สอนลูกให้กล้า


หนูดีคิดว่า หากเราต้องการสอนลูกให้กล้า สิ่งแรกที่เราต้องสอนเขาเลย คือเรื่อง “ความกลัว” ...ทำไมหนูดีถึงได้คิดแบบนี้หรือคะ ก็เพราะว่า หนูดีมักถูกมองเสมอว่าเป็นเด็กที่กล้าพอโตขึ้นมาหน่อยก็เป็นคนกล้า...ชอบไปทำอะไรแปลกๆ ที่เพื่อนๆ ไม่ค่อยกล้าทำกัน พอทำแต่ละอย่างเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ก็พากันถามว่า “หนูดีทำไมกล้า...ไม่กลัวเหรอ” ...และทุกครั้งหนูดีก็จะตอบเหมือนเดิมว่า “กลัวจะตายอยู่แล้วค่ะ แต่ก็คิดว่าควรจะทำ”

บัญชีหางว่าวของสิ่งที่หนูดี “กล้า” ทำไปในชีวิตนี้มีมากมายมหาศาล และเมื่อมองย้อนกลับไปก็ต้องสงสัยตัวเองว่า ทำไมตอนนั้นเราถึงได้กล้า...ตั้งแตรจากบ้านไปเรียนต่อต่างประเทศในเมืองที่ไม่รู้จักใครสักคน กลับมาเมืองไทยไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มละครมะขามป้อมทั้งๆ ที่กลัวการเล่นละครที่สุดในชีวิต ไปสมัครเรียนประกาศข่าวทั้งๆ ที่รู้ว่าเสียงเราไม่เอาไหนเลย สมัครเข้าเรียนฮาร์วาร์ดทั้งๆ ที่น่าจะมีโอกาสเข้าได้แค่ห้าเปอร์เซ็นต์มั้งคะ เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิตทั้งๆ ที่เราไม่ใช่คนดังเลย...เรื่องที่เขียนก็เป็นศาสตร์แปลกๆ ... สมัครไปเป็นครูสอนยิงธนูและหน่วยกู้ภัยน่านน้ำเปิดในป่าที่รัฐเมนไม่มีน้ำไม่มีไฟเป็นเดือนทั้งๆ ที่หนูดีเป็นคนเมืองมาตลอด ไปแข่งอัจฉริยะข้ามคืนทั้งๆ ที่มั่นมากว่าตกรอบแน่ๆ และล่าสุด ยังแอบหนีผู้อ่านของหนูดีไปเป็นพิธีกรเปิดกีฬาซีเกมส์ภาคภาษาอังกฤษที่โคราชมาอีกด้วยค่ะ เป็นการพูดหน้าพระพักตร์เป็นครั้งแรกในชีวิต และนี่ยังไม่รวมงานที่ต้องทำเป็นประจำคือ การพูดบรรยายเรื่องสมองในองค์กรต่างๆ ซึ่งมีผู้ฟังทั้งระดับบริหารถึงประธานกรรมการ แต่ละท่านทั้งเก่งทั้งผ่านงานมานานกว่าหนูดีทั้งนั้น เราเป็นเด็กที่สุดแต่ต้องไปให้ความรู้ในเรื่องที่เฉพาะทางมากๆ

ถามว่ากลัวไหม...บอกได้เลยค่ะ ว่ากลัวมากทุกครั้งก่อนที่เริ่มงานใหญ่เหล่านี้ ซึ่งส่วนมากงานที่หนูดีเลือกเป็นงานที่ต้องกระทำต่อหน้าที่ประชุมชน หรือหน้ากล้องทั้งนั้น ...บอกใครก็คงไม่เชื่อว่า หนูดีเป็นเด็กขี้อายมากและยังเป็นคนขี้กลัวอีกด้วย จำได้ว่าชั่วโมงแรกที่ฮาร์วาร์ดเราพูดถึงกรรมพันธุ์ว่ามีผลกับมนุษย์ไหมโดยเฉพาะคนที่เกิดมาขี้อาย เขาจะเปลี่ยนเป็นคนกล้าได้ไหม...ไม่มีใครยอมยกมือตอบเพราะแน่นอนว่าบรรยากาศน่ากลัวมาก ใครๆ ก็กลัวตอบผิด...และใครๆ ก็อยากดูเป็นคนฉลาด หนูดีเองนาทีนั้นหัวใจรัวเป็นตีกลองเลยค่ะ เพราะสมองคิดว่าอยากตอบจังเพราะเรารู้คำตอบดี...ก็เราเป็นนี่คะ ...แต่ใจมันไม่ยอมเลยค่ะ เพราะความกลัวและทุกครั้งที่หนูดีใจสั่นระรัวแบบนี้ เสียงจะพลอยสั่นไปด้วยแบบไม่สามารถควบคุมได้เหมือนเขามีชีวิตของเขาเองเลยค่ะ สยดสยองมาก...หลังจากรออยู่สองสามนาทีก็ไม่เห็นมีใครยกมือ ครูเองก็รออย่างอดทน เหมือนกับดูสิว่า ใครจะชนะ...หนูดีก็เลยยกมือแบบอายๆ คราวนี้ทั้งห้องกันมาเลยค่ะ เพราะเหมือนกับเราไปทำลายก้อนน้ำแข็งที่อยู่ตรงนั้น เห็นบรรดาเพื่อนใหม่หลายคนถอนหายใจโล่งอกที่ในที่สุดก็มีคนอาสาแพะบูชายัญให้ หนูดีทำใจแล้วก็ตอบว่า หนูดีว่าเด็กที่เกิดมาขี้อายหากเขามีความตั้งใจมั่นพอและมีสิ่งที่เขาสนใจทำที่มันสำคัญสำหรับเขามากก็จะสามารถฝึกตัวเองได้ แต่ทุกครั้งก่อนจะทำอะไรที่ต้องใช้ความกล้ามากๆ ...เขาก็ควรให้โอกาสตัวเองเป็น “คนขี้อาย” สักสองสามนาทีแล้วค่อยลุกขึ้นไปทำงาน ...หนูดีเสียงสั่นมากตอนนั้นก็เลยชี้ให้เพื่อนๆ และครูเห็นเสียเลยว่า นี่ไงคะ หนูดีเป็นคนขี้อายมากแต่ตอนนี้จำเป็นต้องพูดเพื่อแบ่งปัน หนูดีทำ...ในความกล้าก็ยังมีความกลัวเพราะฉะนั้น หนูคิดว่าคนกล้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า คนที่บริหารความกลัวได้อย่างดีเท่านั้นเอง

ฝรั่งชอบเปรียบเทียบอาการกลัวจนปั่นป่วนท้องว่า “มีผีเสื้อบินในท้อง” บางครั้งก็เรียกเป็นอาการเวลาเราตกหลุมรักใครสักคนก็ได้ เคยมีอาจารย์หนูดีท่านหนึ่งบรรยายเรื่องนี้ไว้น่ารักเชียวค่ะ ว่า “มันเป็นเรื่องปรกติมากที่เราจะมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง แค่ขอให้เขาบินเป็นขบวนที่สวยงามก็เพียงพอแล้ว” ซึ่งเป็นการพูดถึงการบริหารอารมณ์สั่นกลัวได้น่าเอ็นดูดีทีเดียวค่ะ หนูดีเองก็จำมาใช้กับตัวเองเป็นประจำ

ด้วยความที่หนูดีเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วย ก็เลยมีลูกๆ มากมายเป็นร้อยคน...เป็นกลุ่มเด็กเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ใจหนูดีที่สุด เป็นกลุ่มมนุษย์ที่หนูดีคิดตลอดว่า “แล้วมีอะไรอีกบ้าง ที่เราอยากให้เขารู้ก่อนที่เราจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วสำหรับเขา” พ่อแม่อาจคิดแบบนี้เผื่อไว้ในวันที่เราไม่อยู่ แต่สำหรับหนูดีลูกศิษย์ของหนูดีได้อยู่ที่โรงเรียนถึงแค่ประถมหกเท่านั้น เท่ากับว่า หนูดีได้เป็นคุณครูของเขาแค่เก้าปี ดูเหมือนมาก แต่น้อยนะคะ ลูกๆ หนูดีบางคนหนูดีสาบานได้เลยว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหนูดียังเห็นใส่ผ้าอ้อมวิ่งเล่นน้ำกลางสนามหญ้า ปีนี้กลับมาเยี่ยมหนูดีกลายเป็นคุณหมอ เป็นทนาย เป็นอาจารย์ เป็นศิลปิน เป็นอะไรสารพัดที่ไม่ใช่เด็กตัวน้อยๆ ให้หนูดีแอบไปหอมเล่นตอนกลางวันอีกต่อไป...ทำให้หนูดีต้องคิดหนักเลยค่ะว่า วันที่หนูดีไม่ได้เดินอยู่ใกล้ๆ แล้ว เขาต้องมีทักษะอะไรติดตัวไปบ้าง ให้เขามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จในคำนิยามของเขาเอง และยังเป็นร่มโพธิ์ต้นเล็กๆ ให้สังคมเราได้ด้วย...โจทย์ใหญ่นะคะนี่

สิ่งหนึ่งที่หนูดีคิดว่า จำเป็นมากคือ การเป็นคน “กล้าแต่ไม่ก้าวร้าว” และ “กล้าแต่ไม่บ้าบิ่น” ...หนูดีเห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ แล้วบางครั้งกลัวคำว่า “กล้า” ไปเลยค่ะ เพราะเด็กกล้าบางครั้งเหมือนไม่มีความอ่อนช้อยน่าเอ็นดูที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยแท้ๆ ที่หนูดีภูมิใจเสนอ ไม่ว่าพกไปประเทศไหนชนะใจฝรั่งมาหมด แต่กลับกลายเป็นของเชยไปได้ในบ้านเราเอง...สิ่งที่หนูดีฝึกให้เด็กๆ คือ การเป็นคนมีมารยาทอ่อนน้อม เสียงหวานน่าเอ็นดู แต่ก็มีความมั่นคงและความกล้าอยู่ในบุคลิกโดยไม่ต้องเลือกเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดและที่สำคัญ เขาต้องรู้ว่าเขา “กลัวได้” ...ความกล้าไม่ใช่สมการที่ไม่มีความกลัวอยู่เลย แต่กลัวแล้วก็ให้ทำในสิ่งที่สมควรอยู่นั่นเอง

สมัยหนูดีเรียนวิชา “การพูดต่อหน้าชุมชน” หนูดีได้รู้มาว่า คนที่ทำงานในระดับผู้บริหารจะต้องพูดต่อหน้าชุมชนมากกว่าตำแหน่งเล็กๆ ถึงห้าเท่า ดังนั้น ทักษะนี้จำเป็น หากหนูดีอยากให้ลูกๆ เติบโตได้ดิบได้ดีต่อไป...แต่ทำอย่างไรดีคะ ในเมื่อคนทั่วไปเก้าสิบเปอร์เซ็นต์บอกว่า ขอยอมตายดีกว่าให้พูดต่อหน้าคน...หนูดีโชคดีค่ะ เด็กๆ มาอยู่กับหนูดีแต่เล็กเราเลยให้เขาฝึกทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปกลัวเหลือเกินตั้งแต่เด็กๆ ทั้งการเล่าเรื่อง การบรรยาย การเล่นละคร สารพัดที่เขาต้องทำในหลักสูตร ...เด็กๆ ฝึกสมาธิด้วย และหลักใหญ่ๆ ก็คือการนำมาใช้ช่วย “ทำใจ” ก่อนขึ้นเวทีนี่ล่ะค่ะลูกๆ หนูดีมี “เครื่องมือวิเศษ” ในกระเป๋าทักษะของเขาเยอะมาก เพราะหนูดีไม่รู้เลยว่า โตขึ้นแล้วเขาจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เลยต้องเตรียมให้เยอะหน่อย

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ก่อนหนูดีไปขึ้นเวทีใหญ่ที่โคราชเพื่อเป็นพิธีกรกีฬาซีเกมส์ หนูดีก็นั่งเขียนจดหมายด้วยลายมือพร้อมวาดการ์ตูนเสร็จสรรพสามหน้าเต็มๆ ฝากไว้ให้ลูกศิษย์ เป็นใบอนุญาตให้เขาดูโทรทัศน์ได้ในวันนั้น(ปรกติแล้วกฎหมายของโรงเรียนวนิษาคือ หนูดีไม่ให้ดูทีวีเด็ดขาด ถ้ารู้ว่าพ่อแม่คนไหนเปิดให้ลูกดูก็เป็นต้องโดนหนูดีตามไปดุตลอด...บางครั้งเปิดเทอมมาคุยกัน พ่อแม่บอกลูกๆ บ่นว่า ดูสิเห็นพี่หนูดีแต่ในโฆษณาเห็นแล้วคิดถึงมาก พูดเสร็จมีแอบสะดุ้งโหยงด้วยค่ะ เพราะจับกันได้คาหนังคาเขา) เอาเป็นว่าวันนั้น ลูกศิษย์หนูดีมีสิทธิ์นั่งตาแป๋วมองโทรทัศน์ได้เพราะหนูดีเขียวไปในจดหมายว่า เป็นบทเรียนหนึ่งเรื่องการบริหารความกลัว ....แล้วให้เด็กๆ นั่งสังเกตว่า พี่หนูดีพูดได้ดีไหม ติดขัดไหม เสียงสั่นไหม และบอกให้เขารู้ไปเลยว่า ไม่ว่าพี่หนูดีจะทำงานออกมาได้ดีแค่ไหนก็ตาม พี่หนูดีก็ยังกลัว...แต่ถึงกลัวก็ยังทำค่ะ เพราะนี่คือโอกาสที่ดีและสิ่งที่สมควร ...และมีแอบส่ง “สัญญาณรัก” กับเด็กๆ ด้วยนะคะ คือ หนูดีจะเอามือขวามาทาบหัวใจด้านซ้าย ซึ่งพอเด็กๆ เห็นหนูดีก็จะขอให้เด็กๆ พูดว่า “ไอเลิฟยู” ...เป็นการบอกรักกันออกอากาศเลยค่ะ ขำกันมาก วันรุ่งขึ้นหนูดีมาโรงเรียน เด็กๆ บอกกันใหญ่ว่า “เห็นพี่หนูดีบอกรักด้วยล่ะ”

ทุกวันนี้ หนูดีคิดว่า คนเราเข้าใจผิดเรื่องความกล้าพอสมควร....พ่อแม่ที่อยากให้ลูกกล้า บางครั้งก็เป็นการนสอนที่สุดโต่งไป ในขณะที่บางท่านคิดว่า ขี้อายหน่อยก็ดีจะได้มีสัมมาคารวะ และไม่ไปลองทำอะไรแปลกๆ ตอนโต ....หนูดีว่า เราเดินสายกลางได้ค่ะ เป็นคนขี้อายที่ทำอะไรกล้าเป็นอาชีพก็ได้ (หนูดีคอมเฟิร์มว่าทำได้ค่ะ ทุกวันนี้ นี่คือชีวิตหนูดี) หรือเป็นคนกล้าที่ยอมรับกับตัวเองตรงๆ เลยว่า เราก็มีความกลัวอยู่ด้วย...ให้เขาเป็นเพื่อนกันไปเลยค่ะ อยู่รวมในบ้านหลังเดียวกัน หนูดีมีทั้งคู่มาตลอดชีวิตวันนี้ถ้าอันใดอันหนึ่งหายไปคงผิดธรรมชาติ และสอนให้ลูกรู้ว่า คนกล้าที่น่ารักที่สุด คือ กล้าไปพร้อมๆ กับการใช้วาจาสุภาพอ่อนหวาน รู้กาลเทศะรู้ว่าเรื่องไหนควรทำไม่ควรทำ....และบทเรียนแรกที่สำคัญที่สุด สอนลูกเรื่อง “ความกลัว” ก่อนเลยค่ะ


(update 17 เมษายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.15 Issue 174 January 2008]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600