรียนและปรึกษากับคุณครูเพื่อหาแนวทางแก้ไขนะคะ

แต่ทั้งนี้ก็มิใช่ว่าจะโยนหน้าที่นี้ให้กับโรงเรียนและคุณครูเป็นผู้แก้ฝ่ายเดียว อย่างน้อยการแก้ปัญหาเปลาะที่หนึ่งจะต้องเริ่มที่บ้านก่อน แล้วจึงสานสัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียน

3. ใจเย็น ชมเชย ใส่ใจ ให้เวลา
การที่จะรู้ว่าลูกมีพฤติกรรมแตกต่างหรือไม่นั้น ต้องเกิดจากการสังเกตแบบที่คุณน้าคนนี้สังเกตได้ค่ะ ซึ่งบางอาการก็เกิดจากการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น ถ้าช่วงเวลาเปิดเทอมใหญ่เด็กจะมีอาการร้องไห้ งอแง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากอาการร้องนี้เกินหนึ่งเดือนอาจต้องเข้าพบคุณครูเพื่อปรึกษาแล้วล่ะค่ะ
การที่เด็กไม่ช่วยเหลือตัวเอง จริงๆ แล้วเกิดจากการคาดหวังของผู้ใหญ่ทั้งนั้น หวังว่าเด็ก 3 ขวบ ต้องใส่ถุงเท้า รองเท้าเองได้โดยไม่สลับข้าง ติดกระดุมเองได้ แต่ถ้าลูกยังทำไม่ได้สักอย่างไม่ต้องตกใจเพราะทุกอย่างสามารถสอนได้ แต่ต้องให้โอกาสลูกและฝึกหัดจนกระทั่งเกิดเป็นทักษะความชำนาญ อาจจะต้องฝึกเป็นอาทิตย์จนเรามั่นใจว่าเขาทำได้จริงๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องใจเย็นๆ เพราะเรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรายังต้องใช้เวลา เด็กก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนเช่นกันค่ะ

หากเขาทำได้ การปรบมือ ให้คำชมเชย จะเป็นกำลังใจที่ดีทีเดียว รับรองว่าต่อไปเขาจะรีบทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองแน่นอน

เมื่อสิ่งที่เด็กทำได้และเป็นที่ยอมรับ คุณพ่อคุณแม่ก็ยิ้มดีใจใครเลยจะกล้างอแงใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นการจะแก้พฤติกรรมลูกที่บ้าน ผู้ใหญ่ต้องแก้พฤติกรรมตามใจก่อน โอเค้....


(update 10 มีนาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 299 ธันวาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600