พบข่าวเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่อ่านแล้วได้แต่ชื่นชม แม้ว่าเกิดความรู้สึก ตาร้อน ขึ้นมาหน่อยๆ นั่นคือ...
รายงานจากประเทศเยอรมันที่ได้ระบุว่า...บัดนี้ในเมืองใหญ่ๆ ของเขา เช่น มิวนิค เบอร์ลิน แฟรงเฟิร์ต ผู้คนล้วนหันมาใช้จักรยานกันเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องพูดถึงวันเสาร์อาทิตย์ที่ประชาชนต่างขี่จักรยานเพื่อพักผ่อน และออกกำลังกายแม้แต่วันทำงาน วันเรียนหนังสือ เราจะพบว่านักเรียน นักศึกษา และนักธุรกิจใส่สูทหรูก็ล้วนแต่ถีบจักรยานในชั่วโมงเร่งด่วนทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นได้
ไม่เฉพาะแต่ที่นี่หรอกครับ ในอีกหลายประเทศ ไมว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส หรือ จีน และเวียดนาม รัฐบาลของเขาก็สนับสนุนให้พลเมืองใช้จักยานแทนรถส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่ที่สำคัญคือเขาได้สร้างทางวิ่งสำหรับจักรยานที่เป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกและปลอดภัย หรือ ให้สิทธิรถจักรยานเท่าเทียมกับรถประเภทอื่นๆ ในยามที่ต้องวิ่งบนท้องถนน
ในขณะที่ทางการบ้านเรา เห็นเคยรณรงค์ให้ผู้คนขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ และเพื่อประหยัดน้ำมัน แต่ก็เห็นเพียงแว้บๆ แล้วสุดท้ายก็หายวับไปในสายลม โครงการนี้จึงเป็นเพียง ภาพในฝัน ที่ไม่เคยเป็นชิ้นเป็นอันอะไร คนรักจักรยานในบ้านเราจึงต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบนท้องถนนกันต่อไป แล้วก็ยังต้องทำใจกับการโดนบีบแตรไล่ หรือโดนด่าจากเพื่อนร่วมทางที่นั่งอยู่ในรถเก๋ง หรือกำลังขับรถเมล์ โทษฐานเกะกะถนน! ทั้งๆ ที่ปัญหาน้ำมันแพง และแพงขึ้นมาโดยตลอด ปัญหามลพิษ และมลภาวะทั้งหลายอันเกิดจากรถยนต์ ปัญหาสุขภาพใจของประชาชนที่เสื่อมถอยลง...จักรยานจึงกลายเป็นยานพาหนะยอดฮิตในหลายๆ ประเทศ
จริงๆ แล้วในบ้านเรา มีหลายๆ หน่วยงานที่พยายามรณรงค์ ให้หันมาสนใจใช้จักรยานกัน ไม่ว่าจะเป็นชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ที่จัดอบรมเทคนิคการขี่จักรยานที่ถูกต้องและปลอดภัย วิธีการเลือกจักรยานที่เหมาะกับตน การร่วมกันรณรงค์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่โรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายแห่งมีกิจกรรมให้นักเรียนหันมาใช้จักรยานกันอย่างคึกคัก เช่น ปั่นจักรยานเรียนรู้ท้องถิ่นของตน (โรงเรียนวัดสระข่อย ปราจีนบุรี) ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ (เชียงใหม่) ชมรมสองล้อ กับ ด.เด็ก แม่กลอง สมุทรสงคราม)
แต่เมื่อหันมามองเด็กๆ ในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ในตัวเมืองของจังหวัดใหญ่ๆ สิ่งที่พ่อแม่ต้องคอยเตือนคอยสั่งลูกๆ อยู่เสมอคือ ห้ามขี่จักรยานไปตามท้องถนนอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การขี่จักรยานเพื่อไปเรียนหนังสือ หรือไปที่ทำงาน จึงเป็นเรื่องที่แสนทุลักทุเลหรือเป็นความเพ้อเจ้อแก้เซ็งไปวันๆ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การขี่จักรยานสำหรับเด็กๆ ยังคงต้องสนับสนุนกันต่อไปอย่างน้อยก็เพื่อการออกกำลังกาย จะได้ไม่เอาแต่จ้อดูทีวี หรือมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์! จึงต้องขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกๆ มาช่วยกัน เอาใจใส่จักรยาน และการขี่จักรยานให้มากกว่าเดิม เพื่อเป็นการนำสุขภาพที่แข็งแรง และปลอดภัย มาสู่ทุกคนในครอบครัว...
วันนี้เรามาพูดกันเรื่องขี่จักรยานให้ปลอดภัยกันดีกว่าครับ
1) ซื้อจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของลูก ไม่ต้องเผื่อตอนลูกโต แต่สิ่งที่เรามักพบกันอยู่เสมอ คือ จักรยานที่เด็กขี่ไม่เหมาะกับขนาดของเขาเอาซะเลย โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กแต่ขี่จักรยานคันโตๆ เวลาขึ้น-ลงจักรยาน หรือแม้แต่การประคองตัวยามที่ขี่จักรยาน จึงดูทุลักทุเลน่าใจหายใจคว่ำ
2) เลือกหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพดี มีขนาดพอดีกับศรีษะลูก ไม่คับแน่นหรือหลวมและควรเลือกแบบมีช่องระบายอากาศและมีสันสะท้อนแสง เพื่อคนรอบข้างจะได้เห็นชัดเจนทั้งในยามเช้าและยามค่ำคืน อ้อ! อย่าลืมให้ลูกคาดสายรัดหมวกด้วยนะครับมี (บาง) หน่วยงานพยายามรณรงค์ให้เด็กๆ ของเราใส่หมวกกันน็อกสำหรับขี่จักรยานแต่ดูท่าว่าจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สังเกตดูได้ว่า ทุกวันนี้มีเด็กสักกี่คนที่ใส่หมวกกันน็อกเวลาที่ขี่จักยาน? หมวกกันน็อกสำหรับขี่จักรยาน ช่วยลดการบาดเจ็บที่ศรีษะได้ 63% และลดการสูญเสียจากการบาดเจ็บของสมองได้ 86%
ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ (สังเกตในหนังฝรั่งที่เด็กๆ ล้วนใส่หมวกนิรภัยเมื่อขี่จักรยาน) ในประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ได้มีการบังคับว่าใครที่ขี่จักรยานแล้วไม่ใส่หมวกกันน็อกต้องถือว่าทำผิดกฎหมาย ทำให้ในปี 2523 มีผู้ใส่หมวกกันน็อกจักรยานเพิ่มขึ้น 31% และเพิ่มเป็น 75% ในปีถัดมา
ดังนั้น เรามาเริ่มต้นที่บ้านกันเลยดีกว่ามั้ยครับ โดยการเตือน (กึ่งบังคับ) ให้ลูกใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่จักรยาน
โดยอธิบายให้พวกเขารู้ถึงผลเสียหายและอันตราย จาการไม่ยอมใส่หมวกกันน็อกแต่นั่นย่อมไม่ใช่การที่คุณพ่อคุณแม่กลับไม่ยอมใส่หมวกกันน็อกซะเอง! ทั้งยามขี่มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน โดยเฉพาะการอ้างโดยกล่าวทำนองว่า ผู้ใหญ่แข็งแรงกว่าและระวังตัวเก่งกว่าเด็กๆ นะจ้ะ!
อย่าลืมนะครับว่า หลายๆ กรณี เด็กๆ อาจไม่ค่อยทำตามที่พ่อแม่พร่ำสอน แต่เขานักเลียนแบบสิ่งที่เราทำ
3) ซื้อที่นั่งเสริมจักรยานสำหรับเด็ก มีสายรัดเด็กหล่น มีมือจับ และมีที่วางเท้าหรือเพื่อความประหยัด อาจติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็ก เอาไว้หน้าคนขับ แล้วอย่าลืมทำที่กันเท้าเข้าซี่ล้อไว้ที่ล้อหน้าด้วยก็แล้วกันครับ
เพราะบ้านใดมีเจ้าตัวเล็ก เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ขี่จักรยานไปซื้อของใกล้บ้าน ก็มักจะให้เจ้าตัวเล็กนั่งเบาะหลังและเกาะเอวไปด้วยกัน เห็นแล้วไม่ค่อยสบายใจเลย...เพื่อความปลอดภัยของลูกลงทุกสักนิดเถอะครับ อย่าให้ลูกเสี่ยงอันตราย (ล้มหงายหลังขาขัดกับซี่ล้อ)
4) ตรวจความพร้อมของจักรยานทุกครั้งก่อนขี่ โดยให้สำรวจจุดต่างๆ กระดิ่งไม่ดัง เบรคเสีย ดอกยางหมด แฮนด์เบี้ยว ลมยางอ่อนหรือยางแบน ฝึกลูกให้สังเกตด้วยนะครับจะได้เองไปซ่อมหรือแก้ไขให้สมบูรณ์เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่อานพัฒนาจักรยานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยติดกระจกส่องข้าง ติดไฟหรือแผ่นสะท้อนแสงด้านหน้าด้านหลัง เพื่อให้ผู้ขับยานพาหนะอื่นมองเห็นได้แต่ไกลในเวลากลางคืน ถ้าหากเป็นรถจักรยานอเนกประสงค์ที่เด็กๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน ควรมีตระกร้าใส่ของหน้ารถ ทำให้เด็กไม่ใช้มือหนึ่งหิ้วของพะรุงพะรังจนเหลือมือจับแฮนด์จักรยานเพียงมือเดียว
5) สอนลูกว่า...เมื่อขี่จักรยาน จะต้องไม่โชว์ลีลา เช่น ยกล้อ ปล่อยแฮนด์ (เหมือนในหนังแฟนฉัน) โยกซ้ายป่ายขวาขณะขี่รถ มากกว่าคิดถึงในเรื่องความปลอดภัยหรือการมีมารยาทในการขับขี่ และต้องรู้จักเลือกเส้นทางที่ปลอดภัย ไม่ขี่จักรยานออกไปยังถนนที่รถพลุกพล่าน โดยเฉพาะในยามค่ำคืน
กระทั่งนาทีนี้ ผมยังคิดถึงภาพจากรายการทีวี ที่เพิ่งได้ดูเมื่อเช้านี้...ภาพที่เหล่าเด็กนักเรียน และนักธุรกิจในเมืองแฟรงเฟิร์ต-เยอรมัน ต่างขี่จักรยานกันหน้าระรื่นบนถนนจักรยานวิ่งที่สะอาดและสวยงาม ท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มครึ้ม เพียงเท่านี้ก็สุขใจยังฝันว่าเป็นกรุงเทพฯ...แม้รู้ว่า...มันเป็นแค่ความเพ้อเจ้อ....
(update 7 เมษายน 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 300 มกราคม 2551 ]
|