ลูกเรา…จะอยู่อย่างไร  เมื่อโลกร้อน


ทุกคนรู้ว่าโลกร้อน รู้ว่าเราร้อน และก็รู้ว่าโลกร้อน ยิ่งโลกร้อนเรายิ่งพยายามทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเราเองและลูกของเราสบายที่สุด

แต่เรากำลังลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ?
ลืม…ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้
ลืม…ว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรบนโลกนี้อย่างสิ้นเปลืองเพื่อความสุขสบายของพวกเรา
ลืม…ที่จะเผื่อแผ่ความรักไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้กับเรา
ลืม…ว่าธรรมชาติ คน สัตว์ ต้องอิงอาศัยและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด
เป็นเรื่องปกติค่ะที่เมื่อเรารักตัวเอง รักลูก รักเพื่อน รักญาติพี่น้อง เราก็ย่อมอยากให้คนที่เรารักอยู่อย่างสบาย มีความสุขที่สุด แต่อย่าลืมรักโลกใบนี้ด้วยนะคะ เพราะโลกใบนี้เป็นบ้านของเรา เป็นทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างของเรา ถ้ายังทำร้ายโลกอยู่แบบนี้ แล้วต่อไปเราและลูกหลานของเราจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไร!

ตอนนี้มีแค่สองทางให้เลือกค่ะ

1. อยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันเป็นไป
2. ลงมือช่วยโลกของเรา
ถ้าคุณเลือกข้อหนึ่ง อยากให้คุณอ่านสกู๊ปต่อไปนี้จนจบ แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง

ถ้าคุณเลือกข้อสองขอบคุณค่ะที่ “มีใจ” เพื่อโลกใบนี้ เพราะดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณช่วยกัน จะเกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยโลกของเรา และช่วยลูกหลานของเราได้ค่ะ


โลกร้อนทำโลกร้าย !
The Era Procrastination, of Half-Measures, of Soothing and Baffling Expecdients, of delays is coming to its Close In its Place We are Entering a Period of Consequences

ยุคสมัยของการผัดผ่อนครึ่งๆ กลางๆ ในความโล่งใจ รักสบาย เอาแต่ได้ ได้สิ้นสุดลงแล้ว เรากำลังก้าวสู่ยุคของการรับผลที่จะตามมา

Sir Winston Churchill
จากภาพยนตร์เรื่อง Inconvenience Truth


ใครจะเชื่อค่ะว่าคำของ Sir Winston Churchill ที่พูดไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนจะกลายเป็นจริงในตอนนี้

มีข่าวหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ตอกย้ำให้รู้ว่าเรากำลังเผชิญกับผลนั้นแล้วซึ้งทั้งหมดเป็นฝีมือของเราเองที่ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกกันว่า “โลกร้อน” ค่ะ

โลกร้อน คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะเรือนกระจก (Green house effect) เพราะการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่งและการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และยังไปเพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน (CFC) อีกด้วย

ขณะเดียวกันการตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาล เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เลยทำให้กลไกลธรรมชาติในการเปลี่ยนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วยโลกก็เลยร้อนขึ้นๆ ค่ะ

ตกใจไหมค่ะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกสูงมากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ส่งให้เกิดส่งให้เกิดผลกระทบมากมายตามมา จนดิฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า โลกใบนี้ของเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน

เอาใกล้ตัวเราเลยคือสภาพอากาศที่แปรปรวน ผิดฤดูกาล อยู่ๆ ก็หนาวขึ้นมาซะเฉยๆ แต่แค่ 2-3 วันก็หายไปแล้ว แต่ทำเอาเด็กและผู้ใหญ่พากันไมสบายเป็นแถวเพราะอากาศเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา 1 เดือนมีครบทุกฤดู อากาศไม่คงที่เลยสักวัน

นี่อาจเป็นสัญญาเตือนระดับอ่อนๆที่กระตุ้นให้เรารู้สึก ให้รีบกลับมาดูตัวเองว้าที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตแบบเบียดเบียนธรรมชาติไปอย่างไรบ้าง


สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก จากภาวะโลกร้อน
“ทะเลกรด” ปรากฏการณ์จากโลกร้อน ซึ่งเวลานี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างเข้มข้น เพราะภาวะทะเลกรดดังกล่าวจะมีผลกระทบในวงกว้างและรุนแรง

นสพ.ไทยโพสต์ 16 ธ.ค. 50

“ปิด 60 รร.ใต้ โคลนถล่มซ้ำ เมืองสุคิรินมิด เบตงจมหนักสุด นราธิวาสเจอสภาวะน้ำท่วม วิกฤตทั้งจังหวัด สุคิรินหนักสุด ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ดินภูเขาถล่มถูกตัดขาดกับโลกภายนอก ชาวบ้านเกือบ 4 หมื่นคนเดือดร้อนไปทั่ว โรงเรียนจมบาดาลสั่งปิดไมมีกำหนด”

นสพ.ข่าวสด 18 ธ.ค. 50

“พายุหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ในทำให้การคมนาคมทางภาคกลางของจีนเป็นอัมพาตประชาชนนับล้านคนที่จะเดินทางกลับไปฉลองตรุษจีนที่บ้านเกิดต้องตกค้างตามสถานีรถไฟและรถโดยสาร ทางการแจ้งว่าวิกฤติครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์ทั้งยังทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 60 คน ส่งผลกระทบต่อคนอีกอย่างน้อย 105 ล้านคน”

นสพ. คมชัดลึก 4 กพ. 51

“หิมะหนา 3 เวนติเมตร ปกคลุมเมืองหลวงของญี่ปุ่นในช่วงเที่ยงวัน เนื่องจากมวลความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามฝั่งทะเลแปซิฟิก มีประชาชนอย่างน้อย 16 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากหิมะตกในกรุงโตเกียว ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บหลังจากลื่นล้มหรือประสบอุบัติเหตุ เหราะหิมะปกคลุมบริเวณทางท้าว มี 4 ราย ขาและแขนหัก”

สำนักข่าวเอเอฟพี 8 ก.พ. 51


มหันตภัยจากโลกร้อน !

ลองทบทวนดูสิค่ะว่าเรามีส่วนทำลายโลกใบนี้มากแค่ไหน และเตรียมใจไว้ให้ดี เพราะดิฉันกำลังจะพาคุณไปรู้ถึงผลกระทบในวงกว้างที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ที่ส่งผลต่อเรา ลูกหลานของเรา และสรรพชีวิตบนโลกค่ะ


1. ผลร้ายต่อระบบนิเวศ

น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ความร้อนเพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรง ทำน้ำแข็งขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ละลายเร็วขึ้น

รู้มัยคะว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือคือตัวกำหนดฤดูกาลว่า ฤดูฝนหรือฤดูหนาวจะสั้นยาวแค่ไหน พอน้ำแข็งเริ่มละลายแบบนี้อากาศในบ้านเราจึงได้ผลกระทบไปด้วยสังเกตดูจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้หน้าร้อนยาวขึ้นหน้าหนาวสั้นลงค่ะ

และปริมาณน้ำแข็งที่ละลายหายไปอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลกระทบอีกต่อหนึ่งทำให้กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนผ่านประเทศต่างๆ ชะลอลง พอถึงฤดูหนาว อากาศก็เลยหนาวเย็นเพิ่มขึ้น

สัตว์ป่า จะเกิดการอพยพหนีการรุกราน เช่น ดอยสุเทพบ้านเรา เวลานี้สัตว์ป่าเริ่มถูกคุมคามจากยุง เพราะอากาศร้อนทำให้ยุงบินสูงขึ้น และแพร่พันธุ์ได้เร็ว รวมทั้งที่ที่เคยไม่มียุงก็จะเริ่มมียุงเพิ่มขึ้น ยุงเริ่มคืบคลานไปอยู่ยังยอดเขาสูงแล้ว

ลองคิดดุเล่นๆ นะคะว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่สัตว์ป่าอพยพหนีเข้าเมือง อะไรจะเกิดขึ้น

สัตว์ เช่น นก กวาง เก้ง เริ่มอพยพไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ๆ ซึ่งมีสัตว์ประจำถิ่นอยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งถิ่นที่อยู่อาศัย ทำให้สัตว์ล้มตาย เกิดผลเสียหายต่อระบบนิเวศน์

ท้องทะเล อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เซลล์ปะการังตาย น้ำทะเลมีความเป็นกรดมากส่งผลให้สัตว์ล้มตายไปเรื่อยๆ เท่ากับแหล่งอาหารของมนุษย์เราก็จะหายไป

นอกจากนี้สาหร่ายสีน้ำตาลแดง หรือที่เรียกว่า สาหร่ายบูม จะแพรกระจายจนลอยมาติดชายหาด ตัวมันจะส่งกลิ่นเหม็นและมีเชื้ออหิวาตกโรคอยู่ด้วย

ปลาหรือสัตว์น้ำที่กินสาหร่ายนี้เขาไปก็จะมีการปนเปื้อนของเชื้ออหิวาตกโรคมากขึ้น เมื่อเรากินปลาเหล่านี้เราก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ค่ะ


2. ผลร้ายต่อเศรษฐกิจ

โลกร้อนทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากน้ำแข็งทั่วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลขยายตัว ความแรงของคลื่นก็สูงขึ้นด้วยส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งที่มีอาณาเขตกว้างขึ้น บ้านเรือน ต้นไม้ ชายหาด หรือแม้แต่ฟาร์มสัตว์น้ำริมทะเล จะได้รับความเสียหายจากการกัดเซาะนี้
  • น้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลาย ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจืดในช่วงฤดูร้อนหลายประเทศด้วยค่ะ เช่น บังกาเทศ พม่า ทิเบต ภูฏาน ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากน้ำแข็งที่อยู่บนยอดเขาหิมาลัย ที่ละลายเพื่อผลิตไฟฟ้า การเกษตร และอุปโภคบริโภค

    แต่เมื่อน้ำแข็งละลายรวดเร็วจะทำให้เกิดน้ำท่วม และผลกระทบยังลามไปจนถึงผลเสียต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศด้วย

  • เกิดฝนตกหนักเฉาะที่ เพราะไม่มีลมที่ทำให้เม็ดฝนกระจายตัว ความชื้นในอากาศเยอะ ลอยตัวต่ำ จึงไม่สามารถไปตกที่อื่น ได้ เมื่อตกเฉพาะที่ก็เกิดน้ำท่วมดินถล่มตามมา ผลผลิตทางการเกษตรก็เสียหาย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรราคาแพง

  • เกิดภัยแล้ง ไฟป่า และสัตว์อพยพทำให้ขาดแคลนน้ำใต้ดิน 15 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ผู้ผู้คนอาจเกิดโรคภัยตามมาจากปัญหาหมอกควันของไฟป่าด้วย

  • ยุงและแมลงศัตรูพืชแข็งแรงขึ้นถ้าอากาศร้อนอยู่เรื่อย จะทำให้ยุงรอดตายและแพร่พันธุ์ไปทั่ว เชื่อไวรัสและแบคทีเรียที่อาศัยในยุงจะเติบโตแข็งแรง เมื่อยุงมากัดเราก็ทำให้เกิดการแพร่ระบาด

    อีกทั้งอากาศร้อนยังทำให้แมลงศัตรูพืชแข็งแรงขึ้น เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่รุนแรงเพิ่มขึ้น แล้วพวกเราก็คือคนที่รับสารพิษนั้นเต็มๆ
ทั้งหมดคือผลกระทบที่เกิดในวงกว้างแต่ล้วนย้อนกลับมาทำร้ายเรา และลูกหลายเราโดยตรง !


3. ผลร้ายต่อสุขภาพ
1. เกิดโรคระบาด

เมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้นประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส นอกจากจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศน์ทั้งระบบแล้ว บรรดาเชื้อโรคและพาหะนำโรคก็ปลอดโปร่งค่ะ เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่ชอบอากาศร้อนและสามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงพาหะนำโรคต่างๆ เช่น พวกยุงต่างๆ โดยเฉพาะยุงก้นปล่องที่มาของโรคไข้มาลาเรียจะระบาดมากขึ้น ยุงลายพาหะของไข้เลือดออก และด้วยปริมาณยุงที่เพิ่มอย่างรวดเร็วนี้เองทำให้ลูกหลานของเรามีโอกาสถูกกัดสูง

ปี 2550 พบการระบาดของไข้เลือดออกรุนแรงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในโรงพยาบาลต่างๆ ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังเกิดโรคใหม่ๆ เช่น ไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์ที่มีค้างคาวเป็นพาหะ ก่อนหน้านี้มีก็การระบาดในประเทศมาเลเซีย มีความเป็นไปได้ค่ะที่เราจะพบการระบาดในเมืองไทยของเราอีกปัจจัยหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและการเกิดน้ำท่วม ทำให้โรคทางเดินอาหารอย่าง ท้องเสีย ท้องร่วง การระบาดของอหิวาตกโรค เกิดขึ้นได้ง่าย

2. ขาดแคลนน้ำและอาหาร

มีรายงานจากการประชุมคณะทำงานระหว่างรัฐบาลแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเตือนว่าอีก 70 ปี คนหลายพันล้านคนจะขาดน้ำจะขาดน้ำและระบบนิเวศวิทยา เช่น ป่าอะเมซอนจะล่มสลาย เพราะผลจากภาวะโลกร้อน

และมีการระบุว่าในอีก 73 ปี จะมีประชากรโลกมากถึง 1.1-3.2 พันล้านคนจะขาดน้ำดื่มอย่างแรง และอีก 200-600 ล้านคน จะอดอยาก ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชนราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมาค่ะ

คนจะอพยพลี้ภัยไปอยู่ในที่มีความสมบูรณ์มากกว่า เมื่อทุกคนมากระจุกตัวรวมกัน แย่งกันกินแย่งกันใช้ เชื่อเถอะว่าสังคมจะไม่สงบสุขอีกต่อไปอย่างแน่นอน

3. ความร้อนฆ่าคนได้มากขึ้น

โรค Heat Stroke จากการได้รับความร้อนมากจนเกินไป หรืออยู่ในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน เพราะไม่ได้รับการชดเชยน้ำหรือเกลือแร่ที่สูญเสียอย่างเพียงพอ ซึ่งมักจะเกิดกับผู้สูงอายุหรือผู้มีร่างกายอ่อนแอ แม้ในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง โดยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง หมดสติเกิดลมชัก และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที ก็อาจเสียชีวิตได้ค่ะ

ปกติอุณหภูมิของร่างกายจะทนความร้อนได้ประมาณ 40 องศา แต่ก็ขึ้นกับความแข็งแรง อายุ และวัยด้วย วีป้องกันคือในเด็กจะต้องคอยสังเกตว่าลูกขาดน้ำหรือเปล่า โดยดูจากริมฝีปากว่าแห้งหรือไม่พยายามให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ เข้าไว้ค่ะ

รักลูก…รักโลกกันเถอะ

ความจริงอันน่าเศร้าคือ สถานการณ์โลกร้อนตอนนี้ไม่สามารถย้อนกลับให้ดีเหมือนก่อนได้อีกแล้ว สิ่งที่ทำได้และต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน คือไม่ทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ไห้โลกใบนี้ทำร้ายลูกหลานเราค่ะ

เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราทำในวันนี้จะเป็นในเครื่องยืนยันว่า “เรารักลูกจริงๆ หรือรักตัวเอง” ถ้ารักลูกเราต้องสร้างโลกที่ดีให้เขาได้อยู่และเติบโตขึ้นมาอย่างไม่ทรมานรับผลที่เราทำไว้กับโลกร้อนๆ ใบนี้

คุณพร้อมจะทำเพื่อลูกหลานของเราหรือยังคะ

มี 2 อย่างเท่านั้นค่ะที่ต้องทำ
1. เปลี่ยนความคิด
2. เปลี่ยนการใช้ชีวิต

เปลี่ยนความคิด
1. จากที่เคยคิดว่า แค่ฉันคนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ใช้ถุงพลาสติกวันละใบเอง แก้วพลาสติกวันละแก้วเอง

ลองคิดใหม่สิคะ…เราคนเดียวลดถุงพลาสติกวันละ 1 ใบ จะลดไปได้ถึงปีละ 365 ใบ ทีเดียว และถ้ามีคนทำแบบเราแค่ 100 คน ก็สามารถลดขยะพลาสติกให้โลกได้ถึงหมื่นกว่าใบแล้วนะคะ

2. “เดี่ยวจะเริ่มแล้วนะคะ” อย่าทำแค่ในความคิดค่ะ ลงมือปฏิบัติเลย เพราะโลกของเรารอไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าอยากให้ลูกหลานอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เราต้องช่วยโลกเดี๋ยวนี้

3. ขอแค่สม่ำเสมอ อย่าทำเพราะตามกระแส แต่ให้หยั่งรากลึกลงในใจ บอกกับตัวเองไว้ว่า การกระทำของเราทุกๆ อย่างจะส่งผลต่อโลกใบนี้ ซึ่งรวมทั้ง คน สัตว์ธรรมชาติด้วย ซึ่งอาจทำให้เราต้องลดความสะดวกสบายลงบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับนั้นยิ่งใหญ่กว่าคือได้รักษาโลกอันสมบูรณ์นี้ให้ลูกหลานของเรา

ป.ล. จะดีมากๆ ถ้าทั้ง 3 ข้อนี้จะถูกส่งต่อไปยังทุกคนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงทุกคนที่รู้จักด้วย

เปลี่ยนชีวิต

ดิฉันเชื่อว่า เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเราเปลี่ยน จะทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนความคิดได้ ก็ไม่ยากที่ “เราจะลงมือทำ”

แค่การเปลี่ยนความเคยชินบางอย่างใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด เริ่มได้ง่ายๆ โดย…

1. จัดบ้านลดโลกร้อน

สำหรับครอบครัวแล้ว การอยู่บ้านถือว่าดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด แต่ยังไม่พอค่ะเราต้องจัดบ้านไม่ไปเพิ่มความร้อนให้กับโลกด้วย
  • รื้อข้าวของที่ไม่จำเป็นออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับบ้าน การมีของใช้ที่ไม่จำเป็นเยอะแยะไปหมด จะทำให้บ้านแคบลง ไปบังทางเดินของแสงได้ ทำให้เราต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อให้บ้านสว่าง

  • ของใช้ที่มีอยู่ อะไรที่พอซ่อมแซมได้ก็ซ่อมค่ะ ดีกว่าปล่อยทิ้งเอาไว้ ให้มันไร้ประโยชน์

  • คุณแม่บ้านที่ชอบช้อปปิ้ง หรือชอบแต่งบ้าน คงต้องคิดสักนิดก่อนซื้อล่ะโดยดูถึงความจำเป็นในการใช้งานเป็นหลักและถ้าต้องซื้อก็ควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้

  • เลือกใช้สีทาบ้านที่ปลอดสารพิษ

  • งดปูพรมในบ้าน เพราะว่าจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นแล้ว ขั้นตอนในการทำความสะอาดนั้นยุ่งยากมากค่ะ ต้องใช้เครื่องดูดฝุ่น น้ำยาทำความสะอาดพิเศษทำให้สิ้นเปลืองทั้งแรง พลังงาน และเงิน

  • ติดฉนวนกักอุณหภูมิที่ฝาผนังและฉนวนกันความร้อนที่เพดานบ้าน จะช่วยให้บ้านเย็นในหน้าร้อน และอุ่นในหน้าหนาวค่ะเพราะอุณหภูมิในห้องคงที่ ถ้าบ้านใครที่ติดแอร์และเปิดแอร์บ่อย การทำแบบนี้จะช่วยประหยัดไฟได้มากเลยนะคะ

  • ปลูกต้นไม้ค่ะ ยิ่งปลูกเยอะๆ ยิ่งดีเพราะนอกจากจะให้ร่มเงาแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนเพราะต้นไม้ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้ แล้วจึงแปรรูปออกมาเป็นออกซิเจน

    รู้มั้ยว่าต้นไม้ใหญ่แค่ต้นเดียว ช่วยให้อากาศสดชื่นพอๆ กับแอร์ขนาด 12,000 บีทียู 1 เครื่อง บวกกับเครื่องฟอกอากาศเลยทีเดียวนะคะ

    จะให้ดีขึ้นไปอีกก็ปลูกพืชผักสวนครัวหรือผลไม้ไว้กินเองด้วย ไม่ต้องเสียเงินซื้อมั่นใจในความปลอดภัย ร่วมทั้งประหยัดสตางค์ด้วยค่ะ

2. ที่ทำงาน ร่วมด้วยช่วยกัน

ออฟฟิตแทบทุกทีค่ะ ต้องใช้กระดาษและคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเราสามารถเปลี่ยนความเคยชินโดยการ
  • เปิดคอมเมื่อถึงโต๊ะและคุณพร้อมที่จะนั่งทำงานเท่านั้นค่ะ อย่าเปิดแล้วไปเดินชงกาแฟ เพราะคิดว่ากว่าเครื่องจะบูธเสร็จคงพอดีกัน เพราะว่าในความเป็นจริงเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนมากใช้เวลาในการบูธเครื่องไม่ถึง 1 นาที

  • ตั้งให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน stand by หรือ sleep เร็วขึ้น

  • ที่สำคัญจัดตารางเวลาการทำงานให้ดี พยายามอย่าเอางานกลับมาทำที่บ้านจะได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่จะใช้ทำงานด้วย

3. ตั้งสติก่อนทิ้ง

การแยกขยะมีความจำเป็นมากค่ะตามบ้านส่วนใหญ่มักจะใช้ถุงพลาสติกใส่เศษอาหาร แล้วมัดปากถุง รอให้รถขยะมาเก็บ แต่รู้ไหมว่าการทำแบบนี้ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ ซึ่งอานุภาครุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่าเชียวค่ะ เลยกลายเป็นบ่อหมักก๊าซชีวภาพดีๆ นี่เอง เมื่อโดนของหนักๆ ทับมันก็แตก ก๊าซชีวภาพก็ลอยออกมา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกสะสมในทุกวันนี้ไงค่ะ

เราจึงต้องแยกขยะก่อนทิ้งเสมอค่ะแบ่งง่ายเป็น 4 ชนิด นอกจากจะช่วยสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างรายได้ให้ครอบครัวด้วยนะคะ และจะดียิ่งขึ้นถ้าหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกค่ะ
1. ขยะเปียก จำพวกเศษอาหาร วิธีที่ดีที่สุดในการจำกัดคือทานอาหารให้หมดและไม่ซื้ออาหารมากักตุนจนกินไม่ทันเมื่อเราทานหมดก็ลดปริมาณขยะลงไปโดยปริยาย

แต่ถ้ามีเศษอาหารเหลือ ให้ใช้วีธีขุดดินแล้วเทเศษอาหารลงไป ใส่ EM Effec tive Microorganisms (หัวเชื้อกลุ่มจุลลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป) เพื่อช่วยในการขยายสลาย จากนั้นเอาดินกลบหลุมเหมือนเดิม ถ้าหากไม่มีหลุมดินใช้ถังพลาสติกก็ได้ เมื่อเศษอาหารย่อยสลายก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ได้ด้วย

2. ขวดพลาสติก แยกที่เป็นขวดแบบใส ขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำดื่มไว้ส่วนหนึ่ง และแยกพวกขวดแชมพู ขวดน้ำยาต่างๆ เอาไว้อีกส่วนหนึ่ง เพราะพวกขวดใสจะขายได้ราคาดีกว่า

3. กระดาษ จำพวกหนังสือพิมพ์สมุดหน้าเหลือง เอาไว้ชั่งกิโลขาย หรือจะเก็บเอาไว้ทำงานประดิษฐ์อย่างเปเปอร์มาเช่หรือกระดาษก็เข้าท่าค่ะ

หนังสือ จะขายเป็นมือสอง หรือว่าจะบริจาคให้ตามห้องสมุดก็ได้ ส่วนพวกซองจดหมายทั้งหลาย เวลาได้มาค่อยๆ แกะนะคะ จะได้นำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก

4. โลหะ พวกกระป๋องสเปรย์ กระป๋องบรรจุอาหารสามารถนำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ค่ะ หรือถ้าจะล้างน้ำเพื่อเก็บไว้ขายก็ได้ราคาดีนะคะ อย่าลืมแยกฝาปิดกระป๋องที่ทำจากอลูมิเนียมไว้ต่างหากด้วยเพื่อบริจาคทำขาเทียมให้กับผู้ที่ต้องการหรือจะขายก็ได้ราคาเช่นกันค่ะ

4. เดินทางให้เหมาะสม

การเดินทางสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยเลยค่ะ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีเดินทางได้ก็จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ค่ะ
  • จากที่เคยช้อปปิ้ง/ขับรถไกลๆ ไปกินข้าวทุกอาทิตย์หรือบ่อยกว่านั้นลองปรับเวลาเป็นแค่เดือนละครั้งหรือสองครั้งดูค่ะ ประหยัดเงินในกระเป๋า ประหยัดเวลา และช่วยลดมลพิษด้วย

  • หรือลองเปลี่ยนมาใช้บริการของขนส่งมวลชนดู เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ
    ให้เด็กๆ ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเพราะถ้าเราไม่ต้องขับรถเอง เราจะมีเวลาชี้โน่นบอกนี่ให้ลูกได้เรียนรู้ตลอดทาง

  • อย่าลืมว่างแผนการเดินทางล่วงหน้าจะทำให้รถเราประหยัดน้ำมัน เพราะเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด ไม่เสียเวลา และรถสำหรับคนเมือง ควรเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมันและมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กต่ำกว่า 1,500 ซีซี

  • ขับด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กม./ซม. จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก ตรงกันข้ามการเหยียบคันเร่ง แล้วเหยียบเบรกบ่อยๆนั้นกินน้ำมันสุดๆ ทีเดียว

  • ดับเครื่องเมื่อจอดรถ เช่น แวะซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ แม้จะเพียงไม่นานทำให้ไม่เกิดการเผาผลาญคาร์บอนไดออกไซด์ จากเครื่องยนต์ออกมาทำร้ายโลกฟังดูอาจจะเล็กน้อย แต่ถ้าคนทั้งโลกช่วยกันทำแบบนี้ ก็ช่วยได้เยอะเลยนะคะ

  • อย่าลืมเช็คลมยางบ่อยๆ ด้วยนะคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือทุกครั้งที่เราเติมน้ำมัน (ยางจะอ่อนตัวลงทุก 4.1 กิโลปาสคาล ทำให้เปลืองน้ำมันขึ้น 1 %)

  • ปั่นจักรยาน เวลาไปในที่ใกล้ๆ ได้ออกกำลังกายไปในตัวและไม่ก่อมลพิษอีกอย่างหนึ่งการวิจัยพบว่าการขี่จักรยานวันละแค่ครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้อายุยืนขึ้น 4 ปีเลยนะคะ


(update 12 กันยายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ที่ 26 ฉบับที่ 303 เมษายน 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600