จะเป็นไปได้ยังไงกันก็ลูกแม่น่ะ อยู่บ้านสุดแสนจะเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ไปโรงเรียนลูกเราจะเกเรได้ไงจริงมั้ย...พ่อ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปค่ะ ว่าทุกอย่างที่คุณอาจได้รับจดหมาย หรือสมุดรายงานหรือแม้แต่โทรศัพท์มาบอกว่า คนดีของคุณน่ะ ตอนนี้คือวายร้ายประจำห้องเรียนไปซะแล้วว.... เอาล่ะเมื่อเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นแบบนี้
คุณก็ต้องจัดการด้วยวิธีแบบนี้ค่ะ
1. ฟังคนดี๊ คนดี ของคุณก่อน
หลังจากที่คุณครูของลูกแจ้งคุณว่าอยากพบหารือเรื่องพฤติกรรมของลูกรัก คุณต้องคุยกับลูกค่ะว่าทำไมครูถึงเรียกคุณไปพบ จากนั้นก็ฟังลูกคุณว่าเขาจะพูดอะไร อ้อ... ฟังอย่างตั้งใจด้วยนะคะ อย่าพูดอะไร ปล่อยให้ลูกพูดให้หมด เพราะเขาจะคิดว่าคุณโทษเขาว่าผิด แต่ก็อย่าจบสนทนาด้วยการเข้าข้างลูกแล้วโทษครู เพราะเด็กๆ จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยถ้าคุณทำอย่างนั้น
2. ทีนี้ฟังคุณครูพูดบ้าง
ถามคุณครูตรงๆ ค่ะว่าเกดอะไรขึ้น คุณจำเป็นจะต้องรู้พฤติกรรมแย่ๆ ของลูก ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มีลักษณะอย่างไร และเป็นบ่อยไหมข้อมูลเหล่านี้เองแหละที่จะทำให้คุณรู้ว่าที่มาที่ไปมันคืออะไร ถามคุณครูว่าอยากให้คุณช่วยเหลืออย่างไร ให้คุณครูได้เห็นว่าคุณจริงจังกับเรื่องนี้และยินดีจะช่วยแก้ไขพฤติกรรมลูก
3. ให้ความร่วมมือกับคุณครู
เด็กๆ ที่มีพฤติกรรมเกเร จะมีพฤติกรรมไม่ดีอย่างนั้นอาจจะหนึ่งหรือหลายครั้ง ให้ความร่วมมือกับคุณครูในการแก้ไขและตัดสินใจที่จะวางแผนต่อไปว่าจะแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ให้ลองนัดกับคุณครูเพื่อคุยกันอีกครั้งเพื่อจะประเมินดูว่าสิ่งที่ได้ร่วมมือกันแก้ไขได้ผลหรือเปล่า
4. ลองแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าตัวร้ายของคุณดู
หลังคุยกับคุณครูที่โรงเรียน ให้คุณกับตัวร้ายของมานั่งคุยกันทบทวนถึงกฎระเบียบต่างๆ ของโรงเรียนว่าเป็นอย่างไร จำไว้อย่างหนึ่งค่ะไม่ว่าลูกจะคิดหรือพูดอะไรออกมา อย่าเป็นอันขาดค่ะ อย่าโกรธลูกถ้าคุณใจเย็น ลูกก็จะใจเย็นตามคุณและรู้สึกปลอดภัย บอกให้ลูกใจเย็นและให้เขาได้รับรู้พฤติกรรมแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นมาอีก และคุณเองก็จะต้องจับตาดูว่าลูกเปลี่ยนแปลงอย่างไร อย่าลงโทษด้วยการลงไม้ลงมือแต่จะดีกว่าถ้าทำให้เจ้าตัวร้ายเข้าใจถึงความสำคัญในการปรับพฤติกรรมร้ายๆ ให้กลายเป็นดี
5. ให้ยาต้านเชื้อเกเร
อย่าเข้าใจผิดเจ้าค่ะ ยาที่ว่าไม่ใช่ยากินยาฉีด แต่มันเป็นยาทางใจที่จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมเด็กๆ ไม่ให้นอกลู่นอกทาง ยาขนานที่ว่าก็มีดังนี้
ยา-ช่างคุย ช่างถามครู ถามครูบ่อยๆ เกี่ยวกับลูกก่อนที่มันจะสายเกินไป ถ้าดูท่าว่าจะไม่ดี คุณต้องรีบสกัดกั้นด่วนนนนน
ยา-พ่อแม่อาสา เด็กๆ ที่พ่อแม่ไปร่วมงานที่โรงเรียนบ่อยๆ จะมีพฤติกรรมที่น่ารักกว่าเกเร
ยา-อย่าโอ๋มาก เวลาที่คุณครูบอกว่าจอมซนของคุณเริ่มมีพฤติกรรมไม่ดี อย่านิ่งนอนใจและโอ๋ลูกมากเกิน เวลาคุณครูบอกพ่อแม่มักมองว่าเรื่องเล็กน้อยน่า.. อย่าใส่ใจ แต่รู้อะไรไหมคะ เรื่องเล็กๆ ของบางคนอาจจะเป็นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครอีกหลายคน
3 คำถามของหนู กับ 3 คำถามของครู
อย่างแรกเมื่อคุณรู้ว่าจะต้องไปพบครู ลูกจะต้องหาทางทุกอย่างไม่ให้คุณไปพบครูของเขา นั่นเป็นเพราะว่าลูกกลัวว่าคุณจะไปมีเรื่องมีราวกับคุณครูในครั้งนี้เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน คำถามที่คุณต้องถามลูกก่อนไปพบครูและถามก่อนจะคุยกัน คำถามที่คุณต้องถามลูกก่อนไปพบครูก็จะมองภาพรวมของปัญหาออกได้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร
3 คำถามที่คุณต้องถามลูก
- ลูกชอบ/และเกลียดอะไรที่สุดในโรงเรียน
- ลูกชอบ/ไม่ชอบที่ครูทำอะไรในโรงเรียน
- เพื่อนสนิทที่สุดของลูกคือใคร
3 คำถามที่คุณต้องถามครู
ลูกอยู่ในห้องนิสัยรวมๆ เป็นอย่างไร
ลูกให้ความร่วมมือกับกิจกรรมของโรงเรียนดีไหม
ลูกเข้ากับเพื่อนได้หรือเปล่า
เด็กมีปัญหาที่กลายเป็นผู้ใหญ่มีปัญญา
หยุดค่ะ.... อย่าคิดว่าเด็กมีปัญหาคือเด็กเกเร และไม่มีวิธีที่จะเอาดีกับเขาได้ ถ้าคุณลองมองย้อนกลับไปอ่านอัตชีวประวัติของบุคคลมีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญของโลกคุณจะพบว่าบุคคลมีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญของโลกคุณจะพบว่าบุคคลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีวัยเด็กที่ไม่ค่อยจะดีนักและมักมีปัญหาด้วยในวัยเด็กเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ คือเด็กที่เหลียดการเรียนหนังสือมากในวัยเด็กสุดท้ายก็กลายมาเป็นอัจฉริยะ ปิกัสโซ ศิลปินชื่อดังเกลียดการเรียนเลขมาก เจมส์ วัตต์ คือนักเรียนปลายแถวของชั้นเรียน หรือแม้แต่ เอดิสัน ยังเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อน ฉะนั้นอย่าตัดสินอนาคตของเด็กๆ ด้วยความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในวัยนี้
(update 9 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.172 November 2007]
|