โรคมะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพราะมีสาเหตุเบื้องต้นจากเพสัมพันธ์

ปากมดลูกคือบริเวณอวัยวะที่ถัดจากช่องคลอดเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะเข้าสู่โพรงมดลูก

บริเวณปากมดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก


เนื้องอก เนื้อร้าย (มะเร็ง)

เนื้อเยื่อปกติของคนเราจะเติบโตโดยมีการควบคุมของร่างกาย (ไม่ให้โตเกินไป)

เนื้องงอกคือเนื้อเยื่อที่ต่างจากเนื้อปกติ เติบโตนอกเหนือควบคุมของร่างกาย มี 3 ชนิดคือ เนื้องอกชนิดธรรมดา เนื้องอกชนิดร้ายหรือมะเร็ง และเนื้องอกชนิดกึ่งดีกึ่งร้าย

มะเร็งมีสิทธิ์ที่จะเกิดในเนื้อเยื่ออวัยวะใดของร่างกายก็ได้ ถ้าเกิดที่ปากมดลูกก็เรียกว่ามะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเป็นเนื้อร้ายที่มีความสามารถในการแพร่กระจายและลุกลามได้

จะเห็นว่าเนื้อเยื่อปกติหรือเนื้องอกธรรมดา ไม่มีความสามารถในการลุกลาม แพร่กระจายไม่ได้ ซึ่งต่างจากมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายและลุกลามได้ เช่น เป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ก็ลุกลามไปที่ปอด ตับ ที่อื่นๆอีก


มะเร็งปากมดลูก เกิดจากอะไร

ปัจจุบันพบแล้วว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากไวรัสเอชพีวี (HPV - Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด

ไวรัสเอชพีวีติดต่อจาการสัมผัส ส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ และเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกปกติมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก ในที่สุดก็จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ถ้าเผื่อทิ้งไว้ไม่ได้ตรวจเจอเสียก่อน ใช้เวลาเฉลี่ยโดยประมาณ 5-10 ปี

ระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก จะไม่มีอาการ ถึงแม้ว่าจะเป็นมะเร็งแล้วก็ตาม ถ้าเป็นมะเร็งระยะต้นๆ ก็ไม่มีอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญที่ผู้หญิงจะต้องรับการตรวจภายในประจำปี ทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เพราะบางทีอาจจะมีความผิดปกติแล้ว แต่ไม่ทราบคือถ้าตรวจเจอระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกเสียก่อน ชื่อก็บอกระยะก่อนมะเร็ง คือไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าทิ้งไว้จะเป็นมะเร็ง

ถ้าตรวจพบระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกเสียก่อนสามารถรักษาหาย เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้กลายเป็นมะเร็งปากมดลูกทีหลัง


ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก มีอะไรบ้าง

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกมีหลายอย่าง ได้แก่
1. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ช่วงวัยรุ่น)
2. มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน
3. สูบบุหรี่
4. มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
5. มีคู่เพศสัมพันธ์ หรือมีสามีซึ่งเคยมีภรรยาเก่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

วัยใดบ้างมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก

จากสถิติพบว่าช่วงอายุที่สตรีเป็นมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดคือ ช่วงอายุระหว่าง 40-50 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อายุน้อยกว่า 40 หรือมากกว่า 50 จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก

วัย 40-50 ปี เป็นวัยทำงานที่มีประสิทธิภาพที่ถ้าเจ็บป่วยก็จะมีผลกับครอบครัวด้วย

สำหรับโรงพยาบาลรามาธิบดีพบผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกอายุน้อยที่สุดคือ 16 ปี ขณะที่อายุมากกว่า 60-70 ปีก็พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเช่นกัน


อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง

ปากมดลูกเป็นอวัยวะที่ติดต่อกับภายนอก โดยผ่านทางช่องคลอด และเป็นอวัยวะที่แพทย์สามารถใส่เครื่องมือเข้าไปเห็นได้

อาการที่พบของมะเร็งปากมดลูกก็คือ มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น มีเลือดปน หรือมีเลือดออกผิดปกติหรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้าปากมดลูกเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะปวดได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาทอาจจะปวดหลังได้

ถ้าเป็นมากกว่านั้น เช่น มะเร็งปากมดลูกลุกลามและแพร่กระจายตามกระแสเลือดไปที่ปอด ก็จะมีอาการแสดงของอวัยวะที่ลุกลามไป เช่น ไอมีเลือดปน

ถ้าเป็นมะเร็งลุกลามไปที่กระดูกก็จะปวดกระดูกบริเวณที่เป็น

การลุกลามไปที่อวัยวะอื่นของมะเร็งคือความประพฤติอย่างหนึ่งของมะเร็ง (ลุกลามและแพร่กระจาย) จากจุดกำเนิดของมะเร็ง (ปากมดลูก) ไปที่อวัยวะอื่นอีกจุดหนึ่งหรือหลายจุด


ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเป็น "ระยะมะเร็งปากมดลูก"

หลังจากได้รับไวรัสเอชพีวีแล้ว ปากมดลูกไม่ได้เปลี่ยนเป็นมะเร็งทันทีทันใด

ขั้นแรกกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกก่อนคือประมาณ 5-10 ปีถึงจะกลายเป็นมะเร็ง ผู้หญิงที่เป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตได้

เพราะฉะนั้นวิธีที่จะรู้ว่าเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกก็คือการตรวจคัดกรองปากมดลูกประจำปีทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ และหากพบความผิดปกติ แพทย์ก็จะทราบและรักษาได้ทันที

ถ้าผ่านขั้นตอนระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกและกลายเป็นมะเร็งไปแล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการเพราะเป็นน้อยๆ แต่มารับการตรวจภายใน แพทย์ก็เจอมะเร็งได้

สำหรับคนที่ไม่ได้ตรวจคัดกรองและรอให้มีอาการจึงจะมาพบแพทย์ ก็อาจมีอาการปรากฏ เช่น ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรืออาการเลือดออกที่จะพบก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะอยู่เฉยๆ เลือดอาจจะไม่ออก แต่มีการกระทบกระเทือนจากเพศสัมพันธ์ก็จะมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ได้

บางคนมีอาการมากกว่านั้นก็คือ อยู่เฉยๆ ก็มีเลือดออก อาการเหล่านี้คืออาการที่แสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ ผู้หญิงที่จะมาพบแพทย์ แพทย์ตรวจพบความผิดปกติ พบก้อนหรือรอยโรคที่ปากมดลูก หลังจากนั้นจะต้องตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ มาตรวจ ถ้าผลตรวจชิ้นเนื้อยืนยันก็จะวินิจฉัยได้แน่นอนว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก


วัยใดต้องเริ่มไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากไวรัสเอชพีวีที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น วัยใดก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะต้องตรวจคัดกรอง เช่น วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 16 ปี ก็จะต้องเริ่มตรวจภายในคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี

ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย แนะนำให้ตรวจภายในคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี เมื่ออายุ 35 ปีไปแล้ว

การตรวจทั่วๆ ไปก็คือ จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจภายใน โดยใส่เครื่องมือเข้าไป และป้ายเซลล์จากปากมดลูกออกมาทำการตรวจคัดกรอง

ผู้หญิงส่วนหนึ่ง “อาย” ไม่ยอมไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

มีงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยแนะนำให้ผู้หญิงใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปในช่องคลอดด้วยตนเอง และนอน 1 คืน

ทางทีมงานวิจัยมอบอุปกรณ์ 2 อย่างคือ แผ่นแก้ว (สไลด์) และน้ำยาแช่ พร้อมกับแนะนำให้ผู้หญิงตื่นเช้ามาดึงผ้าอนามัยออก ป้านบนแผ่นแก้วและนำแผ่นแก้วแช่น้ำยา ปิดขวดและนำส่งทีมงานเพื่อย้อมพิเศษล่าองกล้องจุลทรรศน์

พบว่าวิธีนี้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และขจัดปัญหาเรื่อง “ความอาย” ได้


ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก มี 2 ระยะก่อนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ
1. ป้องกันแบบปฐมภูมิ
นั่นคือการป้องกันไม่ให้ติดไวรัสเอชพีวี
ณ วันนี้มีวัคซีนไวรัสเอชพีวีสำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่ป้องกันได้ประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น

2. ป้องกันแบบทุติยภูมิ
จะต้องตรวจให้เจอตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง
โชคดีที่ธรรมชาติการเป็นมะเร็งปากมดลูกต้องผ่านระยะนี้ก่อน ซึ่งใช้เวลานาน (มะเร็งแต่ละชนิดมีระยะก่อนเป็นมะเร็งยาว-สั้นไม่เท่ากัน

ระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกคือ 5-10 ปี เป็นช่วงเวลาทองสำหรับการตรวจคัดกรองได้อย่างดี

การตรวจพบระยะก่อนมะเร็งซึ่งเป็นโรคเฉพาะที่ง่ายต่อการรักษา คือรักษาโดยทำลายเฉพาะที่ไม่ว่าจะเป็นการตัดด้วย มีด ห่วงลวดไฟฟ้า หรือจี้ด้วยความเย็น (ทำลายเฉพาะที่) ทำให้หายไปและไม่กลายเป็นมะเร็งในอนาคต

รู้ว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วจะต้องทำอย่างไร

ทำใจยอมรับความจริง และปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว

ต้องเข้าใจว่าโรคมะเร็งปากมดลูกรักษาได้ โอกาสหายมี ถึงแม้จะเป็นระยะที่ค่อนข้างมากแล้วก็ตาม บางรายหายไปมากกว่า 10 ปีก็ไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำอีก

ข้อดีของการรักษามะเร็งปากมดลูกคือ
1. คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดอาการที่เป็น
2. มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่รักษา
ถ้าเป็นมะเร็งแล้วไม่รักษา โดยธรรมชาติของมะเร็งจะลุกลามและแพร่กระจาย

ในกรณีที่รักษาไม่หายขาด ก็จะยืดระยะรอดชีพให้ยาวนานออกไปอีก เช่น จาก 2 ปี กลายเป็น 5 ปี หรือ 10 ปี

การได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เป็นข่าวร้าย และการรับรู้ของคนทั่วไปกับมะเร็งว่าเป็นโรคร้าย เป็นแล้วต้องตายแน่ๆ

แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏก็คือ มะเร็งบางชนิดรักษาหายและป้องกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูกรักษาอย่างไร

การรักษามะเร็งปากมดลูกมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่การผ่าตัด การฉายแสง ใช้ยาเคมีบำบัด หรือหลายวิธีร่วมกัน

แล้วอะไรคือวิธีที่ดีที่สุด

ตรงนี้ขึ้นกับระยะของโรคในแต่ละคน ว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่เหมือนกัน เช่น

ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 เป็นน้อยๆ วิธีรักษาที่ดีที่สุดก็คือการผ่าตัด

แต่ถ้าเป็นระยะที่ 2 ระยะที่ 3 การผ่าตัดจะไม่ได้ผล และจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แพทย์จะใช้การฉายแสงร่วมกับเคมีบำบัด

แพทย์ผู้รักษาจะบอกได้ว่าแต่ละคนจะใช้วิธีใดดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน และจะนำไปเปรียนเทียบกับคนอื่นก็ไม่ได้


การรอด การตาย ของมะเร็งปากมดลูก เป็นอย่างไร

จากภาพรวมของประเทศพบว่า โอกาสเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นทันที ขึ้นกับระยะคือ ระยะน้อยๆ โอกาสหายมีมากกว่า

แต่ถ้าเป็นระยะมากๆ คือ ระยะที่ 4 โอกาสหายน้อย

ที่ผ่านมาภาพรวมของประเทศไทยก็คือ พบระยะที่ 1 น้อย แต่พบระยะที่ 2 มาก ทำให้อัตราการรอดชีวิตไม่ดีเท่าไหร่

ถ้าภาพรวมเป็นระยะที่ 1 มาก โอกาสรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น

สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 6,000 คนต่อปี เสียชีวิตเกือบร้อยละ 50 คือราวๆ 3,000 คนต่อปี

คิดกันง่ายๆ คือ คนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 8 คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นมะเร็งนรีเวชที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตมากที่สุด


เนื้องอก เนื้อร้าย (มะเร็ง)

ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง

ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่อาจเกิดได้ (ผ่าเพียง 1 ครั้ง) ได้แก่ ตกเลือด การติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง

การฉายแสง (ระยะเวลา 1-2 เดือน) ผลข้างเคียงคือผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย

ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา ซึ่งขึ้นกับยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบในหญิงไทยมากอันดับ 1 แต่ป้องกันได้ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง

การป้องกันสำคัญที่สุด รองลงมาก็คือการดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อเป็นแล้วไม่ต้องตกใจ ให้ตระหนักว่า “มะเร็งปากมดลูก รักษาได้ โอกาสหายมี” และเป็นความจริงด้วย


(update 29 กันยายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 346 กุมภาพันธ์ 2551]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600