บ่ม&เพาะ&ปลูก นิสัยรักการอ่าน


“หากจะปรับให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา จำเป็นต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เป็นวัฒนธรรมของชาติ และทำให้เกิดทั่วแผ่นดิน” คำพูดนี้ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสคงช่วยตอกย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน ซึ่งเป็นประตูที่เปิดไปสู่การเรียนรู้ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และการจะสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับลูกได้นั้นต้องเริ่มกันตั้งแต่เล็ก เพื่อให้รากแก้วรักในการอ่านเติบโตอย่างแข็งแรงอยู่ในตัวเด็กๆ ค่ะ ไม่ต้องรีรอ คุณสามารถลงมือสร้างหนอนน้อยนักอ่านได้ตั้งแต่วันนี้เลย


Chapter 1

อ่าน...ให้อะไร

การอ่านเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ค่ะ ขณะที่เกิดกระบวนการอ่านทั้งภาพหรือสัญลักษณ์ในหนังสือ สมองได้พัฒนาและเกิดกระบวนการคิด ซึ่งกระบวนการคิดนี้จะสามารถพัฒนาและเชื่อมโยงเป็นการพูด การเขียน การวาดภาพ โดยผลที่แสดงออกมาจากการอ่านจะเห็นชัดตามแต่ละช่วงวัย ทั้งนี้การอ่านมีส่วนช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อสามารถนำมาประมวลและวิเคราะห์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้นั่นเอง

มากประโยชน์จากการอ่าน
1. สำหรับลูกเล็กจะช่วยพัฒนาระบบประสาทสัมผัส เริ่มต้นจากการมองเห็นภาพ ได้ยินเสียงพ่อแม่พูดหรือเล่า ส่วนการได้สัมผัสกับวัสดุของหนังสือนิทาน ช่วยให้เด็กรู้จักผิวสัมผัสของวัตถุแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร แข็ง อ่อน นุ่ม แล้วยังได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงไปในตัวด้วยค่ะ การปูพื้นฐานให้เด็กได้ใกล้ชิดกับหนังสือ จะทำให้เขารู้สึกดี คุ้นเคยและกลายเป็นความชอบหนังสือในที่สุด

2. ช่วยกระตุ้นพัฒนาสมองในส่วนของทักษะภาษา ทั้งการฟังและการพูดอย่างน้อยขั้นแรกที่ลูกฟังเสียงอ่านของคุณพ่อคุณแม่ เป็นการเริ่มต้นรู้จักคำศัพท์ต่างๆ และเมื่อพูดได้ จึงลองหัดอ่านออกเสียงเป็นคำๆ ไปพร้อมกับภาพและตัวอักษรในหนังสือ ถึงจะยังไม่รู้ความหมาย แต่ก็ถือเป็นการฝึกออกเสียงพูดเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ เรียกว่าเป็นการปูพื้นฐานพัฒนาการด้านภาษาของลูกก็ได้ค่ะ

3. กระตุ้นความคิดและจินตนาการ ใช้หนังสือนิทานเป็นเครื่องมือต่อยอดความคิดและจินตนาการให้กว้างไกล ภาพที่เห็นหรือเนื้อเรื่องที่ลูกฟังจากนิทานที่พ่อแม่อ่านจะช่วยกระตุ้นความคิด ยิ่งฟังบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้เพิ่มเติมจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน สำหรับวัยช่างเรียนรู้สำคัญเชียวที่ควรเรียนรู้อย่างหลากหลาย

4. เป็นของเล่นให้ลูก สำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ยังไม่ทราบวิธีเล่นกับลูก ลองใช้นิทานเชื่อมโยงไปกับการเล่นกับลูก อาจจะให้ลูกนั่งตักเปิดนิทานเล่าไปพร้อมๆ กันชวนลูกเล่นไประหว่างเล่า เพื่อเชื่อมโยงกับนิทานเล่มนั้น อาจใช้ตุ๊กตาเป็นตัวละครเล่นไปกับลูก ช่วยสร้างสายสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นในครอบครัวได้

5. การอ่านช่วยสร้างสมาธิ กับเด็กเล็กแล้ว ฟังเสียงแม่เล่าก็ทำให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เขาฟัง แล้วการมีสมาธินี่ล่ะที่จะช่วยต่อยอดให้ทำกิจกรรมอื่นได้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

6. พาคนอ่านและคนฟังไปสถานที่ที่ไม่เคยไป เรียกว่าช่วยเปิดโลกและเพิ่มพูนประสบการณ์ให้หลากหลาย ทำให้เด็กเป็นคนรอบรู้ รวมถึงมีวิธีคิดและมองโลกที่กว้าง ตลอดจนรู้จักแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างสร้างสรรค์
หน้าที่สำคัญของพ่อแม่คือ ต้องช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้ลูกค้นเคยกับการอ่านซึ่งต้องเริ่มต้นจากการให้ลูกรู้สึกดีก่อน ซึ่งควรเข้าใจและกระตุ้นให้เหมาะกับวัยด้วยค่ะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นยัดเยียด และส่งผลร้ายมากกว่าดีนะคะ

หนังสือดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
  • หนังสือสำหรับเด็กเล็กควรมีรูปร่างโค้งมน ไม่มีมุมแหลมคม ไม่ว่าจะเล่มเล็กหรือเล่มใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของหนังสือแต่ละเล่ม

  • ทำจากวัสดุที่คงทนแข็งแรงและควรเป็นวัสดุ Non-Toxic เพื่อจะไม่เป็นอันตราย หากเด็กนำเข้าปาก

  • เลือกหนังสือให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก ช่วง 6 ปีแรก ควรเลือกเล่มที่ดึงดูดความสนใจด้วยสีสันสดใสมีเนื้อหาไม่ยาวจนเกินไป เพราะ ความสนใจของเด็กยังอยู่ในช่วงสั้นๆ หากเรื่องยาว แถมคนเล่าไม่ได้สอดแทรกความสนุกไปด้วยจะทำให้เด็กเบื่อการอ่านได้ง่ายๆ

  • เนื้อหาในหนังสือต้องปลอดภัย หมายถึง ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์และความรุนแรง

  • หนังสือดีไม่จำเป็นต้องราคาแพงแต่สำคัญที่เนื้อหาและภาพที่พ่อแม่จะเลือกให้ลูกอ่านมากกว่า

Chapter 2

เลือกอ่าน...ให้เหมาะกับวัย

จะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไม่มีคำว่าเร็วเกินไปค่ะ สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยแบเบาะ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นของพัฒนาการลูกน้อย

0-1 ปี สวัสดีเล่มแรกของหนู

ด้วยพัฒนาการของเด็กช่วง 6 เดือนแรก ถึงจะทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ พูดยังไม่เป็นคำและยังไม่รู้จักภาษา คำ หรือสิ่งของต่างๆ ได้ดี ให้ลูกเล่นและทำความรู้จักกับหนังสือด้วยการเป็นของเล่นก่อนก็ได้ค่ะ ลูกอาจจะนำมาแทะ ขยำ หรือคิดว่าเป็นของเล่น ก็ไม่เป็นไรเพราะวัยนี้หวังผลว่าให้ลูกคุ้นเคยกับหนังสือก่อนเป็นขั้นแรก ส่วนหนังสือที่จะให้ลูกในช่วงวัยนี้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ต้องอาศัยสื่อภาพที่เข้าใจง่ายและชัดเจนนะคะ ขณะเปิดให้ลูกอ่านและดูภาพก็ให้เล่านิทาน ท่องบทกลอน หรือพูดทำเสียงตัวละครจะช่วยกระตุ้นให้เด็กพูดได้เร็วขึ้นด้วย

Books for Baby

ประเภทหนังสือนิทาน : หนังสือนิทานภาพ หนังสือนิทานกึ่งของเล่น เช่น หนังสือผ้า หนังสือลอยน้ำ และหนังสือ Board Books (หนังสือที่มีกระดาษหนาเท่ากับปก ทนทานต่อการฉีก กัดของเด็กวัยที่เรียนรู้ด้วยปากได้ มีภาพชัดเจน มีตัวหนังสือน้อยหรือไม่มีตัวหนังสือเลย)

ลักษณะหนังสือ
  • ภาพ : เลือกเล่มที่มีขนาดใหญ่เพื่อที่เด็กจะได้เห็นอย่างชัดเจน เลือกภาพที่สีสันสดใสมีลายเส้นชัดเจน ขณะเล่าก็เพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจด้วยเสียงที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นความสนใจ เป็นการกระตุ้นทักษะด้านการฟัง และช่วยให้ลูกมีแรงจูงใจที่จะพูดได้เร็วขึ้น

  • เนื้อเรื่อง : ตัวหนังสือน้อยหรือไม่มีเลยหากจะมีเนื้อเรื่องก็ไม่ควรเป็นประโยคยาวใช้วิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพที่สื่อความหมายชัดเจน พ่อและแม่สามารถเล่าเรื่องไปตามภาพได้

  • ภาษา : ใช้ภาษาไทยถูกต้อง สั้น กระชับ เข้าใจง่าย หากเป็นนิทานที่มีเป็นคำคล้องจอง แต่ละคำควรออกเสียงด้วยเสียงสั้นง่าย ขณะเล่าให้เพิ่มเสียงสูง-ต่ำ เป็นจังหวะจะโคน เป็นคำที่ใกล้ตัว ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ และกระตุ้นการพูดการสื่อสารได้รวดเร็วด้วยค่ะ

  • รูปเล่ม : ทนทานต่อการใช้งาน ไม่มีมุมแหลมคม ขนาดเล่มไม่หนาเกินไป หากเป็นนิทานที่เป็นของเล่นได้ด้วย ควรทำจากวัสดุปลอดสารพิษ เมื่อนำเข้าปากแล้วจะได้ไม่เป็นอันตราย
Parent Guide

  • เล่านิทานด้วยจังหวะที่พอดีไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ออกเสียงพูดให้ชัด เพื่อให้ลูกจดจำและเลียนเสียงตามได้ง่ายและถูกต้อง

  • ให้ลูกนั่งบนตัก เปิดหนังสือไปพร้อมๆ กันลูกจะมองไปตามนิ้วพ่อแม่ที่ไล่ไปตามตัวอักษรและภาพ ได้เห็นทั้งตัวอักษรและได้ยินเสียงแบบนี้ หวังผลเรื่องของการอ่านหนังสือได้เมื่อโตขึ้นด้วยค่ะ

  • การเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสจับต้องนิทานด้วยตัวเอง อย่ากลัวนิทานจะพังค่ะเพราะเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสไปในตัว

1-3 ปี ปลูกเมล็ดพันธุ์รักการอ่าน

ช่วงขวบปีแรกไปจนถึง 3 ขวบ เป็นวัยเริ่มต้นของการเรียนรู้ และยังเป็นวัยที่สนุกสนานกับการเรียนรู้ ถือเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะปูพื้นฐานเรื่องต่างๆ ให้ลูก เรียกว่าปลูกเมล็ดพันธุ์ชนิดใดให้ลูกช่วงนี้ ผลที่ได้งอกเงยออกมาเช่นนั้น อาจเริ่มต้นจากให้ลูกทำความรู้จักกับหนังสือนิทานก่อนว่ามีหน้าที่เช่นใด จากนั้นก็เริ่มพาลูกทำความรู้จักกับหนังสือต่างๆ มากขึ้นครั้งแรกอาจจะเลือกนิทานที่มีตัวการ์ตูนสีสันสดใส เนื้อเรื่องน่าตื่นเต้น เรียกว่าเป็นการสร้าง First Impression เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้เกิดขึ้นนั่นเองค่ะ เมื่อเล่มแรกจบลง เล่มต่อไปก็ยังคงความสนุกและน่าสนใจอยู่ แล้วเมื่อลูกรู้สึกสนุกไปกับการอ่าน ก็ให้ทำต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งกิจกรรมของลูก และจะกลายเป็นนิสัยรักการอ่านต่อไป ซึ่งบุคคลที่จะทำหน้าที่นี้คือ คุณพ่อคุณแม่นั่นเอง
Books for Toddler

ประเภทหนังสือนิทาน : หนังสือนิทานภาพ หนังสือนิทานกึ่งของเล่น เช่น หนังสือผ้า หนังสือลอยน้ำ และหนังสือ Board Books หนังสือนิทานป๊อปอัพ

ลักษณะหนังสือ

  • ภาพ : ภาพควรมีขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจน สีสันสดใสและหลากหลาย ลายเส้นไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป อาจจะเพิ่มเติมลักษณะลายเส้นให้มากกว่าตอนลูกเล็กได้แต่อย่าเพิ่งเลือกเล่มที่ลายเส้นยุ่งเหยิงวุ่นวายจนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรนะคะ และที่สำคัญหากเป็นภาพที่ลูกสามารถพบเห็นในชีวิตประจำวัน ควรเป็นภาพที่มีลักษณะคล้ายของจริงมากที่สุด เช่น สุนัขควรจะมี 4 ขา มี 2 หูในเล่ม การใช้สีสันที่ไม่เหมือนจริงนั้น เป็นเรื่องของจินตนาการที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มเติมการเรียนรู้ให้กับลูกได้หากพบเห็นในชีวิตประจำวันค่ะ

  • เนื้อเรื่อง : สั้น และเหตุการณ์ไม่ควรสลับซับซ้อนเกินไป สีสันสดใสและหลากหลาย

  • ภาษา : ใช้ภาษาไทยถูกต้อง สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และสุภาพ

  • รูปเล่ม : ทนทานต่อการใช้งาน ไม่มีมุมแหลมคม ขนาดเล่มไม่หนาเกินไป กระดาษที่ใช้ก็ไม่ควรบาง และคมเกินไปเพราะวัยนี้เริ่มใช้มือเปิดหน้าหนังสือเองได้แล้ว
Parent Guide

  • เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุย ซักถามเรื่องราวในนิทานบ้าง วัยช่างจ้อแบบนี้กำลังสนุกและมีความสุขที่จะได้พูดคุย เป็นการฝึกทักษาด้านการพูดและการฟังให้ลูกด้วย

  • ชี้ชวนให้ลูกถามตอบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในนิทาน ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้เพิ่ม การสร้างบรรยากาศการอ่านให้สนุกสนานและน่าสนใจก็ทำให้เด็กรู้สึกดีมีความสุขและสร้างการจดจำที่ดีให้กับการอ่านหนังสือด้วย

Tips

หากจะเลือกหนังสือที่มีบทกลอน ควรเลือกเล่มที่มีลักษณะคำคล้องจอง สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นคำที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้เด็กเป็นคนที่มีจังหวะในการพูดและยังเป็นการเพิ่มคลังคำศัพท์ได้โดยไม่รู้ตัว

Chapter 3

อ่านเพลิน...เพลินกับหลากวิธี
1. เป็นตัวอย่างที่ดีในการอ่านหนังสือ

2. สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมการอ่านให้เป็นกิจกรรมประจำบ้าน เช่น กำหนดให้ทุกเย็นก่อนนอนเป็นช่วงเวลาของการเล่านิทาน เช่น กำหนดให้ทุกเย็นก่อนนอนเป็นช่วงเวลาของการเล่านิทาน หรือให้มี 1 วันช่วงกลางวัน ที่จะนั่งอ่านหนังสือร่วมกันทำให้เป็นหนึ่งกิจกรรมแทนการเดินช็อปปิ้งทุกวันหยุด

3. ทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุกสนาน พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่จะทำให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้น เริ่มต้นที่ลีลาท่าทางการเล่านิทาน น้ำเสียงที่เล่าต้องหลากหลายตามเรื่องราว ซึ่งจะช่วยให้นิทานเรื่องธรรมดาสนุกขึ้นมาได้ เมื่อเกิดความสุขและความสนุกสนาน ขึ้นมาได้รับประกันว่าลูกจะรักนิทานได้ไม่ยากเลยค่ะ

4. จัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้เป็นห้องสมุดขนาดเล็กไว้เป็นพื้นที่ให้ลูกได้อ่านหนังสือเล่าที่ชอบ

5. พาลูกไปเลือกซื้อหนังสือนิทานด้วยกัน

6. ตั้งกฎเหล็กก่อนนอนต้องอ่านนิทาน 1 เล่มเสมอ พ่อหรือแม่ควรทำหน้าที่นี้ได้ทั้งคู่นะคะ

3-6 ปี อ่าน...บ่มเพาะ งอกงาม

วัยนี้พูดได้คล่องและรู้จักคำศัพท์มากขึ้น ยิ่งเมื่อรู้จักหน้าที่ของหนังสือจากการวางพื้นฐานตั้งแต่ช่วง 3 ปีแรกแล้ว จะช่วยให้ลูกเข้าหาหนังสือเองได้ง่าย เห็นลูกเป็นแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งปล่อยให้บินเดี่ยวนะคะ เพราะลูกอาจจะผ่อนแรงลงไปได้ หมั่นเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟังอยู่เสมอ เคยทำอย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้นไปก่อน จะให้ดีที่โรงเรียนและที่บ้านควรทำไปพร้อมๆ กัน ทั้งพ่อแม่และครูอย่าลืมว่าคุณคือคนสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีของการอ่านหนังสือ วัยชอบเลียนแบบที่ดีก็จะช่วยให้เด็กมีบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่ดีต่อไปในอนาคตค่ะ
Books for Pre-school

ประเภทหนังสือนิทาน : หนังสือนิทานที่มีเนื้อเรื่อง หนังสือนิทานภาพ หนังสือนิทานป๊อปอัพ

ลักษณะหนังสือ
  • ภาพ : ภาพมีขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจนสีสันสดใส ลายเส้นอาจจะสลับซับซ้อนได้เพื่อกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ภาพที่ใช้อาจจะใช้ภาพในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเปิดโอกาสและกระตุ้นให้เด็กตีความได้เพิ่มจากภาพทั่วไป

  • เนื้อเรื่อง : ไม่ควรสั้นหรือยาวเกินไปเนื้อเรื่องไม่ควรซับซ้อน ตัวละครไม่มากเพราะจะทำให้สับสนค่ะ และควรเลือกเล่มที่ตัวหนังสือขนาดใหญ่ เพราะวัยนี้เด็กเริ่มอ่านเองได้บ้างแล้ว หากชี้นิ้วไล่ไปตามเรื่องที่เล่า จะช่วยให้ลูกเชื่อมโยงไปกับนิทานได้

  • ภาษา : ใช้ภาษาไทยถูกต้อง สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และสุภาพ

  • รูปเล่ม : ใช้วัสดุที่ทนทานต่อการใช้งานไม่มีมุมแหลมคม กระดาษที่ใช้ไม่ควรบางและคมเกินไป เพราะวัยนี้เริ่มใช้มือเปิดหน้าหนังสือเองได้แล้ว รูปเล่มและหน้าปก น่าสนใจ เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กให้หยิบขึ้นมาอ่าน เพราะวัยนี้พ่อแม่ควรพาลูกไปซื้อหนังสือนิทานได้แล้วค่ะ
Parent Guide
  • นิทานเล่มเดิมเมื่อครั้ง 2 ขวบยังใช้ได้อยู่แต่อาจจะต่อเรื่องราวเพิ่มเติมให้มีความสนุกสนานตามแต่จินตนาการของเด็กเองวัยนี้ชอบที่ได้แสดงออกทางจินตนาการ ยิ่งมีพื้นที่แบบนี้ เด็กจะรู้สึกสนุกกับการอ่านเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาได้แสดงออกซึ่งจินตนาการ

  • วัยนี้สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้นแล้ว คุณแม่อาจจะเพิ่มเติมนิทานที่สอดแทรกเนื้อหาในการส่งเสริมคุณธรรม ความดี มีน้ำใจ เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ

  • เปิดช่องให้ลูกเล่านิทานสลับกับพ่อแม่

  • สร้างความสนุกและความรู้สึกดีให้กับนิทานเล่มเดิม ด้วยการชวนกันเปลี่ยนตอนจบ ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการด้วยค่ะ

  • หลังอ่านนิทานจบ อาจจะพาลูกไปเที่ยวเพื่อต่อยอดความรู้เพิ่มเติมจากในนิทานอย่างน้อยก็ทำให้ลูกรู้สึกดีและสนุกกับนิทาน หรืออาจจะเป็นการทำกิจกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น วาดภาพ แสดงละคร ถือเป็นวิธีการเรียนรู้เด็กด้วยค่ะ
ความประทับใจครั้งแรกถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กค่ะ ทำให้ลูกรู้สึกดีกับการอ่านหนังสือเข้าไว้นะคะ จะเป็นการวางพื้นฐานการอ่านที่มั่นคงแข็งแรงให้กับลูก ทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัย แล้วเมื่อวันหนึ่งลูกหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเอง นั่นถือว่าคุณได้ให้เครื่องมือการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดกับลูกแล้วค่ะ


Tip

  • วัยนี้จะชอบนิทานเรื่องเดิมเป็นพิเศษ ก็เพราะลูกรู้สึกสนุกที่สามารถเดาเรื่องเรื่องราวที่ชอบในหนังสือได้ เรียกว่าอยากจะจดจำความรู้สึกที่ดีๆ ในเรื่องไว้ ยิ่งให้ลูกเล่า ลูกจะมีสีหน้าภูมิใจเชียวค่ะ เห็นผลดีแบบนี้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งเบื่อนิทานเล่มเก่านะคะ

  • การชวนลูกอ่านป้ายต่างๆ ตามท้องถนน จะช่วยให้ลูกอ่านได้เร็วขึ้น และยังสนุกสนานด้วยนะคะ

  • อุบายพาลูกไปซื้อหนังสือนิทาน อย่างน้อยก็ทำให้ลูกสนใจและอยากอ่านนิทานเล่มที่ตัวเองซื้อนะคะ

อุปสรรคของหนอนหนังสือ
  • ทีวี เกม และคอมพิวเตอร์ ล้วนเป็นตัวบล็อกให้การอ่านหนังสือไม่น่าสนใจเพราะด้วยภาพ แสง สีและเสียงที่ตื่นตาเร้าใจ เรียกว่ากระตุ้นเร้าความสนใจของเด็กจนเกินพอดี แต่สื่อกลุ่มนี้ทำหน้าที่สื่อสารทางเดียว และไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสื่อได้แสดงหากเด็กได้รับการกระตุ้นและถูกเร้าจนเกินพอดีเมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะรู้สึกกล้ากับการรับข้อมูลได้ค่ะ

  • บรรยากาศการอ่านเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่พ่อแม่คาดหวังให้ลูกอ่านและหวังผลให้อ่านได้หลายเล่ม แบบนี้จะทำให้ลูกไม่อยากอ่านหนังสือ

  • ในบ้านไม่มีหนังสือให้ลูกอ่านเลยมีแต่ของเล่นหรือคอมพิวเตอร์ ลูกก็จะหันไปหากิจกรรมอื่นแทนการอ่าน


(update 9 พฤษภาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.147 January 2008]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600