เลี้ยงลูกในห้องแอร์


สภาพอากาศในเมืองไทย ตอนนี้น่าจะเหลือเพียงแค่ 2 ฤดูคือ ร้อนมากกับร้อนน้อยเท่านั้นการติดเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “แอร์” ให้เย็นสบายกลายเป็นเรื่องที่ทุกบ้านนิยมกัน แต่ว่าการให้ลูกอยู่ในห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำอันผิดกับธรรมชาติของโลกภายนอกบ้านนั้น หากไม่ระวังใส่ใจกันให้ดีก็อาจจะส่งผลกระทบกับสุขภาพของลูกได้ค่ะ


สุขภาพ vs ความสบาย

จริงอยู่ที่เด็กทารกควรจะอยู่ในห้องมากกว่าเผชิญโลกกว้าง เพราะภายในห้องจะมีอุณหภูมิคงที่มากกว่าอากาศด้านนอก และป้องกันทารกจากลมและมลพิษอื่นๆ ได้ด้วย แต่ว่าเมื่อลูกอยู่ในห้องแอร์ใช่ว่าจะเจอแต่สิ่งดีๆ เท่านั้น เพราะการเปิดแอร์ให้ลูกรักตลอดเวลาทำให้ห้องมีความชื้นสูง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่คลอดก่อนกำหนดการทำงานของปอดมักจะไม่แข็งแรงและภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจทำให้เป็นปอดบวม

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอยู่ในห้องแอร์นานๆ ไม่ใช่เพียงแต่เด็กเล็กๆ ที่อาจจะเกิดโรคได้ แต่เด็กวัยซนหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นภูมิแพ้ได้เช่นกัน เพราะสปอร์ของเชื้อรา และภายในเครื่องแอร์นั้นเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี เมื่อมีการกระจายพ่นผ่านไปทั่วห้อง เด็กๆ จึงมีโอกาสได้รับเชื้อและเป็นภูมิแพ้ได้ ส่วนใครที่มีอาการอยู่แล้ว ก็จะหายจากอาการภูมิแพ้ยากขึ้น และอาจมีอาการหายใจไม่ออกมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้นสรีระทางกายภาพของทารกน้อยจะมีรูจมูกที่ค่อนข้างเล็ก หากมีอะไรเข้าไปกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผง ความเย็น หรือความชื้นก็จะทำให้รูจมูกบวมขึ้นมา มีน้ำมูกและรูจมูกตันจากน้ำมูกได้ ซึ่งเป็นเวลาที่คุณแม่ดูเผินๆ เหมือนลูกจะเป็นหวัด แต่จริงๆ คืออาการอุดตันของรูจมูกที่ทำให้เด็กรำคาญตัว นอนไม่หลับจนเป็นบ่อเกิดของอาการไม่สบายอย่างอื่นอีกด้วย


อากาศในห้องเรื่องสำคัญ

ธรรมชาติของแอร์นั้นจะควบคุมอุณหภูมิและความเย็นภายในห้องได้อย่างทั่วถึง ทำให้เนื้อตัวไม่เหนียวเหนอะหนะ ลดความหงุดหงิด ความไม่สบายตัว รวมทั้งกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในห้องแอร์จะนอนหลับได้สนิทและอารมณ์ดีกว่าอยู่ห้องข้างนอกที่มีอากาศร้อนอบอ้าว

แต่ทว่าก่อนที่คุณจะติดตั้งแอร์ในห้องนอนลูกควรจะเลือกขนาดบีทียูอูของแอร์ให้สอดคล้องกับความกว้างของห้อง รวมทั้งการติดตั้งพัดลมดูดอากาศ ซึ่งจะช่วยทำให้มีออกซิเจนหมุนเวียนอยู่ในห้องเพิ่มขึ้น อีกทั้งการดูแลความสะอาดจะต้องล้างที่กรองฝุ่นทุกอาทิตย์ เพราะอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรามักจะมีฝุ่นเยอะถ้าไม่ล้างที่กรองฝุ่นบ่อยๆ อาจจะทำให้เชื้อโรคหมักหมมจนเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้


เทคนิคการเปิดแอร์ในห้องลูกเล็ก

จะว่าไปแล้วคุณพ่อคุณแม่คงปฏิเสธการใช้แอร์ได้ยาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือต้องหมั่นดูแลและใช้งานให้เป็น ดังนี้
  • ปรับอุณหภูมิให้ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ที่ประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส

  • ตั้งปรับพัดลมของแอร์ให้เป็นระบบ Auto Swing และตั้ง Sleep Mode เพื่อทำให้อุณหภูมิในห้องไม่เย็นจนเกินไป และกระจายความเย็นทั่วห้อง

  • หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์ในตอนเช้าและตอนกลางคืน เพราะอากาศค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว

  • ตั้งเตียงหรือเบาะนั่งเล่นของลูกเลี่ยงทิศทางลม ไม่ให้อยู่ในระดับทางลมแอร์พัดโดยตรง เพราะเมื่อลมแอร์ตกลงที่ศรีษะเด็กอย่างจัง อาจทำให้เจ้าหนูไม่สบายได้

  • เปิดห้องให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกไหลเวียนเข้ามาบ้าง อย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป รวมทั้งเปิดท่านให้แดดส่องเพื่อฆ่าเชื้อโรคในห้อง

  • ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเฟอร์นิเจอร์ให้ปราศจากฝุ่นดีกว่าปัดฝุ่น เพราะการปัดจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายยิ่งขึ้น

  • หลีกเลี่ยงการใช้แอร์เคลื่อนที่ชนิดเติมน้ำหรือเติมน้ำแข็ง เพราะว่าจะทำให้ลูกหายใจเอาละอองน้ำเข้าไปด้วย ส่งผลให้ปอดบวมหรือปอดชื้นได้

  • เครื่องฟอกอากาศไม่จำเป็นเท่าไรนัก เพราะว่าปัจจุบันแอร์รุ่นใหม่ที่วางขายมักมีเครื่องฟอกอากาศพร้อมในเครื่องแล้ว อาจจะลองตรวจสอบอีกครั้งว่าแอร์ที่ใช้อยู่มีระบบฟอกอากาศอยู่หรือเปล่าแล้วจึงค่อยตัดสินใจซื้อ
ช่วงหน้าร้อนนี้อักษรสินแนะนำให้คุณแม่เปิดแอร์ภายในห้อง เฉพาะตอนที่อากาศร้อนเหลือกำลังจริงๆ เพราะอย่างน้อยการไม่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาจะทำให้ลูกปรับตัวจนคุ้นชิน และไม่โยเยเพราะติดห้องแอร์ยังไงล่ะคะ


(update 14 กรกฎาคม 2008)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.149 March 2008]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600