ทุกครั้งทีได้เห็นเจ้าหนูวัยซนคว้าสิ่งของชิ้นเล็กๆ ก็มักจะเป็นห่วงว่า เขาจะจับใส่ปากเพราะเหตุร้ายอันเกิดจากสิ่งแปลกปลอมอุดตันติดคอจนเด็กต้องเสียชีวิตนั้น มักปรากฏเป็นข่าวให้เห็นเสมอๆ
บางท่านอาจนึกไม่ถึงนะครับว่า นอกจากจะคว้าหมับจับใส่ปากแล้ว เด็กหลายคนยังชอบจับหยอดหรือยัดเข้าไปภายในรู้จมูก ซึ่งพบได้บ่อยกว่าการอุดตันติดคอด้วยซ้ำไปและสิ่งที่เด็กๆ จับใส่ลงไปในรูจมูก (ข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง) ก็มีสารพัดล่ะครับ... เมล็ดผลไม้ทั้งหลาย (เมล็ดส้ม-น้อยหน่า-แตงโม-ส้มโอ-ละมุด-ลำไย เมล็ดถั่วต่างๆ...) เม็ดกระดุม เหรียญสตางค์ ลูกปัด ลูกแก้ว เศษชิ้นส่วนของเล่น ยางลบ จนกระทั่งหินชิ้นเล็กๆ หรือแม้แต่วิตามินซี...ฯลฯ...
สังเกตอาการสิ่งแปลกปลอมอุดตันจมูก
1. ลูกหายใจติดๆ ขัด เหมือนคัดจมูก หรือสังเกตได้ว่าลูกหายใจคล่องเพียงรูจมูกข้างเดียว
2. เห็นว่าลูกพยายามแหย่-แคะ หรือดันรูจมูกอยู่เรื่อยๆ
3. มีน้ำมูกสีเหลืองๆ เขียวๆ น้ำมูกปนหนอง หรือปนเลือดไหลออกมาจากรูจมูกข้างเดียว ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (มักจะเกิดจากการติดเชื้อ) มีอาการคล้ายไซนัสอักเสบซึ่งมักเป็นรายที่มีสิ่งแปลกปลอมติดแน่นค้างอยู่เป็นเวลานาน
4. การที่มีของติดค้างในรูจมูกนานๆ นั้น จะเกิดอาการอักเสบหรืออุดตันมาก-น้อย เร็ว-ช้าแค่ไหนขึ้นอยู่กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมอันนั้นด้วยครับ เช่น ถ้าเป็นพวกเมล็ดผลไม้โดยมากไม่นานก็จะบวมพองขยายตัวขึ้น และอุดตันยิ่งขึ้น
5. ถ้าเป็นวัสดุที่มีผิวหยาบ มีส่วนแหลมคม หรือมีส่วนผสมของสารเคมี เช่น พวกตุ๊กตุ่น ลวด นอต เศษหิน เศษไม้เล็กๆ นานเข้าก็จะเกิดเป็นแผลในเยื่อบุช่องจมูก เกิดอาการปวดบวม อุดตัน มีน้ำมูกไหลและมีเลือดกำเดา แล้วก็มักจะมีกลิ่นเหม็นด้วยครับพวกวัสดุเล็กๆ ที่มีผิวเรียบ เช่น เม็ดพลาสติก เม็ดกระดุม ลูกแก้ว ก็มักจะติดค้างอยู่เป็นเวลานานโดยยังไม่มีอาการผิดปกติ กว่าพ่อแม่จะรู้ ลูกก็มีอาการมากแล้ว
ช่วยด้วย!!! สิ่งแปลกปลอมอุดรูจมูกลูก
1) ควบคุมสติสัมปชัญญะไว้ให้ดีซะก่อน แล้วหันมาปลอบโยนและให้กำลังใจลูกเพื่อเขาจะได้ผ่อนคลาย และกลัวน้อยลง อย่าตื่นตกใจจนเกินไป จนกลายเป็นทำอะไรไม่ถูก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง
2) ถ้าลูก 5 ขวบขึ้นไป บอกให้ลูกหายใจทางปาก และเงยหน้าขึ้น ส่องไฟฉายดูสิ่งแปลกปลอม และสิ่งที่เข้าไปอุดนั้น ถ้าเป็นชิ้นไม่โต หรืออยู่ไม่ลึกนัก ให้เอามือปิดจมูกข้างที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แล้วให้สั่งน้ำมูกออกมา โดยไม่ต้องสั่งแรงนัก เพื่อไม่ให้แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือน อาจทำให้ของแปลกปลอมหลุดออกมาได้
แต่หากอยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูกมักจะไม่หลุด ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์ในทันทีครับเพราะคุณหมอมีทั้งความเชี่ยวชาญ และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะตรวจสอบ และคีบมันออกมาได้โดยปลอดภัย
คำเตือน... ห้ามเขี่ย-แคะ-คีบ หรือดึงเองอย่างเด็ดขาด เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งจนสิ่งแปลกปลอมนั้นกลับยิ่งจมลึกลงไป จนยากแก่การเอาออก บางครั้งหากตกไปด้านหลังโพรงจมูก อาจสำลักเข้าไปในหลอดลมได้
3) หากลูกอายุไม่เกิน 5 ขวบ หนทางที่ดีและปลอดภัยที่สุด ให้ลูกหายใจทางปากแล้วรีบพาไปพบคุณหมอ มีหลายรายเหมือนกันนะครับ ที่เด็กยังไม่มีอาการอุดแน่นหายใจไม่ออกโดยฉับพลัน แม้จะมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในรูจมูก หรือเด็กบางคนที่ไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ (อาจเพราะกลัวโดนดุหรือโดนตี) แล้วมีสิ่งของเข้าไปติดแน่นในจมูกจนมีอาการระคายเคือง หรือเริ่มแน่นจมูกแล้ว (ซึ่งพบในเมล็ดผลไม้ หรือของเล่นบางชนิดที่เริ่มพองตัวขึ้น)
ป้องกันไว้ก่อน
จะเห็นได้ว่า กรณีมีสิ่งของอุดตันจมูกของลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องพึ่งคุณหมอ และเครื่องไม้เครื่องมือของทางคลินิก หรือโรงพยาบาล ดังนั้น การป้องกันจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
1) สื่อกับลูกได้ด้วยภาษาง่ายๆ ตรงไปตรงมา แม้โดยธรรมชาติของเด็กวัย 1-4 ขวบ จะเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น อยากรู้อยากลองไปซะหมดทุกอย่าง แต่เขาพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เราสอนหรือแนะนำ โดยเฉพาะอันตรายจากอุบัติภัยทั้งหลาย เช่น เรื่องการจับวัสดุทั้งหลายเข้าไปในปาก-หู-จมูก คุณพ่อคุณแม่สามารถสื่อสารกับลูกด้วยท่าทางสีหน้าประกอบไปด้วยอย่างชัดเจน เพื่อดึงดูดให้เด็กสนใจและจำได้
เช่น ลูกจะเอาไอ้นี่เข้าจมูกไม่ได้นะครับ (หยิบวัสดุนั้นขึ้นมา ชี้ที่จมูก แล้วโบกมือไปมา...ไม่ได้...ไม่ได้ พร้อมแสดงสีหน้าจริงจัง) หรือ ถ้าลูกเอาใส่เข้าไปในจมูก ลูกก็จะเจ็บปวดมากๆ เลย (ทำท่าจับจมูก และแสดงสีหน้าว่าเจ็บปวดมาก) เป็นต้น
2) ปัดกวาดเช็ดถูพื้นให้บ่อยยิ่งขึ้น เด็กเล็กมักนั่งเล่นกับพื้น เขาจึงชอบหยิบฉวยของที่อยู่บนพื้นเสมอ คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มการทำความสะอาด แม้จะเมื่อยล้ามากขึ้นแต่สิ่งที่ได้ก็คือ บ้านของเราจะปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ
3) อย่าให้ลูกเล่นเมล็ดผลไม้ คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกทานผลไม้ทุกวัน แต่ไม่ควรลืมและจัดการกับเมล็ดที่ตกหล่นเกลื่อนกลาด หรือเหลือทิ้งบนจาน เพราะเจ้าหนูพร้อมที่จะสนุกสนานด้วยการเอาเมล็ดผลไม้หยอดใส่ปาก ใส่หู หรือใส่รูจมูกได้ทุกเมื่อ
ดูแลลูกวัยเบบี๋
สำหรับครอบครัวใดที่มีลูกในวัยทารก ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะเหตุการณ์อุดแน่นจมูกจนหายใจไม่ออก หรือจนขาดอากาศนั้น มักเกิดจากอุปกรณ์ทั้งหลายที่อยู่บนเตียงนั่นเอง! ไม่ว่าจะเป็น หมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หรือแม้แต่ที่นอนนุ่มนิ่มหนาและอ่อนยวบ ก็ล้วนแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย ที่อาจไปปิดกั้น กดทับ หรืออุดแน่นการหายใจของทารกน้อย โดยผู้ใหญ่อาจนึกไม่ถึงหรืออาจเผอเรอเมื่อไหร่ก็ได้ ผมแนะนำดังนี้ครับ
- หลีกเลี่ยงเบาะที่หนานุ่ม หรืออ่อนยวบ แล้วเด็กวัยนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องนอนหมอน หนุนหัว นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ลูกนอนสบายขึ้น ยังเป็นการเสี่ยงหากลูกพลิกตัวและศรีษะจมลงไปในหมอน จนขาดอากาศหายใจ
- เลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น จุกนมดูดเล่นที่ฐานแป้นใหญ่ซึ่งอาจอุดจมูกได้ แต่ที่จริงจะมีเกณฑ์ขนาดและบังคับให้เจาะรูอย่างน้อย 3 รู เพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันจมูก
- หลีกเลี่ยง ของเล่นที่มีลักษณะครึ่งวงกลมขนาดพอดีใบหน้าทารก ทำด้วยวัสดุกึ่งแข็ง หรือยืดหยุ่น เนื่องจากมีขนาดพอดีกับใบหน้าเด็ก จึงมีเด็กทารกบางคนเอามาครอบพอดีปากจมูก จนเกิดเป็นสุญญากาศอุดแน่น ยิ่งร้องแล้วสูดหายใจเข้ายิ่งอุดแน่นสุดท้ายเสียชีวิต ดังนั้นพ่อแม่ต้องระวังผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ขนาดเท่าๆกัน เช่น ถ้วยน้ำ ชามพลาสติก เป็นต้น
จมูกเป็นทางเข้าของลมหายใจครับ ถ้ามันตันเสียแล้ว ลมก็เข้าลำบากครับ เด็กยิ่งยิ่งหายใจทางปากไม่เก่ง หรือทั้งอุดทั้งปากทั้งจมูกก็เรียบร้อยแน่ๆ คุณพ่อคุณแม่คงต้องช่วยกันดูแลเรื่องนี้ด้วยครับ ...!
(update 5 กันยายน 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 301 กุมภาพันธ์ 2551 ]
|