พ่อแม่หลายท่านได้มาปรึกษากับผมว่าจะทำอย่าสงไรจึงจะให้ลูกสนิทด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นพ่อ มักจะมีคำถามนี้บ่อยมากและถามด้วยความกังวลตามสมควร เมื่อพบว่าลูกไม่ค่อยสนิทด้วยไม่ค่อยยอมเข้ามาหา ไม่ค่อยยอมเล่นด้วย และเกรงว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่
ผมคิดว่าเป็นคำถามและเป็นความรู้สึกที่สำคัญมากทีเดียวและรู้สึกดีที่พ่อแม่สังเกตและระวังในปัญหานี้ เพราะสัมพันธภาพอันดี แนบแน่นและสอดคล้องกันระหว่างพ่อแม่ลูกนั้น เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพ จิตใจและสังคมในตัวเด็ก ในเติบโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพที่ดี เข้มแข็ง มีความสุข มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมและปรับต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี
ก่อนที่ผมจะตอบว่าทำอย่างไรดีที่จะทำให้ลูกสนิทด้วย ผมขอเขียนเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่ผมพบและน่าจะเป็นคำตอบไปในตัวแก่ท่านผู้อ่านว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกสนิทด้วย
วันหนึ่งผมไปประชุมที่ รพ.ศิริราช ขากลับบ้านผมนั่งรถตุ๊ก ตุ๊ก เพื่อไปเยี่อมคุณพ่อที่พักอยู่ปากซอยพาณิชยการธนบุรี ผมสังเกตว่าคนขับรถตุ๊ก ตุ๊ก แต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อยนักเสื้อผ้าที่สวมใส่ค่อนข้างเก่ามีท่าทางและวาจาออกจะกระด้างเล็กน้อยแต่ไม่หยาบคาย ชายคนนี้นั่งอยู่ด้านหน้าเป็นที่นั่งของคนขับรถ ข้างกายของเขามีอายุประมาณ 2 ขวบ เอนกายอยู่กับเบาะเล็กๆ ที่ดัดแปลงขึ้นมาเพื่อวางของแต่ก็พอใช้นั่งได้ชั่วคราวระยะสั้นๆ เด็กน้อยคนนี้เอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนใช้หลังของเขาอิงแนบกับตัวพ่อของเขาอย่างแนบแน่น คล้ายๆ กับการซุกตัว ในมือกอดขวดนมไว้อย่างหวงแหน
คนขับรถตุ๊ก ตุ๊ก แม้จะเป็นคนที่มีท่าทางและคำพูดที่ไม่สุภาพนักนั้นนำผ้าเก่าๆ มาห่อหุ้มลูกชายของเขาด้วยท่าทางที่เข้มแข็ง ไม่ค่อยจะอ่อนโยนนัก จัดท่านอนของลูกเขาอย่างเร็วๆ ไม่ประณีต และพูดกับลูกห้วนๆ ว่าให้นั่งระวังๆ หน่อย
โชเฟอร์คนนี้ขับรถโดยใช้ความระวังพอสมควร ขับรถไปก็ใช้มือและแขนปกป้องปละระวังความปลอดภัยของลูกไป ส่วนตัวเด็กก็ขยับตัวแนบแน่นกับพ่อของเขา ดูสนิทและไว้วางใจว่าพ่อของเขาคุ้มครองเขาได้
ผมเฝ้าสังเกตพ่อลูกคู่นี้จนถึงปลายทาง เมื่อผู้โดยสารลงจากรถหมดแล้ว เขาคว้าลูกของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เหวี่ยงตัวลูกยกขึ้นนั่งบนบ่า เด็กมีสีหน้าดีใจมีเสียงหัวเราะ กอดศรีษะพ่อของเขาอย่างมั่นคง ดูมีความสุข มีความสนิทสนม มีความผูกพัน มีความผูกพัน มีความมั่นใจในตัวพ่อของเขา
ผมมองดูด้วยความชื่นชม และมีความสุขไปกับพ่อลูกคู่นี้อยู่ระยะหนึ่ง ผมจึงไปทำธุระของผม
จากเหตุการณ์ที่ผมเขียนเล่าสู่กันอ่านนี้ ผมอยากจะเรียนว่าพ่อลูกคู่นี้จะสนิทกัน เชื่อมั่นต่อกันเป็นอย่างดียิ่ง
ถ้าจะวิเคราะห์กันในเชิงของจิตวิทยาว่าอะไรทำให้พ่อลูกคู่นี้สนิทกันทั้งๆ ที่พ่อก็เป็นพ่อที่ธรรมดาๆ มีเศรษฐฐานะไม่ค่อยจะดีนัก การเอาใจใส่ก็ไม่ได้ให้ความพิถีพิถันอะไรมากมายนัก บางทีดูกระด้างและไม่สุภาพเสียด้วยซ้ำไป
สิ่งที่พ่อลูกคู่นี้มีต่อกันก็คือปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ คือมีอารมณ์เชื่อมโยงถึงกัน สัมพันธ์กัน มีโอกาสโต้ตอบทางอารมณ์ต่อกันและด้วยความที่มีอารมณ์เชื่อมโยงถึงกันนั่นเอง จึงเป็นปัจจัยให้ทั้งคู่มีวาจาโต้ตอบต่อกัน มีท่าทีและพฤติกรรมที่สัมพันธ์และเอื้ออาทรต่อกัน
คนหนึ่งมีอารมณ์ให้อีกคนหนึ่ง คนที่ได้รับอารมณ์ก็จะมีอารมณ์ต่อคนให้อารมณ์นั้น หมุนเป็นวงจรต่อเนื่อง ทำให้ทั้งคู่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้นมากขึ้นและมากขึ้น
และถ้าปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ส่วนใหญ่เป็นอารมณ์ที่ดีๆ ต่อกันมิตรภาพจะแน่นแฟ้นผูกพันมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เป็นฐานอารมณ์ของความเชื่อมั่นตนเอง ความมีคุณค่าภายในตัวเอง ความมั่นใจตนเอง ความภาคภูมิใจตนเอง และเป็นรากฐานทางสังคมสัมพันธ์และมนุษยสัมพันธ์ต่อไปในอนาคตด้วย
ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์นี้มิได้มีความสำคัญเฉพาะในเด็กเท่านั้น ผมว่าทุดเพศ ทุกวัย ทุกบ้าน ทุกสังคมปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์โดยเฉพาะปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่เป็นบวกจะทำให้ทุกคนมีความสุข มีความเชื่อมั่น มีความสามัคคีและปรองดองกัน
คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกไม่ค่อยสนิทด้วยนั้น ผมว่าไม่ยากและไม่นานหรอกครับที่จะทำให้ลูกสนิทด้วย ขอให้มีเวลาเอาใจใส่ต่อลูกเล่นกับลูก ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันอย่างสม่ำเสมอด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ ขอเพียงแต่ว่าขอให้ใช้ความอดทนทำอย่างต่อเนื่อง เต็มใจ จริงใจและจัดปฏิสัมพันธ์อารมณ์ให้เป็นไปในทางบวกให้มากก็แล้วกันนะครับ มิช้ามินานลูกก็จะมาสนิทด้วยเป็นอย่างดี.
(update 11 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.172 November 2007]
|