ลูกทุกคนต่างต้องการการสนิทสนมกับทั้งพ่อและแม่ แต่ในอดีตพ่อส่วนใหญ่มักให้หน้าที่ดูแลลูกตกอยู่ที่แม่ มีนักวิจัยทำการศึกษาถึงสาเหตุ พบว่าพ่อคนใหม่เองก็ประสบปัญหาการปรับตัวต่อความรู้สึกของตนเองดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
- กลัวว่าจะสร้างและสานความสัมพันธ์กับลูกน้อยได้ยากกว่าแม่
- รู้สึกต่อต้านลูกน้อยที่มาเป็น อุปสรรค ระหว่างเขากับภรรยาและรู้สึกโล่งใจที่ลูกหย่านม เพราะเขาจะทำคะแนนได้
- เข้าใจว่าผู้หญิงให้นมลูกได้ เป็นเพศที่มีความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูลูกดีกว่า ส่วนผู้ชายไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการนี้
เลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องยาก
ตรงกันข้ามกับลูกน้อย ที่ต้องการความรักความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่จากพ่อ ซึ่งพ่อยุคใหม่ในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดต่างจากอดีต อาจเพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ ช่วยเปิดโลกทัศน์ด้านการเลี้ยงดูเด็ก ตั้งแต่เรื่องของการให้นมจากอก ที่อาจเป็นข้อจำกัดทางสรีระ แต่ความจริงพ่อสามารถให้นมแทนแม่ได้โดยนำนมแม่ที่ปั๊มเก็บไว้มาป้อน ด้วยการอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนแล้วค่อยๆ ให้ลูกจิบนมซึ่งใส่ถ้วยเล็กๆ เช่น ถ้วยยา ให้ทีละนิดพ่อหลายคนที่ผ่านประสบการณ์นี้ครั้งแรก ส่วนใหญ่ปลื้มใจจนน้ำตาคลอทีเดียว จากนั้นพ่ออาจกล่อมลูกให้หลับไป ซึ่งง่ายกว่าแม่ เพราะลูกจะไม่ได้กลิ่นนมจากอกแม่
พ่อยังสามารถอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม แต่งตัวให้ลูก อ่านหนังสือให้ลูกฟัง พาออกไปเดินเล่น การอุ้มหรือกอดลูก โดยเฉพาะลูกชาย มีการศึกษาพบว่า ถ้อพ่อกอดลูกชายมากๆ จะช่วยให้ลูกซึมซับบุคลิกภาพ ความเป็นลูกผู้ชายได้ง่ายขึ้น มั่นคงขึ้น สามารถทำลาย ปมอิดิปัส (ต่อต้านพ่อ) ลงได้ ยิ่งได้กอดกัน จะสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้ง่ายขึ้น
ความแตกต่างระหว่างบทบาทของพ่อและแม่ที่มีอิทธิพลต่อลูกน้อย
บทบาทของแม่ที่มีอิทธิพลต่อลูกน้อย
- ให้ความรักที่เป็นรายละเอียด
- เล่นกับลูกอย่างประคับประคอง
- สามารถจับอารมณ์และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของลูกได้อย่างละเอียดลออ
- มักทำอะไรให้ลูกอยู่เสมอ และคอยระวังแจไปทุกฝีก้าว
- คอยช่วยเหลือลูกอยู่ตลอดเวลา
บทบาทของพ่อที่มีอิทธิพลต่อลูกน้อย
- เป็นแบบอย่างของความอ่อนโยน นิ่มนวล
- ให้ความรักที่เป็นกรอบเป็นวินัยของชีวิต ทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นพร้อมกับวินัยในตัวเอง
- เล่นกับลูกอย่างสนุกตื่นเต้น (Dr.Karin Grossman) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชี้ว่า เด็กอายุ 8-9 เดือนจะเรียกร้องอย่างออกหน้าออกตาให้พ่อมาเล่นด้วย เมื่อมองเห็นคุณพ่อ เพราะสิ่งที่ลูกรอคอยจากแม่ คือความอ่อนโยนนิ่มนวล การดูแลเอาใจใส่อย่างระแวดระวัง แตกต่างจากสิ่งที่เขารอคอยจากพ่อคือ ความสนุกตื่นเต้น และความอบอุ่นมั่นคง
- พ่อเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ ชักจูง ช่วยเหลือ ให้ลูกค้นพบตัวเองและรู้ว่าศักยภาพของตัวเองอยู่ตรงไหน
- พ่อมักปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ และคอยให้กำลังใจ เสริมความเชื่อมั่นของลูกให้ก้าวไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ
- พ่อมักอดทนต่อความลังเล หรือการไม่ยอมตัดสินใจของลูก ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยการปล่อยให้ลูกได้แก้ปัญหาเอง มากกว่าเข้าไปช่วยเหลือทันที
- พ่อจะเป็นแบบอย่างในเรื่องความกล้าหาญ ความรักผิดชอบ การทำงานหนัก การใช้เหตุผล
จากคำกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าพ่อจำเป็นต้องใกล้ชิดสนิทสนมกับลูก เพื่อลูกจะสัมผัสถึงความรัก และได้เห็นแบบอย่างที่ดีของพ่อ ตรงกันข้ามขอยกตัวอย่างของพ่อที่ครอบครัวไม่ปรารถนามาไว้ด้วย
คุณพ่อที่ลูกปรารถนา
- พร้อมจะช่วยลูกเสมอ เป็นผู้ที่ลูกสามารถจะเข้ามาหลบภัยได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องหวั่นเกรงสิ่งใด
- พร้อมให้กำลังใจให้คำปรึกษาหารือ ช่วยสอนการบ้าน ช่วยเล่นเกมต่อตัวต่อที่ยากๆ เป็นผู้สนับสนุนให้ลูก สามารถเผชิญในสิ่งยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาได้ และให้ความมั่นคงแก่เขาไม่ว่าในเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
- คอยปกป้องคุ้มครองภัย และเป็นผู้ให้ความมั่นคงในจิตใจ และความรู้สึก
- ทำหน้าที่ พ่อของลูก ด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
คุณพ่อที่ครอบครัวไม่ปรารถนา
- คิดว่าหน้าที่เลี้ยงลูกเป็นของแม่ ส่วนหน้าที่พ่อคือ การงาน การสร้างฐานะ จนละเลย สิ่งที่มีค่ามากกว่าคือ การให้เวลา และแสดงความรักกับลูก
- ทุ่มเวลาให้งานมากกว่าครอบครัว ก็จะได้ผลของงาน ซึ่งวันหนึ่งก็จะสูญสลายไปถ้าไม่มีคนสานต่อ หากทุ่มเวลา ทุ่มเทชีวิตให้กับลูก ก็จะได้ลูกที่เป็นคนดีของสังคม และนำความชื่นใจมาสู่ครอบครัว
- ทดแทนเวลาหรือแสดงความรักด้วยวัตถุสิ่งของ ตามใจอย่างไม่มีขอบเขต ซื้อของแพงๆ ให้ แต่ควรให้สิ่งที่มีคุณค่าทางใจแก่ลูกคือเวลาและความรัก เช่น เล่นกับลูก สอนการบ้านลูก พูดคุยกับลูก เล่านิทานให้ลูกฟัง ฯลฯ
- มีความเชื่อผิดๆ ว่า การเล่นหัวกับลูก แสดงความชมเชยเมื่อลูกทำดีจะทำให้ลูกเหลิง เพราะลูกต้องการความมั่นใจในความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพ่อ ต้องการให้พ่อแสดงความสนใจ ใส่ใจ ภาคภูมิใจในตัวเขา
- เลี้ยงลูกด้วยวิธีบังคับ สั่ง ดุด่า เพราะคิดว่าจะทำให้ลูกมีมานะ เหมือนวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อสมัยก่อน ปัจจุบันควรเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออก และความเป็นตัวของตัวเอง
ยืนยันได้ว่ายังไงพ่อก็ทำได้ทำดีซะด้วย
มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า พ่อมีอิทธิพลต่อการกำหนดบุคลิกภาพวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความมั่นคงทางใจ ความสามารถและแบบอย่างในเรื่องต่างๆ ให้กับลูกตั้งแต่เกิด ลูกมักมองพ่อวีรบุรุษ ลูกจะดีใจหากพ่อเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เล็ก และจะภูมิใจหากพ่อมีท่าทีพร้อมเป็นปรึกษาเชื่อไหมว่าถ้าพ่อสนใจคุยกับลูกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 2 ปี พอลูกอายุ 12 ปี เข้าสู่วัยแรกรุ่น เขาก็ยังตั้งใจฟังสิ่งที่พ่อพูด เรื่องที่พ่อนำมาเล่า อาจเป็นเรื่องแต่งขึ้น หรือเรื่องของพ่อในวัยเด็ก ชีวิตในโรงเรียน ฯลฯ วิธีนี้นอกจากช่วยให้ลูกมีความจำดีแล้ว ยังเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้กับลูก โดยที่เขาไม่ต้องไปเผชิญกับการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองอีกด้วย
นอกจากนี้พ่อยังเป็นแบบอย่างของลักษณะความเป็นชายให้กับลูกชาย และมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการเลือกคู่ครองของลูกสาวในอนาคตนอกจากนี้บทบาทของพ่อยังมีอิทธิพลต่อลูกน้อยด้านอื่นๆ ที่บทบาทของแม่ไม่สามารถให้ได้ดังนี้
ทุกช่วงเวลาที่ลูกเติบโตขึ้นนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าพ่อละเลยไปเพียงชั่วโมงเดียว ก็อาจจะพลาดได้เห็นพัฒนาการอันมหัศจรรย์ที่ลูกมีไปขั้นหนึ่งแล้ว ถ้าคุณต้องเดินทางไกล หรือไม่อยู่บ้านหลายๆ วันเพราะติดงานทำงาน ควรโทรศัพท์มาคุยกับลูกบ้าง เพราะลูกนั้นรอคอยที่จะได้เล่น ได้พูดคุยกับพ่ออยู่ทุกนาที ไม่แพ้ความรักที่ลูกมีให้ต่อแม่ค่ะ
(update 25 มีนาคม 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.173 December 2007]
|