สายสะดือ ทำหน้าที่คอยดูแลน้องหนูตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่ เป็นตัวเชื่อมระหว่างแม่-ลูก เป็นท่อคอยรับออกซิเจนและสารอาหารจากแม่ ผ่านทางรถที่ฝังตัวในมดลูกมาตามสายสะดือเข้าสู่ร่างกายของน้องหนู และยังเป็นทางผ่านนำของเสียออกไปจากร่างกายทารกในครรภ์อีกด้วย แต่เมื่อน้องหนูคลอดออกมา มีนมแม่ที่แสนอร่อย มีอกทั้งนุ่มทั้งอุ่มของคุณแม่ สะดือน้อยก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย
แรกคลอดสำคัญมาก
หลังคลอดแล้วใช่ว่าสะดือจะหมดความสำคัญในทันที ยังต้องมีการดูแลกันหน่อย เพราะถ้าไม่ดูแลความสะอาดให้ดีอาจติดเชื้อได้ง่าย หากมีความอับชื้นหรือมีสารปนเปื้อนเชื้อโรคสัมผัสถูกสายสะดือก็จะเป็นอันตรายได้ เพราะสายสะดือเป็นทางเข้าไปสู่หลอดเลือดที่ยังเปิดอยู่
ช่วงแรกที่หนูน้อยคลอดออกมา สายสะดือเพิ่งถูกตัดออก ที่สะดือของหนูน้อยจะยังเหลือสายสะดือเป็นแท่งสีดำแฉะนิดหน่อยติดอยู่ ซึ่งไม่เกิน 2 วันสายสะดือที่ปกติก็จะเริ่มแห้ง แล้วอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือนานที่สุดไม่เกิน 1 เดือน สายสะดือที่เป็นแท่งสีดำนี้ก็จะแห้งหลุดออกไปเอง เหลือเพียงสะดือสวยๆ ทิ้งไว้ที่พุง ซึ่งช่วงที่สายสะดือลูกยังไม่หลุดนี่ล่ะที่คุณแม่ต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยวัยแบเบาะ
เมื่อไหร่เรียกว่าผิดปกติ
- แผลที่สะดือ (Granuloma)
- หลังคลอดและตัดสายสะดือ ลูกจะมีแผลที่สายสะดือ ถ้าแผลหายไม่ดีจะเป็นเนื้อแดงขึ้นมาคลุมสะดือ ต้องพาไปพบคุณหมอเพื่อจี้ตุ่มหรือติ่งเนื้อที่สะดือนี้ด้วยแท่งสารเคมี Siler Nitrate เพื่อทำให้ติ่งเนื้อหรือเนื้อเยื่อที่เกินมาบริเวณสะดือนั้นเปลี่ยนเป็นสีขาวและฝ่อไปในที่สุด ก่อนการจี้คุณหมอจะทาวาสลีนรอบๆ ผิวหนังของสะดือเพื่อป้องกันรอยดำที่อาจเกิดจากสารเคมี แต่ถึงจะมีรอยดำก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะสามารถจางหายไปเองภายใน 4-5 วัน
- สะดือโป่ง
- น้องหนูบางคนกล้ามเนื้อหน้าท้องยังไม่แข็งแรง หลังคลอดสะดืออาจโป่งออกมาได้ โดยเฉพาะเวลาร้องไห้ จะเกิดยุบหนอพองหนอเลยทีเดียว ให้คุณแม่สังเกตให้ดี ถ้าสะดือโป่งออกมาใหญ่เกิน 2 เซนติเมตร แนะนำว่าให้พาไปพบคุณหมอนะคะ เพราะไส้อาจเลื่อนโป่งออกมาได้
- เลือดออกที่สะดือ
- เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในสมัยก่อน มักเกิดจากทารกขาดวิตามินเค ซึ่งเป็นสารป้องกันอาการเลือดออกในทารกแรกเกิด แต่ปัจจุบันพบน้อยลงเพราะทุกโรงพยาบาลจะฉีดวิตามินเค ให้กับเด็กแรกเกิดทุกรายเพื่อป้องกันภาวะนี้
- นอกจากนี้เลือดออกที่สะดือยังอาจเกิดจากการเช็ดหรือสัมผัสถูกสะดือแรงๆ จนเกิดแผลถลอกและเลือดออกซึมที่สะดือ โดยเฉพาะมักเกิดจากการใช้สำลีพันปลายไม้ถูไปมาบ่อยๆ หรือแรงเกินไป ควรเปลี่ยนมาใช้ผ้าบางๆ สะอาดซับที่สะดือหลังอาบน้ำแทนจะนุ่มนวลกว่า ทำความสะอาดด้วยความเบามือเป็นพิเศษนะคะ หากแผลที่เลือดออกไม่อักเสบ แผลก็จะค่อยๆ หายไปเองค่ะ
- สะดือจุ่น
- เกิดจากลักษณะกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แตกต่างกัน และการปิดไม่สมบูรณ์ของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อท้อง โดยเฉพาะลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักตัวน้อยจะพบได้บ่อย ทำให้มีบางส่วนของลำไส้เล็กและเยื่อบุช่องท้องผ่านวงรอบของสะดือออกมา เมื่อลูกร้องไห้บิดตัวหรือเบ่งถ่ายก็จะมีก้อนปูดออกมารอบสะดือ
- ถ้าสังเกตดูพบว่าก้อนปูดมีลักษณะนุ่ม กดแล้วยุบลงได้เมื่อลูกหยุดร้อง ก้อนนี้ก็มีแนวโน้มจะยุบลงเองได้ง่ายเวลาที่ลูกโต มีรายงานพบว่าถ้าขนาดไม่ใหญ่กว่า 2 เซนติเมตรมักจะปิดได้เองหลังอายุ 1 ปี เมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องลูกแข็งแรงมากขึ้น แต่หากเป็นก้อนแข็งกดไม่ยุบควรพามาพบคุณหมอค่ะ คุณหมอจะวัดขนาดไส้เลื่อน สะดือและแนะนำเป็นระยะว่ามีแนวโน้มจะปิดเองหรือไม่ หากอายุมากกว่า 2 ปี แล้วยังไม่ปิดคุณหมออาจจะให้ผ่าตัดแก้ไข
- สะดืออักเสบ
- ส่วนใหญ่เกิดจากการตัดสายสะดือด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะการคลอดฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลหรืออาจเกิดจากการใช้สารหรือผงแป้งที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคสะดือเด็ก ซึ่งช่วงนี้เชื้อโรคเข้าทางสะดือได้ง่าย และน้องหนูภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงด้วย
- เมื่อสะดืออักเสบจะสังเกตได้ง่ายคือ ผิวหนังรอบๆ โคนสะดือจะแดง บวม สัมผัสดูจะรู้สึกร้อนๆ บางรายอาจมีหนองไหลจากสะดือ มีไข้ ดูดนมไม่ดี ซึมหรือกระสับกระส่าย หากลูกมีอาการเช่นนี้ควรรีบพาลูกน้อยไปพบคุณหมอทันที หรือหากเพียงสังเกตพบว่าสะดือลูกแดงเป็นวงกว้างมากกว่า 1 เซนติเมตรขึ้นไป แม้ว่าลูกจะไม่มีไข้ ดูดนมได้ดี ก็แนะนำให้ไปพบคุณหมอเช่นกันค่ะ คุณหมอจะพิจารณารักษาและจัดยาแก้อักเสบได้
สะดือดูแลไม่ยาก
หลักการสำคัญคือ สะดือต้องสะอาดและแห้งทุกเวลา ซึ่งคุณแม่สามารถดูแลน้องสะดือของลูกน้อยได้โดย
1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนทำความสะอาดสะดือลูก
2. ใช้สำลีก้อนชุบแอลกอฮอล์ 70% บีบให้แห้งพอหมาด เช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ โดยเริ่มเช็ดที่โคนสะดือบริเวณที่ติดกับผิวหนังหน้าท้อง มายังปลายสะดืออย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง อาจจะเป็นช่วงหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือหลังอาบน้ำและการเช็ดแต่ละครั้งให้เปลี่ยนสำลีก้อนใหม่ทุกครั้ง
3. เวลาอาบน้ำทุกครั้งพยายามอย่าให้น้ำโดนสะดือและซับให้แห้ง สะดือจะได้แห้งและหลุดออกไปเร็วค่ะ
4. เมื่อใส่เสื้อผ้าและผ้าอ้อมให้ลูก ควรให้ขอบผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าสะดือลูก เพราะถ้าผ้าอ้อมสัมผัสโดนสะดือ เวลาลูกฉี่อาจจะซึมมาโดนทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น เปิดเสื้อโชว์พุงไว้บ้างนิดหน่อยก็ดีค่ะ เพราะการปล่อยให้สายสะดือได้สัมผัสกับอากาศจะช่วงเร่งให้แห้งและหลุดเร็วขึ้น
5. อย่าเอาผงหรือแป้งโรยสะดือเด็ดขาดเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายน้องหนูได้
6. ช่วงที่สายสะดือยังไม่หลุดนี้ ควรให้ลูกนอนหงาย ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำในท่าทับสะดือ
7. หากเห็นว่าสายสะดือของลูกกำลังจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ อย่าดึงออกค่ะปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติจะดีกว่า เพราะหากดึงอาจเกิดแผลเลือดออกและอักเสบได้
8. หลังจากที่สายสะดือหลุดแล้วอาจจะมีเลือดซึมออกมาจากสะดือ ถือเป็นเรื่องปกติ ให้ใช้ผ้าสะอาดซับเบาๆ เลือดจะหยุดไหลไปเอง
9. ช่วงที่สายสะดือหลุดแล้ว ยังต้องดูแลเรื่องความสะอาดค่ะ อย่าเพิ่งให้สะดือโดนน้ำ เพราะอาจจะอักเสบได้ ต้องดูแลจนกว่าสะดือจะแห้งสนิทนะคะ
ตอนนี้น้องสะดือต้องบ๊าย บายไปก่อน ช่วยดูแลน้องสะดือด้วยนะคะ เพราะอยู่ประมาณสองอาทิตย์ก็หลุดจากไปแล้ว ถ้าคิดถึงก็ก้มดูสะดือตัวเองต่างหน้าน้องสะดือไปก่อนก็แล้วกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : พ.ญ.สุดา เย็นบำรุง กุมารแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ
(update 8 พฤศจิกายน 2008)
[ ที่มา..
นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.150 April 2008 ]
|