เส้นทางพัฒนาการของลูกน้อยวัยแรกเกิด-6 ปี


วัยทารกแรกคลอด

ระยะตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 เดือน ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความเปราะบางที่สุด เพราะทารกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ภายนอกครรภ์ของแม่อย่างฉับพลัน ทั้งด้านการหายใจ การดูดนม การกลืน อุณหภูมิและการขับถ่าย ทารกแรกคลอดจะปรับตัวได้ดีเพียงใดจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการระหว่างที่อยู่ในครรภ์ กระบวนการคลอด การดูแลภายหลังคลอดสุขภาพของแม่ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะความรู้สึกของแม่และคนรอบข้างที่มีต่อทารก หากทารกได้รับการดูแลที่ใกล้ชิดจะปรับตัวได้ง่ายตามมา เกิดความผูกพันร้อยรัดระหว่างแม่ลูก ทารกแรกเกิดมีความสามารถในการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 6 ได้ระดับหนึ่ง เช่น
การสัมผัส ทารกจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสของผิวกายที่เปลี่ยนแปลงได้ไวและรวดเร็ว ปฏิกิริยาโต้ตอบเกิดขึ้นอัตโนมัติเพื่อความอยู่รอด สัมผัสที่นุ่มนวล อ่อนโยนจะส่งผลทำให้เกิดเป็นความรู้สึกมั่นคง พึงพอใจและเป็นสุข

การมองเห็น ทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่แรกเกิดในระยะ 8-10 นิ้ว มีการตอบสนองต่อแสงไฟ และเลือกที่จะจับจ้องมองหน้าคนโดยเฉพาะนัยน์ตามากกว่าสิ่งอื่น

การได้ยิน ทารกสามารถเรียนรู้จักเสียงตั้งแต่อายุครรภ์ 5-6 เดือนและชอบที่จะฟังเสียงคนพูดมากกว่าเสียงอื่นๆ

1 ปีแรกของชีวิต

พัฒนาการทั่วไป ช่วงวัย 4 เดือนแรก ทารกจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของแรกเกิด เช่น น้ำหนักแรกเกิด 3 กิโลกรัมจะเพิ่มเป็น 6 กิโลกรัมเมื่ออายุ 4 เดือน และเป็น 3 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดเมื่ออายุ 1 ปี การเจริญเติบโตเป็นผลมาจากการเลี้ยงดู สุขภาพที่ดีของทารกและคุณภาพของอาหาร การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่จะพัฒนาจากส่วนบนของลำตัว เริ่มจากการที่ศรีษะยกชันคอ ขยับไหล่ แขน ลำตัว สะโพกและขา จากการขยับโดยอัตโนมัติไปสู่การขยับเขยื้อนอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นการผสมผสานการทำงานของระบบประสาทร่วมกับการเรียนรู้ผ่านการทดลองทำซ้ำๆ ในที่สุดทารกก็จะเริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวไปทิศทางที่ต้องการ ทารกวัยนี้จะเริ่มชัยคอ ยกตัวขยับแขนขา จับมือสองข้างในแนวกึ่งกลางตัว พลิกตัวไปมา เป็นต้น

ทุกวินาทีจึงมีความหมายต่อพัฒนาการของชีวิตทารกมากมายเกินคนทั่วไปจะคาดคิด และที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ของเล่นที่ห้อยไว้อยู่รอบเตียงยังไม่สามารถทำให้ทารกวัยนี้เจริญเติบโตพัฒนาขึ้นมาได้รวดเร็ว แต่คุณภาพของผู้เลี้ยงดูที่เอาใจใส่ อุ้มชู ดูแลอย่างใกล้ชิดร่วมกับคุณภาพของอาหารที่ได้รับจะมีอิทธิพลต่อทารกในวัยนี้มากที่สุด

อารมณ์ของลูก อารมณ์เป็นปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งรอบตัว อารมณ์จะมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการในหลายๆ ด้าน ความสงบ บรรยากาศอบอุ่น และสนุกสามารถกระตุ้นและผลักดันให้เด็กอยากเรียนรู้ อดทนพัฒนาเพิ่มพูนทักษะ ผลักดันให้ชีวิตก้าวหน้า ต่อสู้ มีกำลังใจและมองเห็นสิ่งที่ดีงามในชีวิตได้ แต่อารมณ์ด้านลบ เช่น กลัว โกรธ กังวล จะกลับทำให้เด็กหยุดชะงักพัฒนาการสะดุดหรือถดถอยไปได้

พื้นฐานอารมณ์ของทารกแต่ละคนแตกต่างกัน เป็นผลมาจากพันธุกรรมที่เด็กได้รับจากพ่อแม่และสภาพสิ่งแวดล้อมทั้งขณะที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด ซึ่งส่งผลทำให้เด็กแต่ละคนแสดงพฤติกรรมออกมาแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ถูกเลี้ยงดูโดยแม่คนเดียวกัน หรือในบ้านเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้เราอาจแบ่งเด็กตามพื้นอารมณ์ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มเด็กเลี้ยงง่าย พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 60 ของเด็กทั้งหมด เด็กกลุ่มนี้จะมีลักษณะการทำงานของร่างกายสม่ำเสมอ ปรับตัวได้รวดเร็ว กินก็ง่าย นอนก็ตรงเวลา ถึงเวลาตื่นก็ร้องเพียงเล็กน้อยพอได้นมก็เงียบไป ในช่วงดูดนมอาจจะอึหรือฉี่ออกมา ใช้เวลาในการทำกิจกรรมไม่นานก็จะเข้าสู่การหลับต่อและหลับได้นาน คาดเดาได้เลยว่าอีก 4 ชั่วโมงจะตื่นแล้วเด็กก็ตื่นจริงๆ ใครมีลูกลักษณะเช่นนี้จะทำให้เกิดความสบายใจในการดูแล แม่จะเกิดความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์และมีความรู้สึกว่าการเลี้ยงเด็กนี่ไม่ยากเลย

2. กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก กลุ่มนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับเด็กในกลุ่มแรก พบได้ร้อยละ 10 ของเด็กทั้งหมด โดยจะมีระบบการทำงานของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระตุ้นด้วยวิธีการถอยหนีปรับตัวยาก อารมณ์เสียง่าย การแสดงออกไม่คงที่ในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การกิน การนอน การขับถ่าย หงุดหงิดง่าย โวยวายแก่ง ฯลฯ จะส่งผลให้แม่เกิดความวิตกกังวลกับการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของเด็กคาดเดาอะไรเกี่ยวกับลูกคนนี้ไม่ค่อยได้ ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งเหนื่อย กินก็ยาก นอนก็ยาก ขับถ่ายไม่ตรงเวลา ถ้าได้แม่ที่อดทนและใจเย็น พยายามที่จะยอมรับลักษณะพื้นฐานของเด็ก และมีคนคอยช่วยเหลือแม่ ก็จะทำให้แม่และเด็กผ่านพ้นระยะการปรับตัวเข้ากันด้วยดี แต่ถ้าแม่หมดแรงเสียก่อนหรือหมดกำลังใจ ใจร้อน หมดความอดทน หรือปล่อยให้ผู้เข้ามาดูแล สุดท้ายก็จะยิ่งทำให้แม่ไม่ค่อยเข้าใจพื้นฐานของเด็ก ตอบสนองไม่ค่อยตรงกับความต้องการ นานวันเข้าลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างแม่-ลูกต่อไป อย่างนี้ก็พบได้บ่อยๆ

3. กลุ่มที่ปรับตัวช้า หรือชื่อเรียกเล่นๆ ว่ากลุ่มเด็กยึกยัก กลุ่มนี้จะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ อยู่ในระดับปานกลางอยู่ระหว่าง 2 กลุ่มแรก คือ ทำได้ช้าหน่อยแต่ไม่ถึงกับยุ่งยากเพียงแต่ต้องใช้เวลาอีกนิดช่วยเหลืออีกหน่อยก็ทำได้ดี หลายคนเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเด็กขี้อาย ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจลักษณะของเด็ก ให้เวลาอีกนิดในการให้โอกาสเด็กปรับตัว ให้โอกาสเพิ่มขึ้นในการฝึกทักษะ สุดท้ายเด็กก็จะพัฒนาต่อไปได้ดี ยกตัวอย่างเช่น การป้อนอาหารชนิดใหม่ ในวันแรกๆ เด็กอาจจะบ้วนออก แต่ถ้าป้อนซ้ำเดิมไปถึงวันที่ 6-7 เด็กจะเริ่มรับได้ และหลังจากนั้นก็จะทานอาหารนั้นต่อไปได้ดี แต่ถ้าแม่ใจร้อนหรือไม่เข้าใจพื้นฐานของเด็ก พอป้อนไปถึงวัยที่ 3-4 เมื่อเด็กไม่ยอมทานสุดท้ายแม่เริ่มกังวลและไปเปลี่ยนลักษณะของอาหารแบบใหม่ก็เท่ากับว่าเริ่มต้นใหม่ ป้อนไปได้ 3-4 วันเด็กไม่ยอมทาน สุดท้ายก็เปลี่ยนเมนูอีก เมื่อทำซ้ำๆ สุดท้ายแม่ก็มาบ่นว่าเด็กคนนี้มีปัญหาเรื่องทานยาก แต่แท้ที่จริงมีพื้นฐานมาจากความที่แม่ไม่เข้าใจลักษณะพื้นฐานของเด็กนั่นเอง
จากลักษณะของเด็กที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ ตอบสนองต่อเด็กให้ตรงกับความต้องการพื้นฐานมากที่สุด ใจเย็น ค่อยๆ ฝึกฝน ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กเร็วจนเกินไปเพราะจะไปเพิ่มความใจร้อนของเด็กและไม่ตอบสนองต่อเด็กช้าเกินไปจนทำให้เด็กรู้สึกขาดไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ทันการณ์ในมือของผู้ที่เข้าใจเด็กจะสามารถดูแลบ่มเพาะเด็กทั้ง 3 รูปแบบให้กลายมาเป็นเด็กที่มีอารมณ์มั่นคง เรียนรู้ที่จะรอคอยคนที่เขาไว้ใจ เรียนรู้สิ่งรอบๆ ตัว และมีความมั่นใจในตัวของแม่ว่าไม่มีทางที่แม่จะทอดทิ้ง ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นตัวแม่อยู่แต่จะมาให้เห็นเสมอเวลาที่ตนต้องการ

ความรักและผูกพันระหว่างแม่-ลูก

การเลี้ยงลูกเป็นการรู้จักอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต จากความรักที่แม่มีต่อลูก จึงอดทนเฝ้ามอง มาอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลเอาใจใส่ คอยสังเกตลักษณะและความต้องการของเด็ก พยายามที่จะให้ในสิ่งที่ทารกต้องการ ถึงแม้ว่าในระยะ 6 เดือนแรกที่ทารกยังสื่อสารความต้องการด้วยเสียงร้องไห้ สีหน้าและแววตาเท่านั้น แต่แม่หลายคนที่คอยสังเกตลุกจะสามารถแยกแยะว่า เสียงร้องแบบนี้ ท่าทางแบบนี้คงจะหิว เสียงร้องแบบนี้อาจจะต้องมีอะไรผิดปกติ ร้องแบบนี้เกิดจากการอ้อนอยากเล่นและทารกอยากให้อุ้ม เป็นต้น

วิธีการดังกล่าวที่ จะเป็นเหตุนำให้ทารกเกิดการเรียนรู้ว่า สัมผัสแบบนี้นะ น้ำเสียงแบบนี้ เป็นมือที่มาช่วยเหลือตนให้เกิดความสบายได้ทุกครั้ง เพราะเมื่อรู้สึกหิวก็ได้นม จุกแน่นไม่สบายท้องก็ถูกจับเรอ เปียกน่ารำคาญก็ได้รับการเปลี่ยนผ้าอ้อม เวลาไม่แน่ใจไม่มั่นใจแม่ก็จะมาอยู่ใกล้ๆ เป็นต้น ทั้งหมดจะส่งผลทำให้ทารกเรียนรู้และเริ่มจดจำตัวบุคคลที่เข้ามาช่วยเหลือ ถ้าคุณช่างสังเกตจะเห็นว่าทารกอายุเพียง 4 เดือนจะเริ่มแยกแยะและจำเสียงของแม่ได้แม่นยำ จำสัมผัสของแม่ได้ทั้งๆ ที่พวกเขายังจำหน้าแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ และเริ่มเกิดความเชื่อถือไว้ใจ และเริ่มเรียนรู้ที่จะรอคอยสิ่งที่เขาต้องการเพราะเชื่อมั่นว่าแม่จะช่วยได้ทุกครั้ง

การสื่อภาษา : หนทางในการติดต่อกับผู้คน

ขณะที่แม่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขน ทำให้ทารกมีโอกาสได้เห็นหน้าแม่ ได้จ้องมองอย่างใกล้ชิด ในระยะ 8-10 นิ้ว ซึ่งตรงกับความสามารถของทารกแรกเกิดที่จะเห็นพอดี ถ้าแม่อุ้มทารกและใกล้ชิดกันบ่อยๆ 3-4 เดือนต่อมาก็จะเห็นว่าเด็กเริ่มจ้องมองตา มองปาก ขยับปาก จีบปากจีบคอพยายามที่จะส่งเสียงออกมาเลียนแบบพฤติกรรมที่แม่คุยด้วยเริ่มเล่นน้ำลาย ทำเสียงอยู่ในคอเวลาที่ตนพอใจ ยิ้มรับแม่ พยายามที่จะ “คุย” กับผู้คนรอบข้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับคน ถ้าคนที่เด็ก “คุย” ด้วยพูดคุยกับเด็กต่อไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับบอกเด็กว่าสิ่งที่เขาทำนี้ดี จะส่งผลทำให้เด็กพยายามจะพูดมากข้น

ถ้าคุณไม่เห็นพฤติกรรมดังที่กล่าวมาในช่วงวัย 4 เดือน ก็ขอให้พิจารณาคุณภาพและปริมาณเวลาของบุคคลที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดว่า พูด คุย เล่นกับเด็กเพียงพอ ที่พบบ่อยๆ ก็คือผู้เลี้ยงจะเข้ามาต่อเมื่อถึงเวลาให้นมเท่านั้นส่วนใหญ่จะปล่อยให้เด็กอย่าคนเดียว หากประเมินว่าผู้ที่อยู่กับเด็กมีคุณภาพก็สมควรนำเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจดูระดับพัฒนาการ

วิถีทางในการเรียนรู้

นับตั้งแต่เกิด ธรรมชาติกำหนดทักษะบางอย่างมาเรียบร้อยแล้ว เช่น ทักษะการดูด การกลืน การลืมตา การหายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น หลายอย่างมาเรียนรู้หลังคลอด เช่น อายุแค่ 4 วัน ทารกก็สามารถแยกน้ำออกจากนมได้ เป็นต้น

การเรียนรู้บางอย่างเป็นไปตามปฏิกิริยาธรรมชาติ เช่น แรกเกิดทารกจะกำมือเป็นประจำ ถ้าจับมือคลายที่กำออกแล้วเอานิ้วแม่ใส่เข้าไป ทารกก็จะกำรอบนิ้ว การกระทำเช่นนี้มิใช่ว่าทารกจะมี ความรักและผูกพันกับแม่ แต่เป็นการกระทำโดยอัตโนมัติเอาอะไรใส่ในมือก็จะกำแบบนี้เช่นกัน หรือเด็กจะดูดสิ่งต่างๆ ที่เข้าไปในปากอัตโนมัติ เช่น จุกนม นิ้วมือ ฯลฯ การดูดหรือการขยับปากทำท่าจะดูดก็มิได้หมายความว่าหิวทุกครั้ง

การเรียนรู้อื่นๆ อีกมากมายเกิดขึ้นจากการที่ถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ทารกจะจำเสียงเต้นของหัวใจแม่ได้เพราะเคยชินกับเสียงนี้ตลอดเวลาที่อยู่ในครรภ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทารกจะสงบในอ้อมกอดของแม่ได้ดีกว่าคนอื่น เนื่องจากความคุ้นเคยกับสภาพร่างกายของแม่ และเมื่อหลังจากที่คลอดออกมา แม่จะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด โอบกอดลูบไล้ สัมผัสตัวของเด็กอยู่บ่อยๆ มากกว่าคนอื่นๆ หลายสิบเท่า จึงทำให้มองเห็นการเรียนรู้ของทารกวัย 4 เดือนที่ค่อยๆ จดจำสิ่งที่เป็นส่วนประกอบของแม่ เช่น กลิ่นแม่ กลิ่นนม น้ำเสียง หน้าตา และสัมผัสที่คุ้นเคยของแม่ได้

ถึงตรงนี้ก็คงจะไม่แปลกใจว่า ทำไมทารกวัย 4 เดือน แม้จะยังจำหน้าแม่ไม่ได้ แต่กลับตอบสนองด้วยท่าทางที่ดีใจเมื่อเวลาที่แม่เข้ามาใกล้โอบกอด สัมผัสและคุยด้วย

การฝึกสอนจึงใช้วิธีการฝึกฝนซ้ำๆ บ่อยๆ เมื่อทารกเริ่มจะคลายมือที่อายุ 3-4 เดือนและเริ่มเคลื่อนไหวมือมาอยู่ในแนวกลางลำตัวได้ แม่หลายคนฝึกให้ลูกจับขวดนมเองได้ การฝึกทารกในจังหวะที่ทารกมีทักษะที่พร้อมร่วมกับการให้โอกาสที่จะฝึกบ่อยๆ จะทำให้ทารกพัฒนาความสามารถขึ้น การสอนที่สม่ำเสมอ สนุกสนาน ลงไปเล่นกับทารกบ่อยๆ นี้ ชี้ชวนให้ยกคอ พลิกคว่ำพลิกหงาย และเริ่มที่จะนอนคว่ำยกหัวยกตัวขึ้นมามองแม่ จนในที่สุดสามารถยันตัวขึ้นมาจากท่าที่นอนคว่ำ พลิกกลับมานอนตะแคงและนอนหงายได้คล่อง การใช้มือหยิบจับของเล่นแต่ไม่เข้าใจว่าจะเล่นอย่างไร ของเล่นนั้นจะดึงความสนใจของเด็กได้ไม่นาน แต่ถ้าพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ ชี้ชวนให้หยิบจับสิ่งต่างๆ อย่างสนุกสนานทำให้ของเล่นรอบตัวน่าตื่นตาตื่นใจ น่าสนใจ มีชีวิตชีวาก็จะสามารถดึงสายตาของเด็กให้จับจ้องอยากเอื้อมมือออกไปไขว่คว้ามาเรียนรู้ต่อไป และเมื่อหยิบจับมาได้ จะเอามาแกะ เขี่ย กำหรือเอามาเคาะทำให้เกิดเป็นเสียงได้ เท่ากับกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วน และกล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้นอันเป็นพื้นฐานของการทำงานเมื่อเด็กโตขึ้น

ผลจากการที่ผู้ใหญ่ลงไปเล่นกับเด็กและตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างพอเหมาะไม่ห้ามมากไปหรือตามใจมากไป จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่-ลูก ส่งผลทำให้ทารกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จักเบื่อ เฝ้ามองหน้าแม่ มองสบตาแม่ สนุกสนานไปกับแม่ สุดท้ายก็ไปเสริมทำให้เกิดการเรียนรู้ กล้ามเนื้อมัดต่างๆ ทำงานดีขึ้นควบคุมทิศทางของการเคลื่อนไหว พูดคุย ช่วยเหลือตนเอง และเริ่มพร้อมที่จะปรับตัวต่อผู้คนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตได้ดีขึ้น

เมื่อทารกอายุ 6 เดือนก็จะเติบโตสมบูรณ์ น้ำหนักตัวมากกว่า 2 เท่าของแรกเกิดมีพื้นอารมณ์ดี ร่าเริง มีความสุข กินอิ่มนอนหลับสนิท ขยับเขยื้อนร่างกายในทิศทางที่ต้องการได้มากขึ้น พลิกคว่ำพลิกหงายและพลิกตัวได้ดี คอแข็ง สามารถจับนั่งหลังยังงอได้ชั่วครู่และในท่าจับยืนทารกจะลงน้ำหนักได้ด้วยตัวเองบางส่วน ทำท่ากระโดด มองเห็นได้ในระยะใกล้ไกลโดยใช้ตา 2 ข้างทำงานประสานกันได้คล่องแคล่ว หันไปมองหาต้นเสียงที่เรียกได้ถูกทิศทาง เริ่มเล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลากหลายเสียงอย่างมีความสุข กลืนอาหารที่เหลวปนแข็งได้และที่สำคัญ คือ จดจำหน้าแม่ได้ดี รักและผูกพันกับแม่โดยจะแสดงความไว้วางใจชัดเจนมากขึ้นในขระที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้

ความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน

ทารกแต่ละคนจะมีพื้นอารมณ์และการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันไป มีความต้องการสารอาหารที่ไม่เท่ากัน มีความต้องการที่จะนอนได้นานไม่เท่ากันด้วย ในทารกคนหนึ่งอาจต้องการนมครั้งละ 4 ออนซ์ทุก 4 ชั่วโมง จึงจะอิ่มกำลังดี แต่ทารกอีกคนอาจมีความต้องการนมเพียงแค่ 3 ออนซ์ก็อิ่มแล้วและรู้สึกหิวนมทุก 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ทารกอีกคนรับนมแค่ 3 ออนซ์ครึ่งทานทุก 4 ชั่วโมงก็เพียงพอในการเจริญเติบโตปริมาณนมในแต่ละมื้อก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเท่ากันอีกด้วย

แต่ว่าใครจะเป็นผู้ที่เข้าใจความต้องการเด็กอย่างดีที่สุดและตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของเด็กได้พอเหมาะในกลุ่มที่กินนมขวดจะเห็นปัญหาได้ชัดเจน เช่น ในกรณีที่เด็กดูดนมได้น้อยกว่าที่เคยแม่จะกังวลอย่างมากโดยลืมมองที่ตัวแม่เองว่าก็ทานอาหารในแต่ละมื้อไม่เท่ากัน เช่นกัน แต่พอเป็นเรื่องของลูกจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องลงมาจัดการด้วยตัวเองแม่หลายคนพยายามจะกระตุ้น เขี่ยแก้มตื๊อเด็กให้ดูดต่อจนกว่าจะหมด โดยไม่คำนึงว่าเด็กจะจุกแน่นเพียงไรขอให้ดื่มนมขวดนี้หมด แม่ก็พอใจแล้ว ซึ่งต่างจากทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ดูดมากดูดน้อยก็ยอมรับไปเท่านั้น การให้อาหารด้วยนมแม่จึงลื่นไหลไปตามความต้องการของทารกเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งกันระหว่างเด็กกับแม่จึงเห็นได้น้อยกว่า

แม่หลายคนที่ไม่อาหารไม่ตรงตามความต้องการของเด็ก เพราะใช้การคาดเดาด้วยตนเอง เช่น ยังไม่ถึงเวลาก็ยังไม่ให้ และอีกหลายครั้งที่เด็กยังไม่หิวแต่ถึงเวลาที่แม่ “คิดแทน” หรือแม่มีความ “รู้สึก” ว่าน่าจะหิวได้แล้ว ก็พยายามป้อนอาหาร เมื่อเอาจุกนมเข้าปากทารกก็ดูดซึ่งการดูดก็เป็นปฏิกิริยาที่อัตโนมัติ ทำให้แม่คิดว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม่ก็ยิ่งให้นมหรืออาหารมากขึ้น ถ้าถึงเวลาที่หิวอยากกินแต่ไม่ได้กิน หรือได้นมแต่ได้เกินพอ อยากให้แม่อุ้มแต่ไม่ได้ถูกอุ้มเพราะแม่กลัวลูกติดมือ เปียกแฉะน่ารำคาญก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ การตอบสนองต่อความต้องการของทารกดำเนินไปในทางที่ผู้ใหญ่พอใจ มากกว่าที่จะทำให้ทารกเกิดความพอใจ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่แน่ว่าเด็กจะไว้ใจต่อผู้เลี้ยงดูหรือไม่

ความสำคัญของพ่อ

จากท่าทางที่ช่วยตัวเองไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบของทารก และความไร้เดียงสาจะเป็นตัวกระตุ้นผู้ใหญ่รอบข้างให้เกิดความรักเอ็นดูและอาทร ถ้าเพียงแต่พ่อแม่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้ามาใกล้ชิด โอบอุ้มดูแลทารกนานพอที่จะจับสังเกตในรายละเอียดให้เวลาเฝ้ามองลูก ดูการตอบสนองของทารกต่อสิ่งต่างๆ ฯลฯ ก็จะทำให้พ่อสามารถเรียนรู้จักลูกได้ถ่องแท้พอๆ กับแม่เลยทีเดียว มิใช่ว่าจะต้องคอยฟังรายละเอียดของลูกผ่านผู้อื่นอีกทีหนึ่งและทารกเองก็จะได้โอกาสที่จะเรียนรู้จักเสียงของพ่อสัมผัสของพ่อ เมื่อทั้งพ่อและเด็กต่างก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สุดท้ายจะส่งผลทำให้ พ่อ-ลูกปรับตัวเข้าหากันได้

มีพ่อหลายคนที่กันตัวเองออกจากลูกโดยให้เหตุผลต่างๆ มากมาย และพ่ออีกหลายๆ ครอบครัวที่ถูกผู้หญิงภายในบ้าน เช่น แม่ ยาย พี่เลี้ยง กันพ่อออกจากการเลี้ยงเด็ก นานเข้าจึงทำให้ความรักความเข้าใจและความผูกพันระหว่างพ่อ-ลูกมีน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย พ่อจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจที่จะดูแลทารกตัวเล็กๆ จึงมักปล่อยภาระการเลี้ยงดูให้กับแม่ หรือญาติฝ่ายหญิง ผลที่ตามมาก็คือความบกพร่องของการเรียนรู้ สัมพันธภาพที่ห่างเหิน ละเด็กขาดต้นแบบของเพศชายไป


ขวบปีที่ 2-3 วัยแห่งการเรียนรู้และค้นหา

เข้าสู่ขวบปีที่ 2 เด็กจะมีการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระที่มีความหมายเพิ่มขึ้น สามารถฝึกหัดได้ เริ่มรู้ถึงความต้องการของตัวเองและตอบสนองต่อความต้องการของตัวเองเพิ่มมากขึ้น เด็กจะควบคุมกล้ามเนื้อในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ โดยเริ่มจากการควบคุมทิศทางถูกๆ ผิดๆ ก่อน เมื่อได้โอกาสทำซ้ำๆ ก็จะทำได้ดีขึ้น จึงควรมอบหมายงานให้เด็กทำเพื่อฝึกหัดทักษะของการใช้แขน ขา มือ ตา ฯลฯ ฝึกผ่านการเล่นกลางสนาม การเล่นของเล่น การช่วยตนเองในการอาบน้ำ แปรงฟัน ทานข้าว หรือการช่วยเหลืองานในบ้านฝึกไปสนุกกันไป ฝึกไปก็ทำได้คล่องขึ้นและอารมณ์ดีขึ้นเพราะรู้ว่าตัวเองนั้นทำได้เหมือนกัน ความมั่นใจในตนเองก็จะตามมา สิ้นสุดอายุ 3 ขวบควรมีความสามารถในการขี่จักรยานและทำกิจวัตรได้คล่อง

เด็กวัยนี้ที่เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ เงียบๆ ไม่ค่อยเล่นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการขาดโอกาสฝึกฝนทักษะเนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ไม่กระตุ้นให้เด็กได้มีโอกาสฝึกหัดที่จะทำสิ่งต่างๆ หรือให้ทำแต่ก็บ่นว่าไปพร้อมกับการลงโทษ พ่อแม่ที่มีความวิตกกังวลสูง กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเด็กถ้าปล่อยให้เด็กๆ ทำอะไรเอง กลุ่มนี้มักจะไม่ยอมให้โอกาสเด็กเท่าที่ควร และพบได้ในเด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง เด็กที่ยากจนขาดแคลนหรือเด็กที่มีสติปัญญาต่ำ เป็นต้น

เด็กที่ซนดีกว่าเด็กซึมเหงา มักเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง นั่นเป็นเพราะการที่เด็กซนจะสามารถใช้พลังมาสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวและมักจะมีพื้นฐานทางอารมณ์ร่าเริง แจ่มใสมองสิ่งต่างๆ ในด้านที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กที่ซึมเศร้า ไม่มีความสุข หวาดกลัวกังวลหรือเบื่อหน่าย ท้อแท้ในสิ่งต่างๆ รอบตัวไปเสียหมด แต่ความซนต้องอยู่ในความพอดี วัยนี้เป็นวัยที่เด็กจะแสดงพลังทุกอย่างออกมาเป็นความซุกซน ถือว่าเป็นพฤติกรรมปกติตามวัยอยากรู้อยากเห็น อยากหยิบ อยากคว้า อยากจับ อยากลองไปเสียหมดทุกอย่างเนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว พร้อมกับทักษะก็มีเพิ่มขึ้น เดินเองก็ได้แล้ว แขนขาก็ทำงานได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อมือใช้งานได้คล่องแคล่ว มีความเข้าใจภาษาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจึงน่าสนใจอย่างมากในมุมมองของเด็ก

จุดมุ่งหมายของการเลี้ยงดูเด็กช่วงวัยนี้ จึงมิใช่เพื่อให้เด็กหยุดซน ต้องฝึกให้เด็กซุกซนและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ในขอบเขตที่กำหนดไว้พ่อแม่เป็นผู้ที่กำหนด กฎ กรอบ ขอบเขตที่พอเหมาะสำหรับเด็กเพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถขึ้นไปสูงสุดในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย ทันสมัยและมีอิสระสำหรับคนที่ทำตามเพียงพอหรือไม่เด็กไม่ควรที่จะมีความรู้สึกคับแค้นอึดอัด เบื่อหน่ายอยากจะหลุดออกจากกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ตั้งไว้ พ่อแม่จึงควรสำรวจกฎเกณฑ์ที่ตนเองตั้งไว้อยู่บ่อยๆ กฎเกณฑ์ที่ตนเองตั้งไว้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะและอายุของเด็ก เช่น ตอนที่ลูกเป็นทารกพ่อแม่จะให้ทารกนอนเปลหรือนอนบนที่นอนแต่อยู่ภายในขอบเขตที่พ่อแม่กั้นไว้ เมื่อลูกโตขึ้น คืบคลานได้คล่อง พ่อแม่จะยอมให้มาคลานบนพื้นในห้องนอน พื้นบ้านได้แต่ห้ามเข้าไปในห้องน้ำ ห้องเก็บของห้องครัวหรือบริเวณบันได โตอีกนิดเมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนแล้วก็ห้ามออกนอกรั้วโรงเรียนวิ่งเล่นที่สนามได้ต้องทานข้าวเอง อาบน้ำเอง ห้ามเล่นของมีคม ห้ามพูดคำหยาบและห้ามทำร้ายคน เป็นต้น

กฎเกณฑ์ขอบเขตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้และเผชิญหน้ากับจุดที่เป็นข้อห้ามและข้อที่ต้องทำตามทั้งๆ ที่ไม่พอใจ หลายครั้งที่เด็กทดสอบพ่อแม่ว่ากฎเกณฑ์ที่พ่อแม่บอกนั้นแน่นอนแค่ไหนจริงจังหรือเปล่า เมื่อแม่บอกให้มาทานข้าวเดี๋ยวนี้หมายความว่ารออีกนิดได้ไหมเมื่อแม่สั่งแล้วแต่เด็กทำเพิกเฉยต่อคำสั่งนั้นจะเกิดอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่เกิดอะไรแล้วแม่ก็ยังเรียกซ้ำๆ ทุก 3-5 นาที ก็เท่กับบอกเด็กว่า เวลาที่แม่พูดหรือสั่ง ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องทำทันที รอไปก่อนก็ได้หรือรอได้จนกว่าแม่จะขึ้นเสียงและก้าวเข้ามาก่อนค่อยทำตามที่แม่บอก

การเลี้ยงเด็กวัยนี้จึงเหนื่อยแรงมากกว่าช่วงที่เด็กยังเดินไม่ได้ การสอนการฝึกจึงต้องใช้ทั้งเสียงและการกระทำควบคู่กันไปทุกครั้ง เพื่อช่วยเด็กให้เรียนรู้เข้าใจคำสั่งและทำไปในทิศทางที่เหมาะสมอธิบายมากเด็กก็ไม่รู้เรื่อง การพูดอย่างเดียวก็ไม่สามารถยับยั้งเด็กได้เสียด้วยถ้าแม่เดินเข้ามาช่วยเด็กเก็บของเล่นและจูงมือไปที่โต๊ะอาหาร จะดีกว่า การที่แม่พูดซ้ำๆ 10 เที่ยวจนแม่เริ่มรู้สึกโกรธ ส่งเสียงตวาดคว้าไม้เรียวและลงโทษเนื่องจากเด็กไม่ยอมทำตาม และบีบบังคับให้ไปทานข้าว

การเรียนรู้ใดๆ ก็ตามถ้าผู้สอนและผู้เรียนอยู่ในอารมณ์ที่ดีต่อกัน และมีโอกาสที่จะฝึกทำซ้ำๆ ให้กำลังใจกันไป คนเรียนก็อยากเรียน คนสอนก็สอนด้วยพื้นฐานอารมณ์ที่ดี จะทำให้ประสบความสำเร็จในการสอนได้ดีกว่าการที่ผู้สอนมีอารมณ์ไม่ดี โกรธ ดุ ตี ทำให้เด็กเจ็บ โกรธ กังวลหรือหวาดกลัวอารมณ์เสียเกินกว่าที่เข้าใจสิ่งที่แม่จะสอนแถมทำให้บรรยากาศในการทานข้าวเสียไปด้วย

การฝึกฝนเด็กให้อยู่ในกฎเกณฑ์ จึงต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ค่อยเป็นค่อยไปภายใต้บรรยากาศที่รัก มีเมตตาด้วยท่าทีที่เข้มแข็ง เข้าใจความรู้สึกของเด็ก เลือกเทคนิคที่เหมาะกับลักษณะของเด็กแต่กฎเกณฑ์ชัดเจน มั่นคง จึงจะสามารถฝึกเด็กให้ยังคงความซุกซนอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะได้

การฝึกฝนมักล้มเหลวเมื่อผู้ฝึกใจร้อน หงุดหงิดง่าย คาดคั้น บีบบังคับมาก ไม่แสดงความรักออกมาอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน หรือที่พบได้บ่อยๆ คือ ฝึกไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวให้ทำ เดี๋ยวก็ไม่ต้องทำ เท่ากับบอกเด็กว่าทำก็ได้ ไม้ต้องทำก็ได้เอาไว้คอยดูอารมณ์ของแม่ก็แล้วกันถ้าแม่อารมณ์ดีก็อาจไม่ต้องทำฝึกอย่างนี้เท่าไรๆ ก็ไม่สามารถฝึกเด็กให้มีระเบียบวินัยได้แน่นอน

อารมณ์มั่นคงเรียนรู้การแยกจาก

เมื่อช่วงแรกเกิดยังไม่รู้จักว่าตนเองเป็นอย่างไร คิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของแม่ แต่ต่อมาจึงรู้ว่าตัวเองเป็นคนละส่วนกับแม่ จากการเลี้ยงดูที่เสริมสร้างให้เด็กไว้ใจและผูกพันกับพ่อแม่ เมื่อเด็กเขาไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิมที่คุ้นเคยโดยมีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ เด็กจะดูว่าพ่อแม่มีท่าทีต่อสิ่งแวดล้อมใหม่อย่างไรโดยสังเกตจากสีหน้า ท่าทาง คำพูดและน้ำเสียงของพ่อแม่ว่าเหมือนเดิมไหมถ้าไม่แตกต่างไปจากทุกวันก็เท่ากับบอกว่าสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ไว้วางใจได้ไม่มีอันตราย เด็กจะเริ่มขยับตัวสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว และถ้าไม่แน่ใจในสถานการณ์เด็กจะวิ่งกลับมาหาพ่อแม่ จนเมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรเด็กก็จะเริ่มออกไปสำรวจต่อไปเมื่อทำซ้ำๆ จนเกิดความแน่ใจและมั่นใจในสภาพแวดล้อมใหม่ก็จะเห็นว่าเด็กเดินห่างจากพ่อแม่ไปเล่นได้ไกลขึ้นนั่นหมายความว่าเด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่แตกต่างไปจากที่บ้าน

จะมีความแตกต่างในเด็กที่มีพื้นฐานไม่ค่อยไว้ใจในพ่อแม่ หรือหวาดกลัว ตกใจง่าย หรือไม่ยอมปรับตัวเข้ากับคนอื่น ในสานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม เด็กกลุ่มนี้จะใช้เวลานานกว่าในการปรับตัว เรียกร้องสูง ไม่ก้าวเข้าหาสิ่งของแปลกใหม่ๆ หลายคนที่เกาะยึดติดกับแม่กลัวว่าแม่จะหาย ปฏิเสธที่จะเล่นหรือสำรวจสิ่งใหม่ๆ ส่งผลทำให้การเรียนรู้ของเด็กมีขีดจำกัด วิธีการแก้ไขก็คือ ต้องกลับไปสร้างความไว้วางใจระหว่างเด็กกับพ่อแม่ใหม่ ตอบสนองเด็กให้ตรงกับความต้องการพื้นฐาน ตอบสนองไม่เร็วไปหรือช้าไป ทำอย่างสม่ำเสมอตามรายละเอียดที่กล่าวมาในบทต้นๆ นั่นเอง

สำหรับพ่อแม่ที่ต้องออกไปทำงาน ขณะที่แยกจากเด็กควรให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงและเดินจากมาด้วยท่าทีปกติ ยิ้มแย้มทั้งๆ ที่เด็กอาจจะร้องไห้หรือเรียกร้องมิให้พ่อแม่จากไป อย่าหลอกเด็กและอย่าใจอ่อน ขอให้เข้มแข็ง เพราะการแยกจากด้วยการที่พ่อแม่ต้องไปทำงานเป็นเรื่องของความเป็นจริงในชีวิตที่เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้ จะไดเห็นพ่อแม่อีกครั้งเมื่อถึงเวลาเย็นและพ่อแม่ก็กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ฝึกซ้ำๆ ในที่สุดเด็กจะเข้าใจว่าพ่อแม่จากไปแล้วก็กลับมาทุกครั้ง จนเกิดเป็นความมั่นใจ

การพึ่งพาตนเอง

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกดีจะมีแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือตัวเองตามความเหมาะสมตามวัยมาตั้งแต่เล็ก เนื่องจากควบคุมตัวเองได้เพิ่มขึ้น ทักษะในการใช้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และส่งผลทำให้เกิดเป็นความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเอง ในทางตรงข้ามในกลุ่มที่ถูกควบคุมหรือถูกเลี้ยงด้วยความเข้มงวดเกินไปจะเกิดความรู้สึกสงสัย ละอายไม่กล้าที่จะทำอะไรแปลกออกไป

พ่อแม่ที่ทำทุกอย่างให้เด็กหมดและไม่ปล่อยให้เด็กได้ใช้ความพยายามในการช่วยเหลือตนเองตามวัย กลับรู้สึกว่ารำคาญหรือหงุดหงิดเข้าไปทำแทนเด็ก ทำให้เด็กช่วยตัวเองได้น้อย ก็ยิ้มเสริมให้เด็กเกิดความไม่แน่ใจในตนเองเพิ่มขึ้นทำให้เห็นว่าพฤติกรรมเกาะติดแม่มากขึ้นทั้งๆ ที่เติบโตมากแล้ว

ในกลุ่มที่พ่อแม่ฝึกฝนมากเกินไปกลายเป็นความเข้มงวดหรือคาดหวังสูง หรือในกลุ่มที่ไม่มีเวลาฝึกฝน ทั้ง 2 แบบจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาด้วยรากฐานที่ไม่มั่นคงทั้งสิ้น


วัยอนุบาล 3-6 ปี วัยแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์

เป็นวัยที่ร่างกายเติบโตช้าลง แต่การเติบโตจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอโดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มประมาณสองถึงสองกิโลครึ่งต่อปีและมีส่วนสูงเพิ่มประมาณปีละสองนิ้วครึ่งถึงสามนิ้วครึ่ง ส่วนใหญ่เด็กจะดูผอมลงและดูสูงขึ้น ลักษณะลงพุงและลักษณะกระดูกสันหลังส่วนเอวแอ่นโค้งมาข้างหน้าของระยะทารกจะค่อยๆ ลดลงและหายไป

ควบคุมการเคลื่อนไหวและทรงตัวในท่าต่างๆ ได้ดีขึ้น เดินได้เอง วิ่งคล่อง ชอบห้อยโหน ปีนป่าย ลื่นไถล อายุ 3 ปี ขึ้นบันไดสลับเท้าได้ ขี่จักรยานสามล้อ อายุ 4 ปี สามารถกระโดดเท้าเดียวเดินลงบันไดสลับเท้าได้ อายุ 5 ปี กระโดดสลับเท้า กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงโดยไม่ล้ม อายุ 6 ปี เดินบนส้นเท้า เดินต่อเท้า เดินถอยหลังได้ ใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมาปละกระโดดไกลได้ประมาณ 120 ซม.

ใช้มือได้คล่องในทุกทิศทางถ้าได้รับการฝึกฝน ช่วยตัวเอง เช่น ถูสบู่ ตักข้าว ผูกเชือกรองเท้าและเขียนหนังสือได้ดี มือและสายตาทำงานประสานกันได้ราบรื่น

ด้านอารมณ์ จะเป็นช่วงเด็กมีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง เป็นมิตร กระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อม เด็กสามารถแสดงอารมณ์ได้หลายอย่าง ทั้งอารมณ์รัก พอใจ เสียใจ ซึมเศร้า อิจฉา กังวล กลัว โกรธ ก้าวร้าว เห็นผู้อื่น อยากรู้อยากเห็น เด็กสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้ และพอที่จะระงับอารมณ์ของตนได้บ้าง รู้จักรอคอยได้มากขึ้น รู้จักปลอบตนเองเป็น
กลัววิตกกังวล : ความกลัวในการแยกจากพ่อแม่และความกลัวคนแปลกหน้าจะน้อยลง แยกจากแม่ได้นานขึ้นโดยไม่หวั่นไหว ผูกพันกับคนแปลกหน้าได้ เช่น ครู พี่เลี้ยง เพื่อน เป็นต้น มีความกลัวเกิดขึ้นตามธรรมชาติได้หลายอย่าง เช่น กลัวความมืด กลัวสัตว์ กลัวหมอ กลัวพายุ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติ บางรายเริ่มกังวลเกี่ยวกับการถูกปฏิเสธหรือกลัวว่าพ่อแม่จะทอดทิ้ง ในกรณีที่เด็กป่วยหรือเครียด มักแสดงพฤติกรรมถดถอยกลับเป็นเด็กเล็กกว่าเดิม เช่น กลับมาดูดนมใหม่ ปัสสาวะรดที่นอน อ้อน ติดแม่มากขึ้น ไม่ยอมทำสิ่งที่เคยทำได้แล้ว

อารมณ์โกรธ : เป็นอารมณ์ที่แสดงออกได้ง่ายเมื่อถูกขัดใจ เด็กจะร้องไห้ อาละวาด นอนดิ้นกับพื้นกระทืบเท้า อาจทำร้ายผู้อื่นหรือตัวเอง ถ้าฝึกสอนจะควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมได้เพิ่มขึ้นแต่ยังพบพฤติกรรมอาละวาดได้เป็นครั้งคราว ถ้าฝึกสอนไม่เหมาะสมจะพบว่าเด็กอาละวาดเพิ่มขึ้น หรือเป็นเด็กที่ดื้อเงียบ ไม่สนใจต่อคำสั่งผู้ใหญ่กระทำกิจวัตรต่างๆ ช้า เช่น อมข้าว ขับถ่ายช้า เป็นต้น

อยากรู้อยากเห็น : เป็นเรื่องทางธรรมชาติที่พบได้ในเด็กที่ฉลาดทั่วไป ช่างซักช่างถาม เริ่มรู้จักเหตุผลและต้องการเป็นตัวของตัวเอง ถ้าส่งเสริมดีจะทำให้ความอยากรู้อยากเห็นคงอยู่กับเด็กได้นาน

อิจฉาริษยา : พบได้เมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าตนกำลังจะสูญเสียสิ่งที่ตนรัก พบบ่อยคือการอิจฉาน้อง เพราะเด็กเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสนใจน้องมากกว่าตน

อารมณ์พึงพอใจ : เกิดขึ้นเมื่อเด็กสามารถทำในสิ่งที่ตนต้องการสามารถแสดงความเป็นตนเองได้ พอใจเมื่อได้รับคำชม เด็กที่มีอารมณ์ดีเกิดจากการได้รับการตอบสนองที่เหมาะสมจากผู้เลี้ยงดูที่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก

ด้านสังคม : รู้จักสร้างสัมพันธ์กับคนนอกครอบครัวเพิ่มขึ้น สนใจจะเล่นกับเด็กคนอื่น อยากมีส่วนร่วม ระยะแรกยังทำได้ไม่ดีนักเพราะยังเอาแต่ใจตัวเอง ยังเล่นไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ จะแกล้งกัน ตีกัน แย่งของกันบ่อยเพราะเด็กยังหวงของอยู่ เมื่อฝึกฝนบ่อยๆ ก็จะเริ่มเรียนรู้จักการแบ่งปันการยอมรับการปฏิเสธของเพื่อน รู้แพ้รู้ชนะ การแสดงความเห็นใจเผื่อแผ่ต่อกันได้ แม้ว่าจะยังทำไมได้เต็มที่ก็ตาม

การเล่นสมมติเป็นการเล่นที่สำคัญของเด็กวัยนี้ เช่น เล่นบทบาทพ่อ แม่ ครู ตัวเอกในหนัง เป็นต้น เด็กจะแสดงความรู้สึกนึกคิด ข้อคับข้องใจต่อสิ่งต่างๆ ออกมาผ่านการเล่น การเล่นสมมติของเด็กมักจะถ่ายทอดประสบการณ์จากชีวิต ซึ่งมักเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ต่อกันในครอบครัว เด็กบางคนที่เป็นลูกคนเดียวหรือขาดเพื่อนเล่น อาจสร้างเพื่อนสมมติ (imaginary playmate) เด็กจะเล่นคนเดียว ส่งเสียงพูดคุยเล่น เหมือนมีเพื่อนเล่นจริงๆ อยู่ด้วยซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติที่พบได้ตามวัย

ด้านความคิด :การเรียนรู้ ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่อยู่มาก เด็กไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร ไม่คิดว่าคนอื่นจะมองสิ่งนั้นต่างกับตน เด็กจะทึกทักว่าทุกคนเป็นอย่างที่เขานึกหมด เช่น ต้นไม้ก็พูดได้ เด็กยังไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือความจริงอะไรคือสิ่งสมมติหรือจินตนาการ คิดว่าคนเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ลมเกิดขึ้นได้เพราะมีคนเป่าพ่อแม่สามารถทำอะไรให้ตนเองได้ทุกอย่าง เป็นต้น อายุ 4-7 ปี พอที่จะรับรู้เหตุผลบางอย่าง รับรู้ความเป็นจริงได้บ้าง แต่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเด็กจะคิดโดยใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดจากเป็นประสบการณ์ที่ตนพบเห็น เช่น เด็กถูกพ่อตีจะคิดว่า พ่อไม่รัก พ่อแกล้ง เป็นต้น

ความคิดริเริ่มจะแสดงออกในขณะที่เรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นหลายๆ ด้าน ถ้าไม่ได้รับโอกาสฝึกสอนหรือมีคนทำแทนเด็กไปหมด หรือคอยตำหนิ คอยห้าม เข้มงวดหรือลงโทษมากเกินไป จะทำให้เด็กกลัวเท่ากับไปหยุดยั้งการเรียนรู้และการแสดงความคิดริเริ่มเร้าความรู้สึกผิด ทำให้เด็กกังวลหรือหวาดกลัวอยู่นานจนไปขัดขวางต่อการเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองต่อไป

ด้านจริยธรรม :วัยนี้จะต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์และต้องพัฒนาคุณสมบัติด้านนี้ให้ได้ โดยให้เด็กหัดรับผิดชอบผลจากการกระทำ รู้ว่าพฤติกรรมใดเป็นที่ยอมรับและไม่ยอมรับในสังคม การพูดสอนเด็กจะต้องทำควบคู่กับการลงไปทำกับเด็กจนเด็กสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การสอนที่สม่ำเสมอ และผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีจะช่วยทำให้การฝึกฝนเข้าที่ได้เร็ว เช่น การเคารพสิทธิของกันและกัน การไม่หยิบของผู้อื่น การพูดความจริง การไม่รังแกสัตว์หรือผู้อื่น เป็นต้น เด็กที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่และมีความมั่นคงในจิตใจ จากการได้ความรักและการเลี้ยงดูที่ดีในช่วงแรกของชีวิต ทำให้เด็กพร้อมที่จะรับการสั่งสอนที่ถูกทางหรือข้อห้ามของพ่อแม่
เด็กจะถือว่าการกระทำดีถูกต้อง คือ การไม่ถูกตี ไม่ถูกทำโทษ เด็กจึงยอมทำตามคำสั่งและเชื่อฟังเพราะกลัวถูกลงโทษ ฉะนั้น เด็กวัยนี้จะยึดคำสั่งของผู้ใหญ่มากและต้องการความรัก การยอมรับและการชมเชยอย่างตรงไปตรงมา


บทบาทของพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกวัย 3-6 ปี
1. เข้าใจอารมณ์พื้นฐานของเด็ก เข้าใจลักษณะเด็กวัย 3-6 ปี

2. แสดงความรักที่มีต่อลูกอย่างชัดเจน อย่านำมาปะปนกับการยอมรับในความสามารถของเด็ก หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวมีความต้องการแตกต่างกัน ให้ความเข้าใจ และยอมรับความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงอายุ

3. ฝึกลูกให้ทำสิ่งต่างๆ ตามความสามารถตามวัย กระตุ้นพัฒนาการทุกด้านทั้งกล้ามเนื้อใหญ่เล็ก ภาษาพูด การช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น รวมทั้งมารยาทในการอยู่กับคนอื่น

4. ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง โดยจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยให้เด็กได้ออกกำลังกาย ใช้พลังงานในการสร้างสรรค์ เช่น เดาะบอล, ขับจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อฝึกทักษะในการมองเห็น การได้ฝึก การรับรู้ การถ่ายทอดข้อมูล การเปรียบเทียบการสรรหาข้อมูลต่างๆ ฯลฯ

5. มีความอดทนต่อข้อบกพร่องของลูกในพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เด็กยังมีความสามารถไม่ถึงจุดที่พ่อแม่ต้องการ เข้าใจหลักในการฝึกฝนว่าต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนหัดทำ อย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยให้เด็กได้รับความสำเร็จเป็นขั้นตอนและชื่นชมให้กำลังใจเป็นระยะ และกำจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยปละละเลย

6. ปกป้องอันตรายทุกรูปแบบที่อาจเกิดกับเด็ก เพราะวัยนี้เดินได้คล่อง ชอบปีนป่าย จนบางครั้งทำให้เกิดบาดเจ็บได้.


(update 14 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600