โลกร้อนจะสอนลูกอย่างไรดี


ใครที่พูดว่า งานเลี้ยงลูกนั้นง่าย แสดงว่า คนพูดยังไม่เคยมีลูก

เพราะโลกเราเปลี่ยนไปทุกวีทุกวัน มีเรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวินาที และก็เป็นหน้าที่ของเราที่เป็นพ่อแม่ซึ่งจะต้องทำให้ลูกตามทันสิ่งที่เปลี่ยนไปให้ได้ อะไรใหม่ๆ พ่อแม่ก็ต้องรู้ แล้วก็ต้องมาขบคิดว่า เราจะช่วยให้ลูกของเรารู้และเข้าใจได้อย่างไร ซึ่งมันไม่ง่ายเลย

คราวนี้ก็คือเรื่อง 'ภาวะโลกร้อน' ที่เราและลูกของเราจะต้องทำความรู้จักอย่างจิงจังเสียทีครับ

หลายคนอาจมองว่า โลกร้อนก็ร้อนไปสิ มันจะเกี่ยวอะไรกับฉันและลูกของฉัน ถ้ามันร้อนฉันก็จะอยู่ในห้องแอร์ ไม่เห็นจะต้องไปกังวลกับมันสักหน่อย เรื่องอื่นมีตั้งเยอะแยะที่จะสอนลูก ถ้าคุณคิดอย่างนี้ก็คงจะว่ากันไม่ได้ แต่ผมอย่างให้คุณทำใจสบายๆแล้วหาหนังสือพิมพ์ นิตยาสาร ที่มีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่านหรืออาจค้นคำว่า 'โลกร้อน' ในอินเตอร์เนต รวมไปถึงอ่านรักลูกฉบับนี้ก็ได้ คุณก็จะรู้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากไม่ช่วยกันแก้ไข มันจะกลายเป็นมหันตภัยของมนุษยชาติเลยทีเดียว

คุณคงเคยได้ยินนะครับว่า ชายฝั่งทะเลกรุงเทพฯ ของเรา ในบางขุนเทียนมีน้ำบ่าข้าท่วมเทือกสวนไร่นาของชาวบ้าน จมหายไปก็เยอะ ทำให้ผู้คนแถบบางขุนเทียนหมดที่ทำมาหากิน นั่นไม่ใช่เป็นเพราะน้ำเหนือบ่าและน้ำทะเลหนุนอย่างที่เราเคยคิดเคยเห็นนะครับ แต่เป็นเพราะระดับน้ำทะเลมันสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ละลายเนื่องจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และหากเป็นไปตามการคาดคะเนของนักวิทยาศาสตร์ภายในไม่เกิน 20 ปี มันจะสูงขึ้นมาอีกเป็นเมตรๆ เลยทีเดียว ถึงตอนนั้นกรุงเทพฯ ของเราก็จะแปรสภาพไปเป็นเมืองบาดาลอย่างแน่นอน ใครมีที่ทางอยู่แถวภาคเหนือ และภาคอีสาน เริ่มมองหาทางหนีทีไล่ได้เลยนะครับ

แล้วคุณเคยสังเกตไหมว่า ตอนนี้เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เป็นหวัด หอบหืด หรือเป็นภูมิแพ้กันมากขึ้น หลายคนไปโทษเรื่องมลภาวะอากาศบ้างละ อาหารที่ดัดแปลงพันธุกรรมหรือ GMO บ้างล่ะ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามเรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นเพราะอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ต้นหมากรากไม้หลายชนิดเลยผลิดอกออกผลเร็วกว่าเดิม ทำละอองเกสรฟุ้งกระจายออกไปในช่วงเวลาที่ผิดแผกไปจากเดิม ผลก็คือทำให้เราเป็นหวัดเป็นโรคภูมิแพ้กันเกือบทั้งปี แทนที่จะเป็นเฉพาะช่วงเวลาเดิมๆ นี่ผมก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง คือเจ้าต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่บ้านของผมปกติมันจะออกดอกประมาณช่วงก่อนเข้าสงกรานต์ แต่มาปีนี้ผมเห็นมันบานตั้งแต่หลังปีใหม่มาแล้ว จะเป็นเพราะว่าโลกร้อนหรือเพราะมันใจร้อนอยากจะออกดอกเต็มที่ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ลองพิจารณาดูอีกเหตุการณ์ครับ รู้สึกไหมครับว่า ฤดูกาลของบ้านเรามันแปลกๆ อย่างหน้าหนาวของกรุงเทพฯ จริงๆ มันสั้นมาก แต่พักหลังๆ มานี้ นอกจากจะสั้นแล้วมันยังมีอะไรแปลกๆ ประมาณหนาวจัด 3 วัน พอวันที่ 4 ร้อนจนแทบบ้าตาย ถัดไปอีกวันฝนตกอย่างกับฟ้ารั่ว เรียกว่า อาทิตย์เดียวเจอครบ 3 ฤดูเลยไม่ต้องเสียสตางค์ไปพักตากอากาศที่ไหน อยู่กับบ้านในกรุงเทพฯนี่แหละ เดี๋ยวอากาศแปลกๆ แวะมาหาถึงบ้านเอง

คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

มันเกิดจากการเผาพลาญน้ำมันเชื้อเพลิงของเรานี่แหละครับการที่เราใช้น้ำมันกับรถยนต์ เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมหรือปั่นกระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้าน ทั้งหมดนี้แหละ สาเหตุหลัก

ก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดมาจากการเผาไหม้ทั้งหลายจะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศของโลก แล้วแผ่ตัวปกคลุมโลกเหมือนกับเราเอาฝาชีขนาดมหึมาครอบโลกเอาไว้ แล้วเอาฝาชีคาร์บอนไดออกไซด์อันนี้มันก็จะควบคุมไม่ให้ความร้อนของโลกหายไปไหนได้ เหมือนเรากำลังอยู่ในเตาอบเลย ดวงอาทิตย์ก็ส่งความร้อนมาให้โลกเราทุกวัน ความร้อนไมมีการระเหยออกไปก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ช่วยกันยับยั้งมัน ไม่แน่นะครับเราอาจจะกลายเป็นคนอบเหมือนไก่อบ เป็ดอบที่เราชอบรับประทานกันก็ได้

เมื่อฟังปัญหาโลกร้อนนี่ดูน่ากลัวจริงๆ แต่ก็อย่าเพิ่งไปตื่นตระหนกครับ เราสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อหยุดมหันตภัยของมนุษยชาติได้ ผมขอย้ำว่า 'ช่วยกันคนละไม้คนละมือ' อีกครั้งนะครับ เพราะว่าปัญหานี้ชาวโลกทุกๆ คนจะต้องช่วยกันทั้งคนรุ่นพ่อแม่อย่างเรา และคนรุ่นลูกหลานด้วย

เราต้องทำในสิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้ และสอนลูกหลานของเราให้ทำด้วย
1. ลดการใช้พลังงานทุกชนิด ใช้แค่พอจำเป็นอย่าฟุ่มเฟือยไมต้องเปิดแอร์ได้ไหม ใช้เครื่องไฟฟ้าที่ประหยัดไฟ ไปไหนมาไหนใช้รถประจำทาง รถไฟฟ้าแทนการใช้รถส่วนตัว อย่าเปิดไฟทิ้งไว้ลดการใช้พลังงานมันทำให้เราใช้น้ำมันน้อยลง นั่นก็คือการช่วยให้คาร์บอนไดออกไซด์ก็ลดน้อยลงด้วย

2. ช่วยปลูกต้นไม้ให้เยอะๆ เมื่อตอนเป็นเด็กคงจะจำกันได้ว่าเราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ครูจะสอนเราว่า ต้นไม้จะช่วยดูดซับเอากาซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อให้ต้นไม้เติบโต พูดง่ายๆ คาร์บอนไดออกไซด์ก็เปรียบเสมือนอาหารของต้นไม้ ต้นไม้ยิ่งเยอะคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะยิ่งลดลง พวกเราก็จะปลอดภัยจากภาวะโลกร้อน แถมต้นไม้ยังช่วยดูดซับความร้อนอีกด้วย เรียกว่า ได้ 2 ต่อเลยทีเดียว

3. ใช้วัสดุทุกอย่างด้วยความประหยัด และให้คุ้มค่าที่สุด คือ ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนใช้ไม่ได้นั่นแหละครับ กระดาษที่ใช้เขียนหนังสือก็ใช้ทั้งสองหน้า เมื่อเขียนหมดแล้วก็อย่าทิ้ง หาทางใช้ประโยชน์อย่างอื่นให้ได้ เสื้อผ้าก็ใช้ให้คุมที่สุด ใช้จนขาดยิ่งดีจะได้ประหยัดพลังงานในการผลิต
ตอนนี้กำลังเห่อแฟชั่นถุงผ้ากัน ผมขอบอกตรงๆ ว่าเบื่อหน่ายพวกที่มีถุงผ้า 20-30 ใบ เขาบอกว่าจะต้องไม่ใช้ถุงพลาสติกกัน เนื่องจากพลาสติกเวลาทำลายมันต้องใช้พลังงานในการเผาถ้าใช้ถุงผ้า มันจะย่อยสลายไปเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำมัน ไม่เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิดความร้อน แต่คุณเล่นสะสมถุงผ้าเป็นแฟชั่น สุดท้ายคุณก็บริโภคเกินความจำเป็นอยู่ดี

อย่าลืมว่ากว่าจะมาเป็นถุงผ้าได้ต้องใช้พลังงานเหมือนกันเพราะนั้น อย่าไปเห่อตามแฟชั่นครับ หากที่บ้านมีถุงพลาสติกหรือภาชนะพลาสติกอยู่ ก็ใช้ไปเถอะครับ ใช้มันจนพังแล้วค่อยหาภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติมาใช้

แล้วจะสอนลูกอย่างไรดีกับเรื่องโลกร้อน?

หากคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ 'รักลูก' ก็จะรู้ว่าเรากำลังเน้นการใช้ทฤษฎีเซลล์กระจกเงาในการสอนลูก เราต้องสอนลูกด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกครับ หรือที่คนโบราณได้สอนเราไว้ว่า 'ลูกไม้ย่อมหล่น ไม่ไกลต้น' นั้นแหละครับ

สิ่งที่ผมแนะนำหากคุณลงมือปฏิบัติเองให้ลูกได้เห็น ไม่นานเขาก็จะทำตาม ไม่ต้องไปอธิบายอะไรมากมาย ถ้าหากเขาถามว่าโลกร้อนเป็นอย่างไร พาเขาไปยืนกลางแดดร้อนสัก 5 นาที แล้วถามเขาว่า รู้สึกสบายไหม แน่นอนเขาต้องตอบว่า ไม่สบาย เราก็สามารถบอกเขาต่อด้วยคำพูดง่ายๆ ว่า ถ้าหนูไม่ทำเหมือนอย่างที่แม่ทำ แดดมันจะร้อนกว่านี้ บ้านเราจะร้อนกว่านี้ แล้วเราจะยิ่งไม่สบายมากขึ้น อย่าเป็นนักวิชาการสอนลูกเรื่องภาวะเรือนกระจกน้ำแข็งละลายจะทำให้น้ำท่วมโลก ฯลฯ เป็นอันขาด เพราะแกจะยิ่งงงมากขึ้น แล้วการสอนของคุณจะไม่เกิดผลอะไรเลยครับ


(update 5 กันยายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ที่ 26 ฉบับที่ 303 เมษายน 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600