วันนี้ไม่ต้องไปดูเพื่อนตบกันหรือจ๊ะ


ผมจำได้ว่ามีช้วงหนึ่งของชีวิตที่ลูกสาวชอบชวนผมไปดูเพื่อนตบกันตอนเลิกเรียน ผมจะหัวเราะแล้วไม่เคยพาไปดูจริงๆ สักที

“ป๊า วันนี้มีนัดตบที่หน้าอภิฯ อยากดูอ่ะ” เป็นลูกสาวชวนให้ขับรถไปจอดหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งรอดูเขาตบกัน

“ไปไงล่ะ ไปรอดูเขาตบกันเนี่ยนะ”

“อยู่ในรถดูสิป๊า ไม่นานหรอก อยากดูอ่ะ”

“เฮ่อเฮ่อ…กลับบ้านทำการบ้านดีกว่า”

หลายปีมาแล้วที่นักเรียนหญิงเขาชอบตบกันหลังเลิกเรียน วันละคู่สองคู่ ถ้าเป็นวันสอบวันสุดท้ายก็หลายคู่หน่อย หรือไม่ก็รายการรุมตบกระหน่ำก่อนปิดเทอม

“วันนี้ได้ดูกี่คลิป” คราวนี้เป็นผมถามลูกสาวในวันหนึ่งกลางเดือนมิถุนายน เดือนที่ข่าวคลิปตบกันขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

“ทันดูคลิปเดียว เห็นเขาว่ามีตั้งสามคลิป”

“ดูที่ไหนน่ะ”

“ในห้องนั่นแหละป๊า ดูกันทั้งห้องมันขะ-หนาด”

จะเห็นได้ว่าเดี่ยวนี้เขาไม่ต้องพึ่งบริการของผมพาไปดูเขาตบกันแล้ว เขาใช้บริการเดลิเวอรี่ตบกันแล้วแจกคลิปดุกันทั้งโรงเรียนไม่เสียเวลา ไม่เสียการเรียน ให้ความบันเทิงระหว่างคาบเรียนถึงห้อง

ตอนที่อ่านข่าวคลิปตีกันตบกันนั้นผมไม่แปลกใจเท่าไรเลยว่าเรื่องเช่นนี้อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ก่อนหน้าข่าวนี้เราตื่นเต้นกับข่าวเว็บแคมโป๊และซีดีหนังโป๊ ก่อนหน้านั้นอีกเราตื่นเต้นคลั่งไคล้ไปทั้งเมืองไม่เว้นเด็กหรือผู้ใหญ่กับรายการเรียลิตี้โชว์ก็เพราะมีประเด็นทางเซ็กซ์ซ่อนอยู่ตลอดเวลา และเป็นข่าวทุกครั้งถ้าใครบางคนในเรียลิตี้โชว์เปิดฉากรุกรานคนอื่นซึ่งหน้า

ความจริงก็คือสังคมไทยกำลังชอบเสพเซ็กซ์และความรุนแรงทั่วกัน เด็กๆ อาจจะออกจะออกอาการหนักข้อกว่าเพื่อน แต่ก็ควรระลึกไว้เสมอว่าผู้ใหญ่ก็ไม่เบา

ปรากฏการณ์คลิปตีกันเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงภาวะวิกฤติของสังคมไทยเยาวชนบ้านเรานั้นกำลังมีความสุข หาความสุขด้วยวิธีอื่นไม่เป็น และเลือกที่จะเสพสุขแบบรวดเร็วเหมือนกินอาหารจานด่วนฉะนั้น

สื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเขาสามารถเสพสุขแบบเร็วๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้องมือถือหรือหนังสือพิมพ์ก็ตามซึ่งทั้งสองอย่างทำงานร่วมเป็นทีมได้อย่างไม่มีที่ติในกรณีคลิปตีกันครั้งนี้ หรือซีดีหนังโป๊ครั้งไหนๆ

ที่จริงแล้วเยาวชนควรถูกฝึกให้รู้จักหาความสุขด้วยวิธีที่ยั่งยืนกว่าและมีคุณค่ามากกว่าการเสพเซ็กซ์ ความรุนแรง หรือ ยาเสพติด นั่นคือให้เยาวชนได้ลิ้มรสความสุขจากการอ่านหนังสือ การออกกำบังกาย การเล่นดนตรี หรือการทำบุญ

เป็นความจริงที่ว่าการอ่านหนังสือเป็นวิธีที่ทำให้เกิดความสุขช้า เทียบกับการดูหนังแล้วการดูหนังให้ความสุขเร็วกว่ามาก (เราจึงเห็นคอลัมน์วิจารณ์หนังมากกว่าคอลัมน์วิจารณ์หนังสือ) การอ่านหนังสือเป็นพฤติกรรมที่ต้องฝึกกันนานพอสมควรจึงจะทำให้คนคนหนึ่งพัฒนาตนเองไปถึงระดับที่ว่าหยิบหนังสืออ่านเมื่อไรก็เสพสุขเมื่อนั้น (เพราะฉะนั้นหากสื่อต่างๆ จะเปิดคอลัมน์วิจารณ์หนังสือให้มีพื้นที่มากกว่าคอลัมน์วิจารณ์หนัง พฤติกรรมของสังคมอาจจะเปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือกันมากขึ้น)

การออกกำลังกายก็ให้ความสุขช้าเมื่อเทียบกับการดูฟุตบอลโลก การเล่นดนตรีก็ต้องฝึกกันแทบตายกว่าจะมีความสุขเมื่อเทียบกับการซื้อเพลงมาฟัง แต่ละอย่างฝึกกันยากนักหนาสู้เสพเซ็กซ์และความรุนแรงไม่ได้ เร็วกว่ากันเยอะเลย

โรงเรียนในสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ช่วยให้เด็กรักการอ่าน ออกกำลังกายหรือเล่นดนตรีเท่าไรนัก ไม่ช่วยไม่พอยังออกจะช่วยซ้ำเติมให้การอ่านตำรา การสอบวิชาพลศึกษาและการสอบดนตรีเป็นยาขม โรงเรียนจึงไม่ใช่ที่พึ่งในยามยากเช่นนี้

สื่อมวลชนกลับเป็นกลุ่มที่ทรงพลังมากกว่าโรงเรียนหรือครู มากกว่าหรือพ่อแม่ที่จะช่วยให้เยาวชนเลิกเสพเซ็กซ์และความรุนแรงอย่างฉาบฉวย หันมาเสพความสุขที่เกิดจากการอ่านและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำเช่นนี้ได้ตัวสื่อเองคงต้องเข้าใจประเด็นเหล่านี้เท่ากับข่าวคลิปตีกัน

บางทีเราอาจจะต้องคิดหาวิธีชวนสื่อมาทำข่าวแบบเข้าใจความสำคัญของข่าว กล่าวคือไม่เพียงให้สื่อมาทำข่าวแต่มาคลุกกับข่าวจนกระทั่งเห็นความสำคัญ เช่น ข่าวการประกวดหนังสือของเวทีต่างๆ นั้นผู้สื่อข่าวอาจจะต้องเข้ามาคลุกกับการจัดการประกวดตั้งแต่ต้นเพื่อให้เห็นความสำคัญของการจัดประกวด และช่วยค้นหาวิธีตีข่าวให้แตกกระจายเหมือนข่าวคลิปตีกัน ฉะนั้น

จากข่าวคลิปตีกัน เราจะเห็นได้ว่าเวลาเยาวชนสนใจอะไรไม่สนใจอะไรไม่สนใจเปล่า แต่พร้อมที่จะเลียนแบบอีกด้วยครับ


(update 9 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. teen&family Vol.11 No.127 October 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600