พ่อแม่มาบ่นให้ฟังบ่อยๆ ว่าลูกดื้อ ปัญหามากมาย ยิ่งโตยิ่งน่าเบื่อ พูดอะไรก็ไม่ฟัง บางครั้งทนไม่ไหวก็ต้องตีเอาบ้าง ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผล ยิ่งบ่นจะยิ่งทำหูทวนลมเพิ่มขึ้น
สาเหตุที่ทำให้เด็กดื้อ
1. ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็ก
เด็กในช่วงวัย 3-5 ปี เป็นวัยดื้อหรือวัยต่อต้านโดยธรรมชาติ และเป็นช่วงที่เด็กรู้จักช่วยตัวเองได้บ้าง รู้จักพูดหรือบอกความต้องการและทำตามคำสั่งได้ เรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ชอบค้นคว้าด้วยตัวเอง ชอบทำอะไรเอง จะไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอกหรือชี้แนะหรือสั่งให้ทำเพราะฉะนั้นการที่จะเอาตัวเด็กวัยนี้มาให้เรียนเยอะๆ ให้อ่าน ให้เขียน หรือท่องจำ นอกจากจะเป็นการฝึกสอนให้จดจำมากกว่าจะได้ใช้ความคิดหรือได้เรียนรู้ผ่านการทำความเข้าใจด้วยตน ซึ่งตรงข้ามกับพัฒนาการ แล้วยิ่งสั่งมากๆ เลยพาลต่อต้านคำสั่งไปเลย การที่พร่ำพูด พร่ำเตือนจะส่งเสริมทำให้เด็กชินชาไม่สนใจคำพูดของผู้ใหญ่ การบีบบังคับให้เด็ก ทำงานที่เกินความสามารถในห้องเรียนบ่อยๆ สุดท้ายมักจะเห็นว่าเด็กเริ่มเฉื่อยชากับการเรียน
2. ผู้ใหญ่ดื้อดึงจะเอาชนะเด็กให้ได้
มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เด็กดื้อไม่มี มีแต่ผู้ใหญ่ดื้อ ผู้ใหญ่สามารถเอาชนะเด็กได้อยู่แล้ว อาจจะเอาชนะด้วยอำนาจ ขณะด้วยพลังที่แข็งแรงกว่าด้วยประสบการณ์หรือความเจ้าเล่ห์แต่การชี้ชวนให้เด็กอยากทำตามที่ผู้ใหญ่ต้องการเป็นเรื่องที่ทำไม่ยาก ถ้าเด็กไว้ใจ อยากจะเรียนแบบและทำตามอยู่แล้ว วัย 3-5 ปี เป็นวัยที่มีการเลียนพฤติกรรมต่างๆ ได้สูง โดยที่เด็กมักจะเลียนแบบคนที่เขารักและไว้วางใจ การบีบบังคับหรือฝืนใจเด็กบ่อยๆ จะยิ่งทำให้เกิดการประท้วงและต่อต้าน
3. ตามใจมากจนเด็กเอาแต่ใจตัวเอง
หรือการเลี้ยงดูที่สับสนทั้งตามใจทั้งดุว่าลงโทษ เด็กจะเรียนรู้โดยผ่านการลองทำผิด ลองถูก ถ้าทำสิ่งใดและก่อให้เกิดเป็นความพอใจ ความสบายใจ เด็กจะทำซ้ำๆ การที่มีคนมาช่วยทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว ฯลฯ จนทำให้เด็กติดอยู่กับการรักสบายเสียแล้ว พอโตขึ้นพ่อแม่จะมาเคี่ยวเข็ญให้เด็กลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเองก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ตราบใดที่ยังมีการช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบและยังตามใจอยู่ ก็อย่าคิดว่าจะฝึกเด็กให้ทำงานได้ถ้าเขาไม่ชอบเสียแล้วเนื่องจากเด็กที่ถูกตามใจจะเรียนรู้อำนาจของการร้องไห้หรือการอาละวาดและรู้ว่าถ้าอาละวาดออกไปแล้วก็ไม่ต้องทำตามที่แม่สั่ง และสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้ทำมันเหมือนกับพ่อแม่มาบังคับจิตใจงานที่ให้ทำก็ดูเหมือนจะเหนื่อยยาก สู้ใช้วิธีเดิมที่ให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจพื้นฐานของปัญหาจะไปบังคับจนเด็กโกรธ และเมื่อเด็กอาละวาดออกมาก็กลับใจอ่อนเห็นว่าลูกร้องไห้ เหนื่อยและหงุดหงิด หรือสั่งให้เด็กช่วยตัวเองแต่สุดท้ายแม่ก็กลับมาทำให้อีก ทำเช่นนี้สลับไปสลับมา ก้เท่ากับสอนเด็กโดยไม่ต้องพูดเลยว่าไม่จำเป็นต้องทำตามที่แม่บอกทุกครั้ง
4. เด็กมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก
หรือคำพูดของพ่อแม่นั้นเชื่อถือไม่ได้พ่อแม่พูดแต่ส่วนใหญ่ไม่ทำตามคำพูดสุดท้ายเด็กก็ขาดความไว้วางใจหรือไม่เชื่อถือในคำพูด ยิ่งพ่อแม่แสดงความรุนแรงออกมาเด็กก็ยิ่งจะเพิ่มการต่อต้านมากขึ้น
ผลของการดื้อดึง
ถ้าเด็กต่อต้านไม่ทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่บ่อยๆ โดยทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจสุดท้ายจะติดเป็นนิสัย ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของที่บ้านและที่โรงเรียนได้ ทำให้เด็กมีโอกาสทำผิดกฎเกณฑ์ทางสังคมได้ สุดท้ายจะขาดคนรักและเมตตา
วิธีป้องกัน
1. ทำความเข้าใจเด็กและพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ว่าลักษณะเฉพาะของแต่ละวัยแตกต่างกันตรงไหนในด้านต่างๆ
2. พิจารณาดูตัวเองว่าเข้าข่ายการตามใจ หรือทำให้เด็กมากเกินไปหรือเปล่าบีบบังคับมากไป วิตกกังวลเกินไป หรือฝึกฝนเด็กกลับมาไม่แน่นอน ไปตามอารมณ์ของพ่อแม่ หรือพ่อแม่ใช้วิธีการในการฝึกสอนคนละแนวทางโดยสิ้นเชิง ทำให้เด็กสับสน งานนี้เป็นงานที่ยากที่สุด เพราะมนุษย์เรามักเข้าข้างตัวเองอยู่แล้ว ต้อวงเปิดใจให้กว้างรับฟังความคิดเห็นของคนที่อยู่รอบข้าง และเมื่อเด็กเติบโตขึ้น วิธีการที่ใช้ก็ต้องปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมทันสมัย
3. เป็นแบบอย่างในกระทำพฤติกรรมที่เหมาะสม และกำหนดกฎเกณฑ์วางขอบเขตการกระทำของเด็กที่ชัดเจนและคงไว้อย่างสม่ำเสมอ
4. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก ฝึกฝนตัวเองให้สนุก มีเรื่องที่น่าแปลกใจจนทำให้เด็กรู้สึกทึ่งกับตัวพ่อแม่ จนต้องติดตามเฝ้ามองและอยากเลียนแบบ การชี้ชวนและให้โอกาสฝึกฝนจะช่วยทำให้เด็กพัฒนาทักษะและความสามารถในด้านต่างๆ จนกลายเป็นความภูมิใจ
5. แสดงความรักอย่างเปิดเผย และไม่เอามาสัมพันธ์กับทักษะที่กำลังฝึกฝน เช่น ต้องหลีกเลี่ยงคำพูดที่จะแสดงว่าไม่รักเด็กเป็นเพราะเด็กยังทำบางสิ่งที่แม่ต้องการไม่ได้ เป็นต้น
- เลี้ยงลูกชายต่างจากลูกสาวอย่างไร
เด็กได้รับการดูแลแตกต่างกันให้เป็นหญิงและชายมาตั้งแต่เกิดโดยการตั้งชื่อและวิธีการเลี้ยงดู ผู้ใหญ่จะปฏิบัติต่อเด็กหญิงและชายต่างกัน
พฤติกรรมทั่วไป ลูกสาวจะเน้นถึงความเรียบร้อย ความนุ่มนวลมากกว่า และยอมรับความซุกซนอยู่ไม่นิ่งและความไม่สะอาดของลูกชายได้มากกว่าลูกสาว พ่อแม่มักจะเก็บลูกสาวไว้ใกล้ตัวฝึกฝนสั่งสอนลงรายละเอียดในเรื่องการทานอาหาร การไหว้ การนั่ง ฝึกให้บริการแก่คนในบ้าน เช่น ให้เอาน้ำไปให้พ่อ เป็นต้น ภาพที่เห็นทั่วไปจึงเห็นพฤติกรรมของเด็กผู้หญิงจะดูเรียบร้อยกว่าเด็กผู้ชายโดยเฉลี่ย สรุปว่าแม่จะเก็บลูกสาวไว้ใกล้ตัวมากกว่าลูกชายที่จะปล่อยออกไปสำรวจค้นคว้าสิ่งต่างๆ ในและนอกบ้านมากกว่า
พฤติกรรมทางเพศ การฝึกขับถ่ายให้ตรงตามเพศจะถูกฝึกสอนซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกวันว่าลูกชายให้ยืนถ่ายปัสสาวะ แต่ลูกสาวต้องนั่งกระโถนทุกครั้งและเน้นในเรื่องของความมิดชิดเป็นส่วนตัว ความคาดหวังในพฤติกรรมทางเพศจะถ่ายทอดเป็นคำพูดอยู่ตลอดเวลา เช่น ทำแบบนี้ผู้ชายเขาไม่ทำกัน ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอก ผู้หญิงต้องอ่อนหวานเรียบร้อย นอกจากเด็กจะรับรู้ว่าตนเป็นหญิงหรือชายที่อายุ 2 ขวบครึ่งแล้ว เด็กจะยอมรับบทบาททางเพศที่แตกต่างและแสดงออกชัดเจนที่อายุ 3-4 ขวบ ความรู้สึกและยอมรับว่าคนเป็นเพศใดจะต้องสร้างเสร็จสมบูรณ์แบบก่อนที่จะพ้นวัยอนุบาล มิฉะนั้น จะเห็นความเบี่ยงเบนทางเพศในเวลาต่อไป
การแต่งตัว แม่จะให้รายละเอียดพิถีพิถันต่อการหวีผม ติดกิ๊บ ทาแป้ง ใส่สายสร้อยกระตุ้งกระติ้ง หัดให้รักษาความสะอาด ทาเล็บ ใส่ชุดสวยๆ ฯลฯ เน้นในเรื่องของความสวยความงาม
เด็กทุกคนชอบที่จะได้รับการชม จึงส่งผลทำให้ยิ่งต้องระวังพฤติกรรมเพื่อคงความสวยงามให้นานที่สุด พฤติกรรมที่กล่าวมาส่วนหนึ่งเกิดจากการเลียนแบบลักษณะท่าทาง การกระทำแบบผู้หญิงจากแม่ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการฝึกสอน ในเด็กที่มีความขัดแย้งกับแม่ในช่วงวัย 3-6 ปี จะทำให้พฤติกรรมการเลียนแบบทั้งพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ การแต่งตัว ที่เป็นลักษณะเฉพาะแบบผู้หญิงเสียหายหรือทำได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เห็นพฤติกรรมอียงไปทางผู้ชายเพิ่มขึ้น
การพูดคุย ตามพัฒนาการลูกสาวจะพูดเก่งกว่าลูกชายที่อายุเท่ากันเนื่องจากพัฒนาการในระบบประสาทจะพบว่ามีความแตกต่างในขนาดของส่วนที่ควบคุมการพูดตั้งแต่เล็ก เมื่อพูดได้เร็ว และรู้เรื่องมากกว่าจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดทำให้พ่อแม่เข้ามาด้วยบ่อยๆ เท่ากับไปกระตุ้นทักษะในการพูดให้พัฒนาต่อไปอย่างรวดเร็ว จะมีการฝึกสอนรายละเอียดการลงหางเสียง การพูดคะ ขา ชัดเจนและฝึกซ้ำๆ
การเล่น ลักษณะการเล่นของลูกชายมักชอบความผาดโผน ใช้แรงมากว่าลูกสาวที่ชอบเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นตุ๊กตา สาดรูป ระบายสี เป็นต้น ช่วงวัย 2-4 ขวบจะมองไม่เห็นความแตกต่างในการเล่น ยังเห็นลูกชายมานั่งเล่นขายของร่วมกับพี่สาวได้ แต่พอเลยวัย 4 ขวบขึ้นไป ลูกชายจะเริ่มหันไปเล่นกิจกรรมอื่นที่ใช้แรงมากขึ้นในขณะที่ลูกสาวยังวนเวียนอยู่กับการเล่นขายของได้นานกว่าการที่ใช้แรงบ่อยๆ และนานๆ จะไปเสริมให้กล้ามเนื้อทำงานคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และมีทักษะการใช้กล้ามเนื้อมากว่า พ่อแม่จะมองว่าการวิ่งเล่น ว่ายน้ำ ถีบจักรยานของลูกชายออกไปจากพ่อแม่เป็นธรรมดา แต่ถ้าลูกสาวทำแบบเดียวกันก็จะต้องคอยเรียก คอยดู ระมัดระวังอยู่ใกล้ๆ สุดท้ายทำให้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกสาวไม่ถูกพัฒนาไปมากเพราะพ่อแม่เห็นว่าแค่ทำได้ก็พอแล้ว และไม่ส่งเสริมให้ลูกสาวเล่นกีฬาหนักๆ เช่นกัน
การช่วยเหลือตัวเอง ลูกชายกับลูกสาวจะถูกฝึกใช้ช่วยเหลือตัวเองไม่แตกต่างกัน เพียงแต่แม่จะใส่ใจในรายละเอียดของการแต่งตัวของลูกสาวมากกว่า ทำให้หลายขั้นตอน เช่น การถักเปีย ติดกิ๊บ ใส่กระโปรง ยังทำให้สวยงามได้ไม่ดีนัก จึงต้องพึ่งพาผู้ใหญ่อยู่นานกว่าเมื่อเทียบกับลูกชาย ขณะที่พ่อแม่ยอมแค่ขอเพียงให้ลูกชายช่วยตัวเองได้ แต่จะไม่เรียกร้องให้ช่วยตัวเอง แล้วต้องรักษาความเรียบร้อย มีระเบียบ ดูน่ารักเหมือนลูกสาว
การช่วยเหลืองานบ้าน ตามธรรมชาติที่ลูกสาวจะเข้ามาใกล้แม่และเลียนแบบการทำงานของแม่ในเรื่องของการซักผ้า ถูบ้าน ล้างจานและสนุกกับงานลักษณะนี้ ในขณะที่เด็กเองก็สนุกกับการเล่นขายของและเล่นบ้านที่มีพ่อแม่ลูก เมื่อได้มาสัมผัสของจริงก็จะยิ่งสนใจ งานที่ละเอียดจะถูกฝึกสอนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความแตกต่างในความสนใจในสองเพศจะยิ่งเห็นชัดเจนเมื่อเด็กโตขึ้น
อารมณ์อิจฉาเป็นอารมณ์พื้นฐานปกติที่พบได้ทั่วไป การที่เด็ก 2 คนอยู่ร่วมกันจะต้องมีความขัดแย้ง ทะเลาะ มีความเห็นไม่ตรงกัน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พบได้ในวัย 3-6 ปี ถ้าพ่อแม่เข้าใจและปรับท่าทีที่เหมาะสม จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปได้ แต่ในทางตรงข้ามถ้าส่งเสริมผิดทางจะสามารถพบพฤติกรรมถดถอย เช่น อ้อนแม่ ขอดูดนม ปัสสาวะราด อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว รังแกน้อง อาละวาด เรียกร้องได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สาเหตุเกิดจาก
1. เป็นอารมณ์ธรรมชาติของพี่ที่สูญเสียความรักความสนใจของผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะแม่ไป พอทันที่มีน้องใหม่ดูราวกับว่าแม่จะมีเวลาให้ลดน้อยลงไปมากกว่าครึ่ง แถมเวลาที่แม่มาอยู่ด้วยก็มิได้มาทั้งใจ เด็กจะสังเกตว่าถึงแม้ว่าแม่จะมาเล่นด้วยแต่ใจแม่ก็กังวลว่าน้องจะตื่นหรือจะมีคนดูแลหรือไม่หรือถ้าน้องร้องไห้แม่ก็พร้อมที่จะละทิ้งลูกคนโตไปหาลูกเล็กทันที สายตาที่แม่มองเด็กก็ไม่เหมือนเก่าเดิมเคยมองเห็นว่าลูกคนนี้ยังเล็กก็มองเป็นพี่ชายคนโตซึ่งตอนนี้มีเด็กที่เล็กกว่าแล้ว การบ่น สั่งสอนและบีบบังคับให้ช่วยเหลือตัวเองเพิ่มขึ้นแต่เดิมแม่จะคอยเอาใจและทำให้ พอมีน้องใหม่แม่ก็เอาใจลดน้อยลงจะโกรธแม่ก็ไม่สามารถทำได้เลยหันไปโกรธน้องแทน
2. เกิดจากความลำเอียงของพ่อแม่ เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะสนใจคนสวย น่ารัก อารมณ์ดี เก่ง และเด็กที่เกิดมาใหม่ ยิ่งเห่อมากก็เอาอกเอาใจมาก กลับมาจากที่ทำงานลูกชายออกไปรับ พ่อแม่ก็ทักทายเล็กน้อยพอเป็นพิธีแล้วก็พุ่งไปอุ้มลูกคนเล็ก ในขณะเดียวกันที่ลูกคนโตเรียนรู้และเปรียบเทียบได้ ถ้าสิ่งที่ชายมองและเห็นว่าพ่อยิ้มกับน้องมากกว่า หัวเราะให้มากกว่า แม่ก็เอาอกเอาใจน้องมากกว่า ขณะที่ตัวเขาถูกเอ็ดมากกว่า โดนดุมากกว่า พ่อแม่เล่นด้วยหรือยิ้มให้น้อยกว่า เพียงเท่านี้ถ้าพี่มีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ต้องเกิดความรู้สึกอิจฉาเป็นธรรมดา
3. พ่อแม่มักให้ท้ายลูกคนเล็กเพราะเห็นว่ายังเด็ก และจะย้ำกับพี่ให้ยอมน้องเพราะน้องยังไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเมื่อน้องเข้ามาก้าวก่ายพี่ เช่น มาแย่งของเล่น การขีดหรือฉีกสมุดวาดรูป หรือมาดึงผมด้วยความมันเขี้ยว ถ้าโดนแบบนี้บ่อยๆ และพ่อแม่สั่งให้ยอมน้องก็ต้องย่อมต้องข่มขืนใจเป็นธรรมดา ความโกรธแค้นและเจ็บใจก็ต้องมีทางออก บางรายทำตามที่พ่อแม่ไปแบบสุดๆ คือยอมให้น้องทำร้ายทุกอย่างไปเลย จนพ่อแม่ยอมไม่ได้ต้องมาสอนใหม่ว่าอย่ายอมน้อง แต่ก็มักจะไม่ได้ผลบางรายก็แอบไปแก้แค้นเวลาที่ลับตาพ่อแม่ แต่ถ้าน้องฉลาดกว่าหรือโวยวายได้เก่งก็จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าพี่แอบแกล้งน้อง ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยๆ สุดท้ายจะทำให้พ่อแม่เริ่มไม่ไว้วางใจในพี่ทำให้สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกคนโตเสียหายได้ ถ้าพ่อแม่มิได้คำนึงถึงสาเหตุที่แม้จริงแต่ไปจับเอาตรงปลายเหตุว่าพี่ชอบแกล้งน้อง
การป้องกันและแก้ไข
1. เตรียมพี่ตั้งแต่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ว่าจะมีน้องใหม่ บอกถึงผลในทางดีต่อการมีน้อง ตอบคำถามของเด็กผู้พี่และให้ความรู้เกี่ยวกับเพศและการเกิด เป็นโอกาสให้พี่ได้เรียนรู้ความแตกต่างของเด็กโตและเด็กเล็ก เช่น ดูภาพจากหนังสือหรืออัลบั้ม แต่ก็ไมได้หมายความว่าเด็กจะเข้าใจไปทุกอย่างที่พ่อแม่บอก เพราะเขาจะไม่มีทางเดาถูกถึงขนาดตัวของน้องที่เกิดออกมาและยังคาดไม่ถึงว่าจะสูญเสียเวลาที่เขาเคยได้รับจากพ่อแม่ไป
2. ฝึกฝนให้เด็กเติบโตเป็นตัวของตัวเองและช่วยเหลือตนเองมากที่สุด เพราะถ้ามีน้องแล้ว พ่อแม่จะมีเวลาให้เด็กน้อยลง การที่จะมาเริ่มต้นฝึกลูกคนโตให้ช่วยตัวเองไปพร้อมๆ กับเลี้ยงลูกคนใหม่ไปพร้อมกัน ไม่ใช่งานที่ง่ายเนื่องจากการฝึกฝนต้องใช้ความรักความเข้าใจใช้เวลาและความอดทนเด็กจะเดือดร้อนเป็นทุกข์ได้มากถ้าตัวเขาเองก็ช่วยตัวเองไม่ได้แถมแม่ก็ทำท่าตีตัวออกห่างทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ง่าย
3. ให้เด็กมีส่วนในการดูแลน้องและให้โอกาสเด็กอยู่ร่วมกับแม่และน้อง เช่น ให้วางมือบนท้องแม่เมื่อน้องดิ้น ให้ช่วยจัดเลือกเสื้อผ้า ของเล่น ให้เด็กรู้ว่าทารกช่วยตัวเองไม่ได้ สอนให้เด็กรู้จักอุ้มน้องเป็นต้น อาศัยการให้โอกาสและการฝึกฝนซ้ำๆ จะส่งผลทำให้เกิดเป็นทักษะและความภาคภูมิใจ
4. ให้ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างพ่อแม่และพี่คนโตอย่างเหมาะสมให้โอกาสเด็กแสดงอาการที่บ่งชี้ถึงความหวั่นไหวในความรักของพ่อแม่ได้ด้วยความเข้าใจ เช่น แสดงความโกรธ ทำเป็นไม่สนใจ แปลกหน้า ไม่เข้าหาแม่ แม่ไม่ควรวิจารณ์ลูก แต่ควรบอกลูกว่าคิดถึงเขา อยากกลับมาหาเขา
ข้อควรระวังที่ไม่ควรปฏิบัติ
1. การส่งเด็กไปอยู่ที่อื่นเมื่อมีน้อง เช่น ส่งให้ญาติเลี้ยงเท่ากับว่าเมื่อมีน้องใหม่มาทำให้พี่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่สถานที่ที่คุ้นเคย รวมทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน
2. ส่งเด็กไปโรงเรียนเพราะมีน้อง การส่งลูกคนโตไปโรงเรียนต้องมีการเตรียมตัวที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นใจที่พ่อแม่ลูกมีต่อกัน การช่วยเหลือตนเองรวมทั้งการฝึกฝนให้ทำใจต่อการแยกจากกับพ่อแม่ แม้แต่เด็กที่ไปโรงเรียนนานแล้วยังหวั่นไหว ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนเมื่อแม่มีน้องใหม่นั่นเป็นเพราะเด็กจะเกิดความไม่แน่ใจต่อความรักความสนใจที่แม่จะมีให้ ลูกหยีวัย 4 ขวบเล่าให้ฟังว่าที่ต้องร้องไห้เยอะๆ ตอนเช้าเผื่อว่าจะไม่ต้องไปโรงเรียนทั้งๆ ที่ครูและเพื่อนก็ดี แต่ต้องอยู่บ้านเพราะกลัวว่าแม่จะต้องเลี้ยงน้องเพลินจนลืมไปรับตัวเองจากโรงเรียน เป็นต้น
3. ให้พี่เลี้ยงของพี่มาดูแลน้องโดยยังไม่ได้เตรียมให้พี่ช่วยเหลือตัวเองได้ การสูญเสียความรักความสนใจจากพ่อแม่เป็นเรื่องใหญ่ในความรู้สึกของเด็ก แถมถ้ามาเสียพี่เลี้ยงไปอีกคนก็ยิ่งช้ำใจเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ถ้าจัดแบ่งเวลาให้ดีๆ จะทำให้ลูกคนโตไม่สูญเสียคนที่สนใจมากเกินไปและได้รับความสนใจเพียงพอก็จะบรรเทาปัญหาไปได้
4. ต้องเข้าใจว่าแม้จะเตรียมเด็กอย่างดีแล้ว เด็กอาจจะอิจฉาน้องได้บ้าง ไม่ควรแสดงออกในทางปฏิเสธเด็กหรือดุว่ารุนแรง ขอให้เข้าใจว่าความรู้สึกเป็นเรื่องตามธรรมชาติ แต่ควรช่วยให้เด็กควบคุมอารมณ์อิจฉาให้แสดงออกมาอย่างเหมาะสม เช่น ที่จริงไม่ชอบน้องเท่าไรแต่พอได้ช่วยแม่ทาแป้งให้น้องแล้วได้รับคำชมก็อดที่จะดีใจไมได้ และเปิดโอกาสให้ทำซ้ำๆ จนกลายเป็นความเคยชิน
พี่น้องที่อายุใกล้กัน เดี๋ยวก็ดีกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่คนสองคนที่มีความชอบและอุปนิสัยที่ต่างกันและยังเด็กที่ยังไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ ดีนัก แต่การทะเลาะที่รุนแรง ทำร้ายร่างกาย หรือทำให้เจ็บช้ำน้ำใจจนทำให้หมางเมินเป็นเวลานาน เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก วิธีการใช้ คือ
1. หาสาเหตุของปัญหาการแข่งขันกันระหว่างพี่น้อง พบว่าเด็กยิ่งอายุใกล้กัน ยังมีปัญหาทะเลาะและต่อสู้กัน หรือพ่อแม่ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน หรือน้องไม่เกรงใจพี่ หรือเลียนแบบการทะเลาะกันระหว่างพ่อแม่ เป็นต้น
2. ฝึกให้เด็กปรับตัวเข้ากัน เล่นด้วยกัน โดยมีการส่งเสริมที่ชัดเจน เช่น แต่เดิมเล่นด้วยกันได้นาน 5 นาทีเป็นทะเลาะกันแต่เมื่อพ่อลงไปเล่นด้วยทำให้พี่น้องเล่นกันได้นานขึ้นเป็น 15 นาทีโดยที่พ่อเป็นกรรมการไม่ยอมให้ใครเบี้ยวกติกา ถ้าทำเช่นนี้บ่อยๆ สุดท้ายพี่น้องก็เล่นด้วยกันได้นานขึ้น
3. ให้เด็กเรียนรู้การหยุดทะเลาะและการต่อสู้ก่อนเหตุการณ์บานปลาย ฝึกทำนองเช่นเดียวกับข้อ 2 และพ่อแม่เวลาทะเลาะกันก็จ้องเป็นอย่างของการหยุดทะเลาะกัน
4. ให้เวลาพิเศษเฉพาะตัวแก่เด็กแต่ละคนโดยยุติธรรม เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้รับความสนใจที่มีคุณภาพ มีหลายบ้านที่พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบรวมๆ ไปหมด พี่คนโต ลูกคนเล็กและลูกที่อ่อนแอมักจะได้รับความสนใจมากกว่าจนอาจจะละเลยลูกบางคนไปได้ จนทำให้เด็กใช้การทะเลาะมาเป็นตัวดึงความสนใจจากพ่อแม่
5. ในเด็กเล็กๆ เวลาทะเลาะกันควรนำเด็กออกจากสถานการณ์ทันที เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้เด็กสงบได้เร็ว
6. กรณีที่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำผิดต้องการการปลอบโยนทั้งคู่
7. ระมัดระวังในการตัดสินปัญหาเพราะอาจไปเพิ่มทำให้เด็กผิดกันเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุให้จับเด็กแยกออกจากกัน ไม่จำเป็นต้องหาผู้ผิดหรือผู้ถูกกระทำทุกครั้ง เช่น พี่อยากทำการบ้าน น้องเข้ามาวุ่นวายโกรธเลยลงมือกับน้อง พี่ถูกตัดสินว่าผิด ถูกลงโทษ พี่อาจโกรธ น้อยใจพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ ขณะเดียวกันน้องก็ได้ใจนึกว่าจะทำอะไรกับพี่ก็ได้ เป็นต้น
การมีวินัยในตนเอง การมีระเบียบวินัยในชีวิตประจำวัน มีกฎเกณฑ์ ภายในบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เด็กได้ฝึกความอดทน การรอคอย การสะกดกลั้น ความอยาก การบังคับตนเองซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาบุคลิกในการเข้าสังคมต่อไป การที่คนเรามีวินัยในตน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ตนเองไม่ย่อท้อ แม้ผิดหวังสิ่งใดก็พยายามมีความอดทนต่อสู้ไม่ล้มเลิกง่ายๆ มีความมานะพากเพียร และมีการตัดสินใจที่ดีที่เหมาะสม เด็กที่ขาดระเบียบวินัย จะเป็นเด็กวุ่นวาย ขาดความอดทน ความพยายามและอยู่ในสังคมใดก็จะลำบาก
พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดผิด คิดว่าการฝึกวินัยในเด็ก 5 ขวบแรกไม่จำเป็น รอไว้ตอนโตพูดกันรู้เรื่องก็ค่อยฝึกสอนเอาทีหลัง แต่การฝึกให้เด็กอยู่ในกติกานั้นจำเป็นต้องฝึกอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิด เช่น การกินนม การนอน ขอบเขตในการเล่น การเก็บของเล่น ทำน้ำหกก็ต้องเช็ด นั้นคือฝึกให้รับผิดชอบผลของการกระทำ ให้ทำตามกติกาในการเล่นซ่อนหา จ๊ะเอ๋ เป่ายิงฉุบ ตีลูกบอลมิให้ตกพื้น สำคัญพอๆ กับกติกาในการให้เด็กช่วยตัวเอง เป็นต้น การฝึกสอนจะอยู่ในรูปแบบของการอยู่ด้วยกัน การช่วยเหลือตนเอง การเล่นการช่วยงานบ้าน ทั้งหมดจะถูกซึมซับเข้าไปในตัวเด็กและในที่สุดเด็กก็สามารถมีความสุขในกติกาที่พ่อแม่ตั้งไว้ได้ดี และเด็กก็สามารถปรับตัวอยู่ในกติกาของโรงเรียน กติกาในการอยู่รวมกัน เล่นด้วยกันได้
หัวข้อที่ใช้ในการฝึกฝน เช่น การทานอาหารตรงเวลา เล่นของเล่นแล้วต้องเก็บ ห้ามเข้าเล่นในห้องเก็บของห้ามเล่นตรงบันได เล่นในเวลาที่กำหนดทิ้งเสื้อผ้าที่ใช้แล้วลงตระกร้าซัก ช่วยตัวเองให้มากที่สุด เป็นต้น
การที่เด็กไม่ยอมอยู่ในกติกาของพ่อแม่ กฎกี่กฎที่แม่ตั้งก็แหวกกฎมาหมดทุกเรื่อง แบบนี้เวลาออกมาอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียนก็มีโอกาสที่จะไม่ยอมทำตามกติกาของกลุ่มได้ง่าย หัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูก คือ การฝึกสอนทุกวิทยายุทธ์เท่าที่จะทำได้ที่จะทำให้คนอื่นๆ รักลูกมิใช่หรือ ถ้าวัยอนุบาลเข้ากับเพื่อนๆ ได้ยาก คุณครูต้องมาเอาอกเอาใจมิฉะนั้นจะไม่ยอมทำ ถ้าเป็นแบบนี้ในอนาคตก็คงจะลำบาก
กฎเกณฑ์ขอบเขตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้และเผชิญหน้ากับจุดที่เป็นข้อห้ามและข้อที่ต้องกระทำ หลายครั้งที่เด็กจะทดสอบพ่อแม่ว่ากฎเกณฑ์ที่พ่อแม่บอกนั้นแน่นอนแค่ไหนจริงจังหรือเปล่า เมื่อแม่บอกให้มารทานข้าวเดี๋ยวนี้ คำว่าเดี๋ยวนี้หมายความว่ารออีกนิดได้ไหมเมื่อแม่สั่งแล้วแต่เด็กทำเพิกเฉยต่อคำสั่งนั้นจะเกิดอะไรหรือเปล่าถ้าไม่เกิดอะไรแล้วแม่ก็ยังเรียกซ้ำๆ ทุก 3-5 นาที ก็เท่ากับบอกเด็กว่า เวลาที่แม่พูดหรือสั่ง ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องทำทันที รอไปก่อนก็ได้ หรือรอได้จนกว่าแม่จะขึ้นเสียงและก้ามเข้ามาก่อนค่อยทำตามที่แม่บอก วันนี้จะทำอะไรไปตามสิ่งที่ตนเองพอใจเท่านั้นยังไม่เข้าใจกฎเกณฑ์หรืออันตรายที่จะตามมาอย่างแท้จริง รู้ตามสิ่งที่ตนเองเห็นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเด็กจึงไม่เข้าใจว่าถ้าทานข้าวไม่ตรงเวลาจะทำให้กลายเป็นโรคกระเพาะหรือถ้าทตามที่แม่บอกแล้วจะเป็นคนดีเป็นไปเพื่ออะไร เป็นต้น
การเลี้ยงดูช่วง 3-6 ขวบ จึงเหนื่อยแรงมากกว่าช่วงวัยแรกเกิดที่เด็กยังเดินไมได้ การสอนการฝึกจึงต้องใช้ทังเสี่ยงและการกระทำควบคู่กันไปทุกครั้ง เพื่อช่วยเด็กให้เรียนรู้เข้าใจคำสั่งและทำไปในทิศทางที่เหมาะสม อธิบายมากเด็กก็ไม่รู้เรื่อง การพูดอย่างเดียวก็ไม่สามารถยับยั้งเด็กได้เสียด้วย
ถ้าแม่เดินเข้ามาช่วยเก็บของเล่นและชี้ชวนให้ไปทานข้าวพร้อมกับจูงมือไปที่โต๊ะ จะดีกว่าการที่แม่พูดซ้ำๆ 10 เที่ยวจนแม่เริ่มรู้สึกโกรธ ส่งเสียงตวาด คว้าไม้เรียวและลงโทษเนื่องจากเด็กไม่ยอมทำตาม และบีบบังคับให้ไปทานข้าว
การเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม ถ้าผู้สอนและผู้เรียนอยู่ในอารมณ์ที่ดีต่อกัน และมีโอกาสที่จะฝึกซ้ำๆ ให้กำลังใจกันไป คนเรียนก็อยากเรียนคนสอนก็สอนด้วยพื้นฐานอารมณ์ที่ดี จะทำให้ประสบความสำเร็จในการสอนได้ดีกว่าการที่ผู้สอนมีอารมณ์ไม่ดี โกรธ ดุ ตี ทำให้เด็กเจ็บ โกรธ กังวลหรือหวาดกลัว อารมณ์เสียเกินกว่าที่เข้าใจสิ่งที่แม่จะสอนแถมทำให้บรรยากาศในการทานข้าวเสียไปด้วย
การฝึกฝนเด็กให้อยู่ในกฎเกณฑ์ จึงต้องทำอย่างสม่ำเสมอค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้บรรยากาศที่รัก มีเมตตาด้วยท่าทีที่เข้มแข็งเข้าใจความรู้สึกของเด็ก เลือกเทคนิคที่เหมาะกับลักษณะของเด็กแต่กฎเกณฑ์ชัดเจน มั่นคง จึงจะสามารถฝึกเด็กให้ยังคงความซุกซนอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะได้
การฝึกฝนมักประสบกับความล้มเหลวเมื่อผู้ฝึกใจร้อนหงุดหงิดง่ายคาดคั้น บีบบังคับมากไม่แสดงความรักออกมาอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน หรือที่พบได้บ่อยๆ คือ ฝึกไม่สม่ำเสมอเดี๋ยวให้ทำเดี๋ยวก็ไม่ต้องทำเท่ากับเด็กวาทำก็ได้ ไม่ต้องทำก็ได้ เอาไว้คอยดูอารมณ์ของแม่ก็แล้วกัน ถ้าแม่อารมณ์ดีก็อาจไม่ต้องทำ ฝึกอย่างนี้เท่าไรๆ ก็ไม่สามารถฝึกเด็กให้มีระเบียบวินัยได้แน่นอน
1. ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจน และเหมาะสมกับความสามารถของเด็ก
2. ช่วยเด็กควบคุมตนเองทำตามคำสั่ง โดยอาจจับตัวหรือไปยืนข้างๆ เพื่อช่วยควบคุมพฤติกรรม ค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลงจนเด็กสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และให้คำชมเชยหรือให้ความสนใจ
3. ให้โอกาสฝึกฝนซ้ำๆ ในหลากหลายกิจกรรม เพื่อให้เกิดเป็นทักษะติดตัวการฝึกจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน
4. จดจำนวนความดีที่เด็กได้ทำ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ
5. ให้เวลากับเด็กเฉพาะตัว 15-20 นาทีทุกวัน เพื่อเพิ่มความสัมพันธภาพที่ดีโดยการพูด คุยถึงสิ่งที่เด็กทำได้ดี อย่าสั่งสอนตักเตือนหรือดุว่า ในสิ่งที่เด็กยังทำได้ไม่ดีนัก
6. ท่าทีของผู้ฝึกที่เมตตา อ่อนโยน รักษากติกา สม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถขึ้นมาได้
7. ในการฝึกฝนสิ่งต่างๆ ให้เด็กจำเป็นต้องเข้าใจ ถึงแม้ว่าเด็กจะทำได้ 1 ครั้ง มิได้หมายความว่าจะทำได้ต่อไปได้ดีเท่าเดิมการฝึกฝนจำเป็นต้องฝึกซ้ำๆ ในหลายกิจกรรมเพื่อให้ความสามารถที่เกิดขึ้นเข้าไปเป็นนิสัย เช่น การฝึกให้นอนหัวค่ำและตื่นเช้าจะทำ ให้ช่วงเวลาในการพาเด็กไปโรงเรียนง่ายขึ้น ถ้าแม่บังคับให้นอนตั้งแต่ 3 ทุ่มทุกวัน แต่วันศุกร์-เสาร์ กลับให้นอนดึกเท่าไรก็ได้ พอถึงวันอาทิตย์ก็ต้องกลับมาฝึกใหม่ กว่าจะเข้าที่ก็เป็นวันอังคาร กำลังจะเข้าที่ดีก็ถึงวันศุกร์ใหม่อีกแล้ว วนเวียนอย่างนี้ฝึกเท่าไรก็ฝึกได้ยาก
- กิจกรรมที่เหมาะสมกับลูกน้อยแต่ละวัย
การที่จะรู้ว่าควรจัดกิจกรรมใดๆ ให้เด็กนั้น จึงต้องรู้เป้าหมายหลักใหญ่ว่าพ่อแม่ต้องการผลสัมฤทธิ์ในด้านใดบ้างและต้องทราบพัฒนาการเด็กว่าวัยไหนควรทำอะไรได้บ้าง จะกล่าวรายละเอียดถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมในด้านต่างๆ เช่น
1. ทักษะการใช้มือ ทารกวัย 4 เดือนเริ่มชันคอ ยกตัว ขยับแขน ขยับขา ฝ่ามือคลายตัวออกและมือสองข้างในแนวกึ่งกลางตัว เป็นจุดเริ่มต้นให้หัดจับขวดนมเอง ทำบ่อยๆ เด็กจะเริ่มปรับการขยับมือให้ตำแหน่งของขวดนมยกสูงกำลังดีกับปริมาณนมที่ไหลเข้าปาก เท่ากับมือตาและความรู้สึกรับรู้ของอวัยวะในการกลืนทำงานประสานกันได้ดีขึ้น ช่วงวัยนี้เองที่เด็กจะหยิบจับของในรูปทรงต่างๆ กันเนื้อแข็งนุ่ม หยาบหรือละเอียด จากการหยิบจับของจะไปทำให้ความสามารถในการหยิบจับของทำงานได้ละเอียดขึ้นจนสามารถใช้ฝ่ามือคว้าของ และในที่สุดจะใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับของเล็กๆ ได้ที่อายุ 1 ปี ความสามารถดังกล่าวจะพัฒนาไปได้ช้ามากในกรณีที่ไม่ค่อยมีคนเล่นด้วยกับเด็ก การใช้มือจะเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุ 1-2 ปี จำเป็นต้องใช้มือเด็กได้หยิบ โยน อุ้มยก ลากหรือเข็นของต่างๆ เพื่อเพิ่มให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้น
ขณะเดียวกันก็มีการฝึกการช่วยเหลือตัวเองหลากหลายกิจกรรม เพื่อทำให้มือ 2 ข้างทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เช่น ใส่กางเกง แปรงฟัน ถูสบู่ ล้างมือ ตักข้าว ติดตะขอ รูดซิป ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะเพิ่มให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้น้อย หรือกิจกรรมในการฝึกฝนทักษะมือมีไม่มากเนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ใหญ่รอบข้างทำแทนเด็กไปเสียหมดแต่พออายุ 4-5 ขวบก็ต้องหัดให้เห็นเล่นวาดรูป ระบายสี ต่อจุด ต่อเลโก้ ปั้นดินน้ำมันโยนลูกบอลลงตระกร้า โหนบาร์ ปีนราวหนีบผ้า เช็ดพื้น ถูบ้าน เป็นต้น เพิ่มให้มือได้ทำงานเพิ่มขึ้น มือที่ถูกใช้งานบ่อยๆ จะมีกำลังดี ควบคุมทิศทางได้ง่าย เมื่อส่งเด็กไปนั่งทำงานในห้องเรียนเด็กก็จะสามารถใช้มือได้คล่องแคล่วกว่ากลุ่มที่ผู้ใหญ่ทำอะไรแทนเด็กไปเสียหมด
2. ภาษาและการสื่อความหมาย ความฉลาดของคนแสดงออกได้ 2 ทาง คือ ทางการพูดและการกระทำ เด็กฉลาดปัจจุบันแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พูดก็เก่งทำอะไรก็เก่ง กลุ่มที่เก่งแต่พูดแต่อย่าให้ทำอะไรเพราะทำไม่เป็นแบบนี้เป็นนักบริหารยุคโบราณหรือนักการเมืองคงจะดี กลุ่มที่พูดไม่เก่งแต่ทำอะไรได้มากมายและสุดท้ายเป็นกลุ่มที่โชคร้ายที่พูดและทำไม่เก่งสักอย่างทั้งๆ ที่ฉลาดเท่าๆ กับคนอื่นๆ เพียงแต่ขาดโอกาสฝึกฝนหรือถูกละเลยในช่วงที่มีความสำคัญโดยเฉพาะใน 5 ขวบปีแรกไปอย่างน่าเสียดาย
- การกระตุ้นการพูดเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ และพัฒนาไปรวดเร็วอย่างมากในช่วง 4 เดือนแรกที่แม่เปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสจ้องมองหน้าแม่ในอ้อมแขนบ่อยๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทารกยังไม่เข้าใจภาษาแต่แม่เกือบทุกคนมักจะคุยกับเด็ก เนื่องจากเด็กเองก็ทำท่าสนใจใบหน้าแม่เสียเหลือเกิน จ้องมอง เฝ้าดู เลียนแบบการขยับปาก พยายามจะเปล่งเสียงออกมาจนที่ 4 เดือนจะเห็นว่าเด็กจะเลียนแบบท่าทางการพูดและส่งเสียงออกมา ทั้งๆ ที่ไม่เป็นภาษาแต่แม่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาคุยกับเด็กต่อไปบางครั้งคุยจนน้ำลายกระเด็น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในเด็กเรียนแบบที่พ่นน้ำลายตาม ปะ...ปะ..พ่อ..แม่.. จึงเป็นคำแรกๆ ที่เด็กจะพูดออกมาอาศัยการพ่นลมออกจากปากคล้ายกับการพ่นน้ำลาย การเล่นไล่เสียงหรือเล่น วาว...วาว...โดยอามือประกบปากที่ปากเด็กเบาๆ เป็นระยะๆ ขณะที่ส่งเสียง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภาษาพูดที่มีเสียงสูงๆ ต่ำๆ
- การพูดเป็นการแสดงออกของความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของตน ต้องใช้ในการเข้าสังคมอยู่กับผู้อื่น การพูดและการใช้ภาษาจึงสำคัญมาก เด็กจะพูดได้เก่ง รู้ศัพท์มาก พูดเป็นประโยคได้สมบูรณ์ เล่าเรื่องที่ตนประสบมา จะต้องเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม คือ มีคนพูดกับเด็ก ฟังเด็กพูด ตอบสนองเด็ก มีการพูดคุยตอบโต้กัน
อายุ 3 ปี เด็กเล่าเรื่องที่ตนประสบมาให้ผู้อื่นฟังเข้าใจ ประมาณ 50% ถามอะไร ที่ไหน อายุ 4 ปี ถามคำถาม เล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังเข้าใจได้ทั้งหมด พูดได้มากขึ้น เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตและพูดถึงอนาคตใกล้ๆ โดยเข้าใจความหมาย เช่น วานนี้ พรุ่งนี้ เป็นต้น สามารถพูดประโยคในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันและยกเหตุผลง่ายๆ ได้ เช่น หนูทำน้ำหก ตัวเปียกหมดเลย หนูไม่รักน้องเพราะน้องชอบแกล้งหนูเด็กยังมีคำพูดไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมได้บ่อยๆ ร้องเพลงได้ อายุ 5 ปี ถามเกี่ยวกับความหมายและเหตุผล จำตัวอักษรได้ นับเลขได้ถึง 20 อายุ 6 ปี อธิบายความหมายของคำได้ บอกความแตกต่างของ 2 สิ่งได้ เริ่มอ่านสะกดคำนับเลขได้ถึง 30 ภาษาพูดมิได้เกิดขึ้นได้เอง ฉะนั้นผู้ใหญ่ควรจะฝึกสอนโดยการพูดคุยในเรื่องต่างๆ และเมื่อเด็กสามารถพูดถึงอารมณ์และความรู้สึกได้มากขึ้น จะเห็นว่าการแสดงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความโกรธ ความไม่พอใจ เช่น การอาละวาดลงดิ้นกับพื้นจะลดลงไปเช่นกันพ่อกับแม่จึงเป็นของเล่นที่มีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะในด้านภาษาของเด็ก
3. การช่วยเหลือตนเอง การที่เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่งผลทำให้เกิดเป็นความภาคภูมิใจ รู้สึกดีต่อตนเองได้ ส่งผลทำให้เกิดเป็นความภาคภูมิใจ รู้สึกดีต่อตนเอง มองเห็นว่าตนเองมีคุณค่า กังวลในการแยกจากพ่อแม่ได้ดีเพราะรู้ว่าจะพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเด็กไปโรงเรียน และสามารถอยู่กับผู้อื่นได้โดยไม่เป็นปัญหา ฉะนั้น กิจกรรมที่อยู่รอบตัว เช่น การถือขวดนมที่อายุ 4 เดือน การถือขนมปังบุหรี่กัดกินเองที่อายุ 9 เดือน การหัดตักข้าวที่อายุ 1 ปี การเดินถือของ เอาขยะไปทิ้ง อาบน้ำ เช็ดพื้น ปะแป้ง หวีผม ติดกระดุม ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถทำเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลง
ยกตัวอย่าง เช่น การที่จะให้เด็กถูสบู่เวลาอาบน้ำให้ได้นั้น อาจเริ่มที่การหัดล้างมือร่วมกับการฝึกให้เด็กเริ่มถูสบู่ที่พุงก่อน แล้วค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลง การเล่นน้ำสบู่ ได้ถูตัว ได้เป่าลูกโป่งจากฟองสบู่หรือได้ลื่นไถลตัวบนพื้นที่ราบด้วยน้ำสบู่ในเด็กที่โตขึ้นก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่ง เมื่อเรียนรู้ที่จะเอาสบู่มาเล่น มาใช้งานแล้วก็ต้องสอนให้รับผิดชอบผลของการกระทำไปด้วย กระดุมก็เป็นกิจกรรมที่สามารถนำมาเรียนรู้กับเด็กเพื่อเรียนรู้ได้มาก ทั้งในด้านรูปร่าง รูปแบบ ใหญ่เล็ก ถอดและติดกระดุม แยกสีการหยิบจับกระดุมใส่ขวดแยกสี แยกประเภท การฝึกให้เด็กหัดติดกระดุมเองจะเป็นพื้นฐานในการฝึกฝนให้หัดใช้มือ 2 ข้างให้ทำงานประสานกันโดยที่แต่ละข้างทำงานคนละแบบ เป็นต้น ดังนั้น ของเล่นที่สนุกและเด็กจะเรียนรู้ได้มากจึงมิได้ขึ้นอยู่กับของเล่นราคาแพง แต่อยู่ที่ของพื้นๆ ที่อยู่รอบตัว ความสำคัญอยู่ที่คุณภาพของคนที่อยู่กับเด็กว่าจะสามารถพลิกแพลงทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวมีชีวิตชีวาและที่สุดทำให้เด็กพัฒนาความสามารถในการช่วยเหลือตนเองเพิ่มขึ้น
4. การเล่นเป็นรากฐานของการเรียนรู้สูงสุดของเด็ก พ่อแม่ที่ไม่ชอบเล่นกับลูกหรือเล่นซ้ำซาก น่าเยื่อ ไม่สนุก เท่ากับเป็นการทำลายกระบวนการเรียนรู้และเท่ากับเป็นการตัดหนทางในการก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนเช่นกัน ของเล่นที่เหมาะสมควรไปด้วยกันกับพัฒนาการของเด็กแต่การที่เล่นที่เด็กคนอื่นๆ เขาเล่นกันได้ลูกของเราก็ควรจะได้รับการฝึกสอนให้เล่นเป็นด้วย การที่ลูกตีเทนนิส เล่นเทควันโดได้แต่เล่นกับเพื่อนในโรงเรียนไม่ได้บางครั้งก็อาจไร้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับเด็กที่เล่นกับเพื่อนได้หลายอย่างถึงแม้ว่าจะไม่เก่งมาก แต่ก็ตีเทนนิส เล่นเทควันโดได้ การเริ่มต้นฝึกสอนการเล่นในเด็ก 5 ปีแรกจึงเป็นการวางรากฐานที่สำคัญนอกจากต้องเล่นหลายอย่างได้แล้ว ในแต่ละอย่างก็เล่นได้ลึกซึ้ง ซับซ้อนขึ้น เล่นอะไรดี ควรจะเล่นกิจกรรมที่มีทั้งกลางแจ้งเพื่อเพิ่มทักษะของการใช้กล้ามเนื้อ เช่น เตะบอล โยนบอล ถีบจักรยาน ว่ายน้ำ จระเข้ไล่จับ ซ่อนหา ไล่จับ เป็นต้น หรือกิจกรรมเพื่อเพิ่มการทำงานของมือ เช่น ทอยกอง โยนบอลลงตระกร้า ไต่ราว ต่อไม้บล็อก สร้างบ้าน วาดรูป เล่นขายของ เล่นตุ๊กตา เป็นต้น
ในการเล่นก็จะมีกติกา มีคำสั่ง มีบรรยากาศที่สนุกมาเป็นแรงจูงใจให้ยอมอดทนที่จะอยู่ในกติกาหรืออยู่เพื่อที่จะได้สนุกต่อไป การฝึกฝนให้เด็กเล่นได้หลายอย่างจึงต้องการพ่อแม่ที่ขี้เล่น สนุกสนานแต่ก็มีจุดมุ่งหมายในการฝึกสอนไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับเด็กไปพร้อมกันทีเดียวเท่ากับเป็นพื้นฐานข้อแม้ที่มาเสริมให้เด็กเชื่อฟังเพราะอยากเอาใจพ่อแม่ เผื่อว่าจะได้เล่นสนุกๆ ด้วยกันอีก
(update 19 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]
|