คำถาม? วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ใครที่สมควรฉีด?
นับเป็นข่าวดีของวงการแพทย์ของโลกและส่งผลดีต่อมวลมนุษยชาติประชากรชาวโลกโดยเฉพาะเพสหญิง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นวัคซีนใหม่เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้สำเร็จ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาถึงผลดีผลเสียแล้ว จึงอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนแก่วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา
หลังจากนั้นอีกเพียง 2-3 เดือน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2550 ว่า
อย. จับมือองค์กรแพทย์ให้ข้อมูลเรื่องวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีเนื้อหาระบุไว้ว่า
กระแสโฆษณาเชิญชวน... ให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก...มาแรง...อย. จับมือองค์กรแพทย์ร่วมแถลงข้อเท็จจริงให้หน่วยงานและบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้บริโภค
และในตอนหนึ่งระบุเพิ่มเติมว่า
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ อย. อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาสามารถป้องกันภาวะที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความ ผู้ที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้แล้ว.. จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก หรือผู้ที่ไม่ฉีดจะต้องเป็นโรคนี้ทุกราย
อ่านมาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจรู้สึกมึนๆ งงๆ เล็กๆ น้อยๆ ว่า ในตอนต้นเหมือนจะเป็นข่าวดีที่มีวัคซีนใหม่ใช้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้สำเร็จมาใช้ในวงการแพทย์ไทย แต่ด้วยความดีใจเหมือนไก่ทีได้พลอย ทำให้การโถมโฆษณาถึงสรรพคุณความดีมีประโยชน์ของวัคซีนของวัคซีน จนอาจเกินความจริงไป เกิดการใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชน ทั้งแบบถูกต้องเหมาะสมตามหลักฐานทางการแพทย์ และแบบที่ไม่เหมาะสม สิ้นเปลือง สูญเปล่า โดยไม่จำเป็น ไม่คุ้มค่า
โอกาสนี้ จึงขอย้ำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับการใช้ยา หรือการใช้ยา...พอเพียง ที่เน้นถึงการใช้ยาตามความจำเป็น เหมาะสม และเพียงพอ เพื่อความคุ้มค่าและปลอดภัยของผู้ใช้ยา ไม่มากหรือน้อยเกินไปพอดีๆ จึงขอนำคำถามที่ว่าวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ใครที่สมควรฉีด? มาเล่าขานอธิบายกันเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
โรคมะเร็งปากมดลูก
โรคมะเร็งปากมดลูกนี้เป็นโรคหนึ่งที่สำคัญต้อหญิงไทย เพราะเป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในหญิงไทยโดยมีโรคมะเร็งเต้านมตามมาเป็นอันดับสอง
แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกประมาณ 6,000 คน และในจำนวนนี้จะเสียชีวิตประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 3,000 คนทุกปี
การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก
สาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูกคือ การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Popilloma Virus - HPV) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีกว่า 100 ชนิด และจะเรียกไวรัสแต่ละชนิดตามสายพันธุ์ด้วยหมายเลข
ตัวอย่างเช่น ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 11 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 18 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 31 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 33 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 45 เป็นต้น
จำนวนไวรัสเอชพีวีทั้งกว่า 100 ชนิดนี้ ประมาณกว่า 60 ชนิด ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคหูดในคนที่สำคัญได้แก่ ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 11 เป็นต้น
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 40 กว่าชนิด จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปากมดลูกและลุกลามไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ตัวอย่างเช่น ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 18 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 31 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 33 ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 45 เป็นต้น
ไวรัสชนิดนี้ติดต่อถึงกันด้วยการมีเพศสัมพันธ์
การติดเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ติดต่อถึงกันด้วยการสัมผัสโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการร่วมเพศ จึงพบเชื้อไวรัสเอสพีวีชนิดนี้ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ในเพศชายมักไม่มีอาการ จะมีอาการเฉพาะในเพศหญิง ซึ่งจะได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีจากเพศชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน
ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีจะหายไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของผู้ที่ได้รับเชื้อที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันมาจัดการกับเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ได้
ผู้หญิงที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีอีกประมาณร้อยละ 10-20 ที่ยังคงพบเชื้ออยู่ในร่างกายต่อไป ซึ่งในจำนวนนี้จะมีเชื้อไวรัสเอชพีวีหลงเหลืออยู่ และคอยโอกาสเมื่อสภาวะเหมาะสมต่อการติดเชื้อลุกลามของโรค เช่น เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ก็จะเกิดการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี
พบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูก จำนวน 100 คน ที่มีการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และเกิดการติดเชื้อชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง จนพัฒนากลายไปเป็นมะเร็งที่ปากมดลูกนั้น จะมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16 คิดเป็นจำนวน 54 คน (ร้อยละ 54)
รองลงมา คือไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 18 คิดเป็นจำนวน 17 คน (ร้อยละ 17)
ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 31 คิดเป็นจำนวน 3 คน (ร้อยละ 3)
ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 33 จำนวน 3 คน (ร้อยละ 3)
ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 45 จำนวน 7 คน (ร้อยละ 7)
นอกจากนี้ มีไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์อื่นๆ อีกรวมกันได้เป็น 100 คน
ดังนั้น การสร้างวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบละไม่ลุกลามจนเป็นมะเร็งปากมดลูก จะได้ผลหรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชพีวีที่มีอยู่ในวัคซีนนั้นๆ ซึ่งวัคซีนที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันจะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้กับเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 เท่านั้น
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกครอบคลุมเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคได้ร้อยละ 71
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดนี้ (ซึ่งน่าจะเรียกว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี) จึงไม่ครอบคลุมเชื้อไวรัสเอชพีวีที่เป็นสา
เหตุของการติดเชื้อที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด แต่จะครอบคลุมเฉพาะเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16และ 18
ซึ่งครอบคลุมโอกาสการเกิดได้ร้อยละ 71 เท่านั้น (54+17 = 71)
ส่วนเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่มีอยู่ในวัคซีนก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหูดได้ แต่ไม่มีผลต่อโรคมะเร็งปากมดลูก ข้อเท็จจริงข้อนี้เป็นข้อมูลหนึ่งที่ทาง อย. อยากให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนก่อนการตัดสินใจเข้ารับวัคซีนชนิดนี้
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เริ่มใช้ยาอายุเท่าใด?
วัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนที่ใช้เพื่อ ป้องกัน การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี จึงจะมีประโยชน์เฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อชนิดนี้
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เพราะเชื้อไวรัสเอชพีวีติดต่อถึงกันได้อย่างง่ายดายด้วยการสัมผัสโดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์
คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เริ่มอายุเท่าใด?
ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ หญิงบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
ต่างประเทศจะให้ช่วงอายุระหว่าง 9-26 ปี (ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) ซึ่งส่วนหนึ่งมีเหตุผลว่า เด็กอายุ 9 ขวบ ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางเพศ
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการศึกษาทดลองวัคซีนชนิดนี้มีการทดลองกับหญิงอายุระหว่าง 9-26 ปี เท่านั้นส่วนหญิงในช่วงอายุอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษายังไมได้ผลสรุปออกมา
เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว...ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกอีกหรือไม่ ?
ตอบได้เลยว่า ปัจจุบันวัคซีนครอบคลุมได้ประมาณร้อยละ 71 (ไม่ครบร้อย) จึงยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิดอื่นๆ ได้ แต่กาไรด้รับวัคซีนก็จะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเอชพีวี 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญได้ และช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกให้น้อยลงได้ แต่ไม่ทั้งหมด
ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?...เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา...ฉันใด...
นอกจากการได้รับวัคซีนซึ่งเป็นการป้องกันอย่างหนึ่งแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย ซึ่งได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ ประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การมีบุตรหลายคน การสูบบุหรี่ การกินยาคุมกำเนิดมานานกว่า 5 ปี และไม่เคยตรวจแพ๊ปสเมียร์ (pap smear) เป็นต้น
มีคำกล่าวว่า แม่ชี...จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่จะพบได้บ่อยในหญิงโสเภณี ดังนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้ก็ช่วยลดโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกทอดหนึ่งด้วย
ควรตรวจแพ็ปสเมียร์เป็นประจำทุกปี
อีกด้านหนึ่งที่เป็นผลดี ก็คือ การติดตามความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการควรตรวจแพ็ปสเมียร์เป็นประจำทุกปี
การตรวจแพ็ปสเมียร์ จะช่วยติดตามความผิดปกติของเซลล์บุผิวปากมดลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นมีความผิดปกติ
ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจแพ็ปสเมียร์เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยติดตามความผิดกติของปากมดลูก ถ้าพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น จะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีความผิดปกติเล็กน้อย อาการไม่มาก ซึ่งรักษาให้หายขาดได้โดยง่าย
ถ้ามีการตรวจแพ็ปสเมียร์มากขึ้น จะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกลดลง
เมื่อกล่าวถึงแพ็ปสเมียร์ ก็รู้สึกเห็นใจบรรดาสุภาพสตรี ที่มักมีความรู้สึก กลัว-อาย ไม่ต้องการหรือไม่อยากไปตรวจแพ็ปสเมียร์
มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงไทยของสำนักโพลล์แห่งหนึ่งพบว่า ร้อยละ 58 ของผู้หญิงไทยรู้จักโรคมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคมะเร็งในผู้หญิงไทย
กลุ่มตัวอย่างนี้ร้อยละ 90 รู้ว่าการตรวจแพ็ปสเมียร์จะช่วยคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่น่าผิดหวังก็คือ มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ไปรับการตรวจแพ็ปสเมียร์ เพราะมีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแล้วว่า ถ้ามีการตรวจแพ็ปสเมียร์มากขึ้น จะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกลดลง
ดังนั้น ขอรณรงค์กุลสตรีไทยที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการตรวจแพ็ปสเมียร์ทุกปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเสียแต่เนิ่นๆ
การสังเกตอาการผิดปกติของโรคมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง
อีกวิธีหนึ่งที่เป็นทางเลือกหนึ่งในการติดตามการลุกลามของโรคมะเร็งปากมดลูกก็คือ การสังเกตอาการผิดปกติของอวัยวะเพศหญิงที่อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งได้แก่ การมีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีเลือดออกภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ การมีเลือดออกกะปริดกระปรอย การมีเลือดออกปนมากับปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น เป็นต้น
ไม่ควรนิ่งนอนใจ ถ้ามีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นควรไปปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อให้คำแนะนำตลอดจนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
สรุป
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่ควรใช้ในหญิงระหว่างอายุ 9-26 ปี ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว จะสามารถครอบคลุมโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ประมาณร้อยละ 70 เท่านั้น (ปกติเมื่อได้รับเอชพีวีแล้วมีประมาณร้อยละ 10-20 ที่จะลุกลามไปเป็นมะเร็งปากมดลูก)
หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจแพ็ปสเมียร์ทุกปี เพื่อช่วยคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแต่เนิ่นๆ พร้อมทั้งลดปัจจัยเสี่ยงในด้านการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน และควรรักษา สุขภาวะ ของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมต่อการต่อสู้กับเชื้อโรคทุกเมื่อ.
(update 13 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 346 กุมภาพันธ์ 2551]
|