มะเร็งเต้านม ยิ่งพบได้เร็วโอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายออกไปแล้วก็น้อยกว่า หรือถ้ามีก็ไม่มากนักหรือการรักษาก็ไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บเต้านมไว้ได้ บางรายอาจจะไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัด
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
ตั้งแต่ผมเป็นนักเรียนแพทย์ จนปัจจุบันมากกว่า 30 ปีแล้ว เราก็ยังคงสอนประชาชนว่า ให้ตรวจเต้านมตนเองเป็นประจำทุกเดือน เพื่อดู คลำ หาสิ่งผิดปกติต่างๆ อันประกอบด้วย ก้อนที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่เต้านม มีแผลแตกที่เต้านม เลือดออกที่หัวนม มีแผลที่หัวนม หรือมีก้อนที่ต่อมรักแก้ เป็นต้น
เวลาตรวจก็ให้เริ่มดูกันตั้งแต่ว่า เต้านมเท่ากันหรือไม่ หรือมีการบิดเบี้ยวจากการถูกดึงรั้งของก้อนมะเร็ง มีรอยบุ๋มหรือมีการบวมที่ผิวหนังเต้านม หากพบว่าเต้านมมีความผิดปกติก็ให้พบแพทย์ เพื่อตรวจหารอยโรคว่ามีสาเหตุจากมะเร็งเต้านมหรือไม่
การสอนประชาชนเช่นนี้ ผมว่าจะทำให้ผู้หญิงเราเข้าใจผิด คิดว่าต้องรอให้มีอาการเหล่านี้ก่อนแล้วจึงค่อยไปหาหมอหากไม่พบอะไรผิดปกติก็ให้สบายได้ว่าไม่เป็นอะไร
จริงๆ แล้ว หากพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการตามที่สอนกันข้างต้น มันเป็นอาการที่ค่อนข้างจะสายไปแล้ว ยิ่งคลำได้ก้อนที่ใหญ่มากเท่าไร ก็ยิ่งยากต่อการรักษา และผลที่ได้ก็ไม่ดีนัก โดยเราวัดผลจากอัตราการอยู่รอดหรือการหายจากโรคหลังการรักษาเป็นหลักรวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย
ดังนั้น ในทางที่ถูกที่ควร เราควรจะสอนให้ประชาชนทั่วไปได้รู้มากกว่าว่า มะเร็งเต้านมนั้น
หากรักษาให้ได้ผลดี ต้องอย่ารอให้มีอาการ หรือมะเร็งเต้านม เป็นโรคที่ไม่มีอาการไปเลย
มะเร็งเต้านม โรคที่ไม่แสดงอาการ
เมื่อมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ไม่มีอาการ แล้วเราจะไปนั่งคลำเต้านมคนเองทุกเดือนกันทำไมให้เหนื่อยแรงจริงๆ แล้วก็คลำกันไม่ค่อยเป็นเท่าไร แต่แต่แพทย์เองหากไม่ชำนาญก็อาจตรวจผิดพลาดกันได้ ถ้าก้อนที่พบมีขนาดเล็ก
เคยมีการวิจัยที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้หญิงที่มีการสอนให้รู้จักตรวจเต้านมตนเองเป็นประจำทุกเดือน กับกลุ่มที่ไมได้สอนหรือคลำเต้านมตนเองเป็นประจำ พบว่าทั้งสองกลุ่มเมื่อเกิดเป็นมะเร็งเต้านม มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมไม่แตกต่างกันเลย ทั้งๆ ที่กลุ่มที่ตรวจเต้านมตนเองเป็นประจำ จะมาพบแพทย์บ่อยกว่า
แล้วอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสอนให้ผู้หญิงหัดตรวจเต้านมตนเองไปเลยก็หมดเรื่อง เพราะไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่ แต่กลับจะสร้างความเครียดเพิ่มมากขึ้น
ไม่หัดตรวจเต้านมอีกแล้วหรือ?
แต่หากมองในทางปฏิบัติผมว่าการตรวจเต้านมตนเองก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ถ้าหากปฏิบัติกันจริงและทำให้เป็น จะได้พบก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กลงแน่นอน เพราะมะเร็งเต้านมนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน ไม่เหมือนกับมะเร็งปากมดลูกที่
เราพอจะรู้สาเหตุแล้วว่าร้อยละ 70 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหูดชนิดหนึ่งที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ซึ่งปัจจุบันก็ผลิตวัคซีนได้แล้ว แต่สำหรับมะเร็งเต้านมยังหาวิธีป้องกันไม่ได้
ดังนั้น การตรวจพบมะเร็งเต้านมให้เร็วที่สุด จึงจะได้ผลดีต่อตัวเองมากที่สุดด้วย การตรวจตัวเองจึงเป็น สิ่งสำคัญ มีอะไรจะได้ไปปรึกษาหมอได้ไวๆ เพราะถ้าไม่ตรวจก็จะไม่พบอะไร ถ้าไม่มีอะไร มีใครอยากจะไปหาหมอไหม?
ถามกันจริงๆ ในชีวิตหากแข็งแรงดีและไม่ต้องไปโรงพยาบาลเลยตลอดชีวิต นับว่าโชคดีที่สุด แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดีขนาดนั้น
จากการศึกษาเรื่องประโยชน์ของการตรวจเต้านมด้วยตนเองที่สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น แสดงให้เห็นว่าวิธีการสอนแบบนี้ แม้ตรวจพบมะเร็งได้เร็วขึ้น แต่ไม่เร็วพอที่จะให้การรักษาแล้วรอดชีวิตจากมะเร็งได้หมด
การตรวจพบมะเร็งให้เร็วขึ้น ก็ต้องในระยะที่ไม่ปรากฏอาการแสดงเลย
ทำได้อย่างไร?
พบว่า การคลำเต้านมนั้น แพทย์จะพบก้อนมะเร็งได้ชัดเจน ต้องใหญ่เกิน 1 เซนติเมตรขึ้นไปจึงจะรู้สึกได้ หากเล็กกว่านั้น มักไม่ปรากฏอาการ
ยิ่งใครมีหน้าอกใหญ่ หรือก้อนมะเร็งอยู่ลึก บางครั้งก้อนมะเร็งขนาดเกิน 1 เซนติเมตร ยังคลำกันไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้มะเร็งที่แสดงอาการหลุดรอดไปได้
ปัจจุบันมีเครื่องมือทันสมัย สามารถตรวจมะเร็งที่มีขนาดเล็กลง ถึงขนาดเป็นมิลลิเมตรได้
แมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านม
| รูปที่ 1. แสดงลักษณะความผิดปกติของมะเร็งจากภาพแมมโมแกรม
มะเร็งที่ไม่มีอาการ
ภาพแมมโมแกรม |
ก้อน mass |
กลุ่มผลึกหินปูน microcalcification |
จุดดึงรั้งในเต้านม architecture distortion |
เครื่องเอกซเรว์แมมโมแกรม (แมมมา แปลว่า เต้านม แกรม หรือกราฟฟี่ แปลว่า ภาพ) ปัจจุบันมีกันเกือบทุกโรงพยาบาลในประเทศแล้ว บางแห่งก็มีเครื่องแบบดิจิตอล ที่ให้ความละเอียดกว่าเครื่องแบบธรรมดาสามารถขยายภาพได้ หรือดูได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกันเลย
ส่วนเครื่องอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องเสียงความถี่สูงที่ใช้ระบบสะท้อนวัตถุที่มีความหนาแน่นต่างกันในเนื้อเต้านมแล้วแปลงเป็นสัญญาณภาพออกมาให้เห็น
ความผิดปกติของมะเร็งเต้านมที่จับได้ด้วยเครื่อง จะมีลักษณะที่บอกได้ คือ
หากใช้เป็นเครื่องแมมโมแกรม จะเห็นมะเร็งที่ไม่มีอาการขนาดเล็กได้ 3 ลักษณะคือ
1. ก้อน
2. ผลึกหินปูน
3. จุดดึงรั้งในเนื้อเต้านม (รูปที่ 1)
ส่วนภาพที่เห็นในอัลตราซาวนด์ จะพบเป็นก้อนที่ขอบไม่เรียบ (รูปที่ 2)
รูปที่ 2. แสดงก้อนมะเร็งที่ตรวจพบด้วยเครื่องอัลราซาวนด์
มะเร็งที่ไม่มีอาการ
ภาพอัลตราซาวนด์เต้านม
ก้อนขอบไม่เรียบ
III-defined mass |
จะเห็นได้ว่า เมื่อเซลล์เต้านมเริ่มกลายเป็นมะเร็งมันจะค่อยๆ แบ่งตัวเงียบๆ และบางส่วนเซลล์มะเร็งจะตายไปแล้วถูกร่างกายย่อยสลายจนมีการพอกจุย่อยสลายด้วยหินปูน หากมะเร็งใหญ่ขึ้นจะมีการแผ่วงออกไปทุกขอบของมะเร็ง เกิดการดึงรั้งของเนื้อเยื่อข้างเตียงทั้งหมดนี้ไม่รอดพ้นจากการตรวจด้วยเครื่อง เหมือนกับการก่อคดีอาชญากรรม ส่วนใหญ่มักทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
เมื่อไรจึงจะตรวจด้วยเครื่อง
หากคลำเต้านมแล้วไม่พบอะไร จะไปตรวจด้วยเครื่องให้เสียเงินทำไม คำถามนี้ก็มีส่วนถูก เพราะในแต่ละวันจะมีคนไปตรวจร่างกาย เจาะเลือด ตรวจเอกซเรย์ทั่วร่างกาย ด้วยเครื่องมือแพงๆ จากต่างประเทศแต่ส่วนใหญ่มักจะปกติ ไม่ต้องรักษา เสียเงินไปแต่ละวันด้านสุขภาพแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากเป็นรัฐอุปถัมภ์ด้วย ลองคิดดูว่ารัฐบาลจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรเอาเฉพาะแค่การตรวจเช็กสุขภาพ (check-up) เท่านั้น
สำหรับเต้านมแล้ว หากเราหวังจะให้พบมะเร็งได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ก็ต้องเข้าตรวจด้วยเครื่องดังกล่าว แต่ถ้าให้คุ้ม ก็ต้องเลือกตรวจอย่างต่อเนื่องในคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงเท่านั้น
มีใครเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมบ้าง?
ต้องบอกว่าในแต่ละปีพบผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งเต้านมประมาณปีละ 5-6 พันราย หรือประมาณ 20 คนต่อประชากร 1 แสนคน
ดูแล้วก็ไม่มากนัก ใครเป็นก็ถือว่าโชคร้ายจริงๆ
ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งโดยเฉลี่ยจะอายุเกิน 40 ปี
คนในเมืองใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก พบเป็นมะเร็งมากกว่าคนชนบท
คนโสด ไม่มีบุตร หรือคนที่มีสมาชิกสายตรงในครอบครัว เช่น แม่หรือพี่หรือน้องเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ 2 คนขึ้นไปในอายุก่อนวัย 50 คนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ หรือคนปกติที่ถึงวัย 40 ก็ควรเข้าตรวจสุขภาพและเต้านมตนเองด้วยสักครั้งหนึ่ง เหมือนนำรถเข้าตรวจตามไมล์ที่วิ่ง แม้ไม่มีอาการรวนก็ตาม
ถ้าไม่มีอาการผิดปกติที่เต้านม แต่อยากตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมก่อนอายุ 40 ได้ไหม?
ก็ต้องตอบว่าได้เพราะเป็นเงินของท่าน แต่ถ้าทำกันทั้งประเทศก็คงไม่คุ้ม
หากท่านมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในความเห็นของแพทย์ก็ควรตรวจ หรืออาจตรวจเพราะมีสาเหตุอื่นๆ ก็ได้เนื่องจากเต้านมไม่ได้มีแต่โรคมะเร็งเพียงอย่างเดียว อาจเป็นซีสต์ (ถุงน้ำ) หรือก้อนเนื้องอกชนิดธรรมดาอื่นๆ เป็นต้น
หากเครื่องแมมโมแกรมหรืออัลตราซานด์ตรวจรอยโรค ต้องสงสัยดังกล่าวจะทำอย่างไร?
ก้อนหรือกลุ่มหินปูนที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งจากเครื่องทั้ง 2 หรือเครื่องใดเครื่องหนึ่ง โดยที่คลำไม่ได้เลยหรือไม่รู้สึกสะดุดมือเลย จะทำอย่างไร?
การตัดสินใจของแพทย์ผู้ทำการรักษาคงต้องอาศัยจากลักษณะการตรวจพบของเครื่อง ความเสี่ยง และความกังวลของผู้ป่วยเป็นเกณฑ์
โดยทั่วไป การอ่านผลแมมโมแกรม จะอาศัยหลักมาตรฐานของ breast Imaging Reporting and Data System ของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมีคำย่อว่า BIBADS 1-6 (หากผู้ป่วยเคยตรวจก็ขอแพทย์ดูผลการอ่านก็ได้)
ถ้าผลเป็น BIRADS 1 แสดงว่าเต้านมปกติ
หากเป็น BIRADS 2 หมายถึงมีรอยโรคแต่เป็นโรคธรรมดา (benign diseases) เช่น ถุงน้ำเต้านม (cyst) เนื้องอกชนิดธรรมดา (fibroadenoma) เป็นต้น ซึ่งไม่มีอันตรายต่อชีวิตจะรักษาก็ต่อเมื่อมีอาการ
หากเป็น BIRADS 3 แพทย์ผู้อ่านพบรอยโรคที่สงสัยเป็นโรคธรรมดาเช่นกัน ซึ่งไม่มีอันตราย สามารถรอดูอาการได้ประมาณ 6 เดือน แต่มีโอกาสผิดพลาดได้รอยละ 2
หากเป็น RIRADS 4 แสดงว่ารอยโรคที่พบมีความน่าสงสัย ควรต้องเอาชิ้นเนื้อ หรือเซลล์ส่วนนั้นมาตรวจพิสูจน์ หากไม่ใช่มะเร็งก็แล้วไป
ถ้าผลเป็น BIRADS 5 โอกาสจะเป็นมะเร็งค่อนข้างแน่ แต่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์
ส่วน BIRADS 6 คือพวกที่ทราบผลว่าเป็นมะเร็งแล้วค่อยมาตรวจด้วยเครื่องทีหลัง เป็นต้น
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ เรามักแนะนำในรายที่มีผลการตรวจสงสัยมะเร็ง BIRADS 4 ขึ้นไป รวมทั้ง BIRADS 3 ที่สงสัย หรือมีความกังวลสูง มาทำการตรวจต่อด้วยการตัดหรือเจาะ หรือดูดเอาเซลล์ หรือชิ้นเนื้อส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาต่อไป
เอาเซลล์ หรือชิ้นเนื้อออกมาได้อย่างไร ทั้งที่คลำไปพบ?
รอยโรคเช่นนี้ (รูปที่ 1-2) ต้องใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย (เมื่อหาพบ ก็ต้องนำมาตรวจให้ได้) หากบเฉพาะแค่กลุ่มหินปูน ก็ใช้เครื่องแมมโมแกรมที่กำหนดจุดได้ด้วยคอมพิวเตอร์นำเข็มยิงเข้าไปตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ เรียกว่า การทำ stereotactic core biopsy ไม่ต้องดมยาสลบใช้วิธีฉีดยาชาตรงรอยเข็มเข้าเท่านั้น แต่ถ้าใช้เครื่องอัลตราซาวนด์แล้วพบก้อน ก็ให้ใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เป็นตัวหาก้อนเพื่อนำเข็มเข้าไปตัดเนื้อตรวจ ซึ่งวิธีนี้ทำได้ง่ายกว่า สะดวก ไม่ต้องใช้เครื่องราคาแพงมาก
เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว จะได้ผลดีอย่างไรบ้างที่พบได้เร็ว?
บอกแล้วว่ายิ่งพบมะเร็งได้เร็ว โอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายออกไปแล้วก็มีน้อยกว่า หรือถ้ามีก็ไม่มากนักการรักษาก็ไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บเต้านมไว้ได้ บางรายอาจไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก็ได้ นอกจากจะเก็บเต้านมไว้ได้แล้ว ผลการรักษาก็ดีกว่าด้วย และมีโอกาสหายได้สูงมากหลังการรักษา
สรุปว่า การจะพบมะเร็งเต้านมให้เร็วขึ้น จะต้องมีการคัดกรองมะเร็งเต้านมในเวลาอันเหมาะสมอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องแมมโมแกรม และอัลตราซาวนด์เต้านม
(update 14 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 29 ฉบับที่ 341 กันยายน 2550 ]
|