โลกนี้เป็นโลกที่น่าอยู่มากสำหรับคนช่างกิน....เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปมุมไหนของโลก เราก็จะสามารถหาอาหารอร่อยกินได้ตลอดเวลา หนูดีคิดว่า คนชอบกินเป็นคนโชคดีที่สุดเพราะความสุขของเขาหาได้ง่ายๆ แค่มีอาหารอร่อยวางตรงหน้า ไม่ต้องมีเงินทองเป็นร้อยเป็นพันล้านก็มีความสุขได้ แถมคนชอบกินเป็นกลุ่มคนที่น่าเป็นเพื่อนด้วยที่สุด เพราะเขามักอารมณ์ดีและมีไอเดียเด็ดเกี่ยวกับที่กินใหม่ๆ เสมอ....ตามประสาชาวพุทธที่ชอบฝึกสมาธิ หนูดีก็ถูกสอนให้พิจารณาอาหารที่เรารับประทานเสมอ ให้รู้เท่าทันรูป รส กลิ่น ของสิ่งที่เราบริโภค ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกับร่างกาย เหล่าเพื่อนๆ ทางธรรมของหนูดีก็เป็นคนช่างกินทุกคน ซึ่งระหว่างปฏิบัติธรรมเราก็มีแซวกันเสมอว่า ฮึ่ม คอยดูนะ หมดช่วงถือศีลเมื่อไร ร้านอาหารดังๆ ในเมืองเสร็จเราแน่ๆ ซึ่งสำหรับหนูดีแล้วนี่เป็นความน่าเอ็นดูของกลุ่มคนที่พยายามใช้ชีวิตอย่ามีคุณภาพและเข้าใจในหลักธรรม แต่ก็ยังแอบมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ตามประสามนุษย์ปุถุชนไปพร้อมๆ กันโดยไม่คร่ำเคร่งเกินไปนัก
เมื่อสมัยเรียนเมืองนอกหนูดีเป็นเด็กช่างกินมากๆ....สมัยปีหนึ่งเรามีโรงอาหารที่เมื่อรูดบัตรนักศึกษาแล้วกินฟรีได้ทุกอย่างหนูดีไปเรียนปีแรกก็เจอเข้ากับโรคที่เรียกว่า ปีหนึ่งสิบห้าปอนด์ เข้าเต็มๆ คือ นักเรียนปีหนึ่งที่อเมริกามักจะมีน้ำหนักขึ้นจากอาหารหอพักเฉลี่ยอยู่ที่คนละเกือบสิบกิโลกรัมเพราะปรับตัวไม่ได้กับการกินโดยไม่มีคนคุม ปีนั้นหนูดีกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งมันบด สเต็ก สลัด นมสดๆ พายนานาชนิด น้ำหวาน ฯลฯ ที่ในเมืองไทยหากินยาก....และภายในปีเดียวก็อ้วนขึ้นมาจนหน้ากลม ตาตี่ กางเกงคับ....คนไทยก็แสนตรงไปตรงมา พอหนูดีกลับมาเยี่ยมเมืองไทยช่วงปิดเทอมก็โดนทักด้วยความห่วงใยว่า โอ้โห คุณหนูดีไปทำอะไรมา ทำไมอ้วนขนาดนี้ ทำเอาหนูดีจ๋อยไปเหมือนกันและเริ่มหันมาดูแลอาหารที่รับประทานให้มีคุณภาพมากขึ้น แต่ก็ยังรักการกินขนาดหนัก....ห้ามไม่ได้
นอกจากเรื่องสุขภาพ ความอ้วนความผอมแล้ว หนูดีไม่เคยรู้เลยว่าอาหารที่เรากินเข้าไปมีผลในการดูแลหรือทำร้ายสมองได้ด้วย นึกว่าอาหารนั้นเป็นยารักษาโรคสำหรับร่างกายเท่านั้น แต่พอเรียนด้านสมองแล้วความคิดเปลี่ยนไปเลยค่ะ หนูดีได้รู้ว่าอาหารทั้งหมดในโลกนี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ อาหารที่ดีกับสมองและอาหารที่ทำร้ายสมอง ซึ่งเป็นการจับกลุ่มที่ทำให้ชีวิตหนูดีง่ายมากขึ้น เพราะอาหารที่ดีกับสมองมักจะดีกับร่างกายไปพร้อมๆ กันแถมยังดีกับหัวใจ กับตับ กับเส้นเลือด ฯลฯ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกไม่รู้
สมองที่ดีมาจากสมดุลเคมีที่เหมาะสม
สมองที่ดีคือสมองที่มีสมดุลทางเคมีที่เหมาะสม และสมดุลทางเคมีนี้ก็มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปค่ะ อาหารสวยๆ อร่อยๆ ที่เราเห็นนั้น เมื่อเข้าไปในตัวของเราแล้วก็เปลี่ยนเป็นสารเคมีชนิดต่างๆ ที่เข้าไปดูแลหล่อเลี้ยงร่างกายโดยเฉพาะสมองของเราซึ่งเป็นอวัยวะที่หิวกระหายพลังงานเป็นอย่างมาก สมองของเราหนักแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย แต่ใช้พลังงานถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานรวมเชียวนะคะ นับว่าเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่ร่างกายให้คุณค่าเขาอย่างมหาศาลทีเดียวถึงได้จัดเป็นพลังงานไปให้เกินหน้าเกินตาน้ำหนักตัวถึงขนาดนี้
ในโลกนี้มีอาหารแค่สองแบบ
เคยมีเชฟเก่งมากชาวฝรั่งเศสพูดไว้ว่า บอกผมว่าคุณกินอะไร แล้วผมก็จะบอกได้ว่าคุณเป็นคนแบบไหน หรือ You are what you eat ซึ่งหนูดีบอกได้ว่า จริงแม้แน่นอน และหนูดีของแบ่งอาหารสมองเป็นสมองกลุ่มให้จำง่ายๆ ที่สุดเลยคืออาหารอารมณ์ดี และอาหารอารมณ์เสียค่ะ
อาหารอารมณ์ดี
อาหารกลุ่มนี้กินแล้วจะมีพลังงานดีๆ ไปให้สมอง เป็นพลังงานที่ค่อยๆ ปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้สมองไม่กระหายพลังงานบ่อยมากจนเกินไปอารมณ์ไม่ดี อาหารกลุ่มนี้มีวิธีการดูง่ายๆ ค่ะ คือ หากเราเห็นอาหารจานไหนและเราพอจะบอกได้ว่าเขาคืออะไร หรือทำมาจากอะไร เช่น เห็นผัดผักกาดก็รู้ว่านี่คือผักกาด เห็นสตูว์ไก่ก็บอกว่าเป็นไก่ หรือเห็นองุ่นบอกได้ว่านี่คือองุ่น....ถ้าเป็นแบบนี้พออนุมานง่ายๆ ได้ว่าเป็นอาหารที่ดีกับสมองค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้คืออาหารครบส่วนมีโมเลกุลที่ซับซ้อนทำให้ร่างกายเราต้องค่อยๆ ย่อยพลังงานออกมาใช้ทีละนิด
ตัวอย่างอาหารอารมณ์ดี
ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต น้ำตาลไม่ขัดขาว ผลไม้สด ผัดสด ถั่วชนิดต่างๆ เนื้อปลา เนื้อไก่ เต้าหู้ น้ำผลไม้สด น้ำผัก จมูกข้าวสาลี พืชหัว เช่น มันหวาน ข้าวโพด บีทรูท นมวัว นมแพะ นมถั่วเหลือง ฯลฯ
Brain Tips
หากเราต้องการเลือกกินอาหารที่ดีกับสมองแต่ไม่อยากจำมากนัก หนูดีแนะนำให้ทำรายการอาหาร 24 ชนิดที่เราชอบและเราแน่ใจว่าดีกับสมอง ตัวอย่างรายการของหนูดีคือ ปลาทู ปลาแซลมอน ไก่ ไข่ เต้าหู้ ถั่ว ผลเบอรี่ ส้ม ลูกพีช ลูกพลัม บรอคโคลี่ ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ ฟักทอง มันหวาน ผักใบเขียว อโวคาโด น้ำมันมะกอก ลูกมะกอก น้ำเปล่า น้ำชาเขียว (มีสารดีๆ กระตุ้นสมอง) ลูกเกด โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง
ดังนั้น เวลาไปร้านอาหารหรือจะซื้อของเข้าบ้านหนูดีก็จะดูให้ใกล้ๆ เคียงกับรายการที่หนูดีเลือกไว้ในใจนี้ ทำให้ไม่ยากในการสั่งอาหาร ส่วนอาหารชนิดอื่นๆ ก็มีอีกหลายอย่างที่ดีกับสมอง แต่บางชนิดหากินยากหรือแพง หนูดีก็จะไม่เลือกมาไว้ใน เมนูใกล้ใจ แต่เห็นรายการของข้างบนก็น้ำลายสอแล้วค่ะ แต่รายการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ว่างๆ ลองนั่งทำรายการของเรานะคะ แล้วจะรู้ว่ามันเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเราได้จริงๆ
อาหารอารมณ์เสีย
มักสังเกตได้ง่ายเพราะอาหารเหล่านี้จะหน้าตาสวยเป็นพิเศษเสมอเพราะเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมามากมายผ่านการขัดสีเติมความหวาน แต่งกลิ่น....และมักเป็นอาหารกลุ่มโปรดของผู้อ่านหลายๆ คนของหนูดีที่อ่านมาถึงตอนนี้ ลูกศิษย์หนูดีหลายคนพยายามเถียงว่า อาหารกลุ่มนี้น่าเรียกว่าอาหารอารมณ์ดีมากกว่า เพราะเวลาเห็นเราก็อารมณ์ดีแล้วแถมเวลาตักเข้าปากยิ่งอารมณ์ดีใหญ่....หนูดีไม่เถียงค่ะ เพราะหนูดีก็แอบกินเป็นบางครั้งเหมือนกัน แต่หนูดีรู้ว่าพออาหารสวยงามกลุ่มนี้ผ่านกระบวนการย่อยแล้วล่ะก็ เขาจะกลายเป็นพลังงานกลุ่มใหญ่ที่สมองดูดซึมไปใช้ได้ทันที แล้วก็หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว....พอหมดแล้ว คราวนี้สมองก็เริ่ม อารมณ์เสีย แล้วค่ะ เพราะเขาเพิ่งได้กินไปแต่ถูกชะงักในทันที แล้วสมองก็จะบังคับให้เรารีบเติมพลังงานเข้าไปอีกอย่างรวดเร็ว เราก็จะต้องออกไปหาอะไรกินอีก เป็นวงจรที่หากเราปล่อยให้เกิดต่อเนื่องแล้ว ตัวเราเองนี่ล่ะค่ะ ที่จะเป็นคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์เสียง่าย....และจะยิ่งแย่มากหากเราปล่อยให้เด็กเล็กๆ กินอาหารเหล่านี้จนชิน เพราะโอกาสที่เขาจะถูกปลูกฝังอารมณ์เสียๆ ก็เป็นไปได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าค่ะ
วิธีสังเกตอาหารชนิดนี้ก็คือ เมื่อเราลองมองดูแล้วเราไม่สามารถบอกส่วนประกอบของเขาได้ในทันทีค่ะ เช่น เราบอกไม่ได้ว่า เค้กก้อนนี้ทำมาจากอะไรบ้าง หรือ ตัวอย่างสุดโปรดของหนูดีคือ บะหมี่สำเร็จรูปซึ่งทุกคนในโลกนี้เคยกินกันมาหมด แต่น้อยคนนักจะบอกได้ว่า เขาทำมาจากอะไรบ้าง ของพวกนี้อันตรายกับสมองค่ะ
ตัวอย่างอาหารอารมณ์เสีย
ขนมหวานชนิดต่างๆ ขนมที่ใส่สีสดใสผิดธรรมชาติ น้ำตาลขัดขาว ชา กาแฟที่ใส่น้ำตาลมากๆ ครีมปริมาณมาก ชีสหรือเนยแข็งปริมาณมาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก สเต็กที่ไม่มีผักเคียง และอาหารถุงกรุบกรอบต่างๆ ที่เราบอกไม่ได้ว่าทำมาจากอะไร
ถ้าเช่นนั้น...กินอะไรดี
เมื่อเรารูแล้วว่า สมองของเราจะทำงานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นหลักใหญ่ด้วย ดังนั้น หนูดีคิดว่าเลือกกินอาหารที่ดีกับสมองเป็นหลักแล้วเวลาว่างก็แอบหาอาหารสวยๆ มากินบ้างก็คะ นี่เป็นข้อแนะนำแต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในกฎเกณฑ์มากเกินไปนี่คะ ละเมิดกฎบ้างนิดหน่อยก็สนุกดีค่ะ....ขอให้ทุกคนสนุกกับการกินอาหารอร่อยๆ ที่บำรุงสมองนะคะ
(update 16 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol. 15 Issue Feb 2008]
|