ถาม
อยากเรียนถามว่า ยามหน้าฝนมีฝนตก พื้นเฉอะแฉะ หรือมีน้ำเจิ่งนองเช่นนี้ จะก่อปัญหาอะไรให้ผิวหนังได้บ้าง
เอกสิทธิ์
ตอบ คำถามของคุณเอกสิทธิ์น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านหมอชาวบ้าน เพราะกำลังอยู่ในฤดูฝนช่วงฤดูฝนมีท่วมขังเช่นนี้ จะพบโรคผิวหนังและโรคต่างๆ หลายชนิดเกิดขึ้นได้บ่อยคือ
1. โรคน้ำกัดเท้า ซึ่งก็คือการติดเชื้อราที่เท้าพบได้บ่อย เป็นเป็นผื่นเปียกยุ่ยสีขาวที่ง่ามนิ้วเท้า (ภาพที่ 1 โรคเชื้อราที่เท้า) บางครั้งมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เป็นผื่นแดงและมีน้ำเหลืองไหล
2. โรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสังคัง (ภาพที่ 2 โรคเชื้อราที่ขาหนีบ) มักเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ มักมีอาการคันมาก
3. โรคเท้าเหม็น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกรัมบวก เห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ ที่เท้า (ภาพที่ 3 โรคเท้าเหม็น) บางครั้งเห็นเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ ที่ฝ่าเท้า มีน้ำเหลืองซึม และเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก เวลาถอดถุงเท้านอกจากได้กลิ่นเหม็นแล้ว ยังรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้าแบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila อาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลามทั้งเท้าและขาจนถึงขั้นเสียชีวิต
4. โรคพยาธิ การเดินย่ำน้ำเฉอะแฉะยังเสี่ยงต่อการติดโรคพยาธิ ที่พบได้บ่อยคือโรคพยาธิปากขอ ซึ่งทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
5. โรคฉี่หนู มีอาการเป็นไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดและถึงแก่กรรม
6. ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ
7. อันตรายอีกอย่างที่มักพบในช่วงฤดูฝน คือการถูกแมงกะพรุนไฟ เพราะมักมีชุกชุมในท้องทะเลทุกแห่งของไทย โดยเฉพาะหลังมีพายุฝนฟ้าคะนอง แผลจากการถูกแมงกะพรุนไฟรักษายามมาก (ภาพที่ 4 แผลแมงกะพรุนไฟ) และมักทิ้งแผลเป็นไว้ตลอดชีวิต
ชาวกรุงเทพฯ หลายคนไม่รู้ถึงอันตรายของแมงกะพรุนไฟ แต่ชาวประมงรู้ถึงอันตรายนี้ดีจนถึงขั้นพูดกันว่าความยังจนน้ำตายได้ถ้าถูกแมงกะพรุนไฟ
พบว่าผู้ป่วยที่ถูกแมงกะพรุนไฟที่หน้าหรือที่ขาจนเสียโฉมเสมอ โดยเฉพาะเด็กที่เล่นเรือกล้วยหอมแล้วถูกสะบัดให้ตกเรือ จึงขอแนะนำให้ว่ายน้ำในสระริมทะเลแทนว่ายน้ำในทะเล
ถ้าถูกแมงกะพรุนไฟต้องรีบขึ้นจากน้ำ เพราะอาจแพ้พิษถึงขั้นจมน้ำตายได้ และห้ามใช้น้ำจืดหรือแอลกอฮอล์ราดแผลเพราะกระเปราะพิษจะยิ่งแตก อาจใช้น้ำทะเลล้างแผล แล้วใช้บัตรแข็งขูดกระเปราะพิษออกแล้วรีบไปพบแพทย์
ป้องกันโรคติดเชื้อ
การหลีกเลี่ยงโรคติดเชื้อที่อาจถ่ายทอดจากการเดินย่ำน้ำสกปรก ดังนี้
1. สวมรองเท้าบู๊ตกันน้ำให้มิดชิด
2. ถ้าจำเป็นต้องใส่ถุงเท้าไปทำงาน ไม่ควรเลือกถุงเท้าที่หนาและคับเกินไป
3. ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำเปล่าจนสะอาดและซับแห้งทุกครั้งที่เดินย่ำน้ำ
4. หากอยู่ในเวลาพักผ่อน ควรสวมรองเท้าแตะเพื่อให้เท้าแห้งจะลดการติดเชื้อราของเท้า
5. ไม่ควรนุ่งกางเกงที่หนา (เช่น กางเกงยีน) เพราะจะชื้นแฉะง่ายและเกิดการลุกลามของเชื้อราที่เท้ามายังขาหนีบเกิดเป็นโรคสังคังขึ้น
นอกจากนี้ กางเกงยีนยังทำให้เกิดความอับชื้นและเกิดกลิ่นเหม็นของอวัยวะสืบพันธุ์ได้ เพราะตำแหน่งนี้มีต่อมเหงื่อที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นเดียวกับที่รักแร้
เป็นที่น่าสังเกตว่าโรคเชื้อราที่เท้าและขาหนีบพบได้ค่อนข้างน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่น พม่า) ทั้งที่มีภูมิอากาศใกล้เคียงกับไทย เพราะชาวพม่านิยมใส่รองเท้าแตะทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอไม่อับชื้น ทำให้ไม่ค่อยเป็นเชื้อราที่เท้า และการนุ่งโสร่งและไม่สวมกางเกงในก็ทำให้ผิวที่ขาหนีบไม่อับชื้น จึงไม่ค่อยเป็นสังคัง
ส่วนชาวตะวันตกเป็นเชื้อราที่เท้าและขาหนีบได้บ่อย เพราะมักใส่ถุงเท้ารองเท้าอยู่เสมอ เคยเห็นเพื่อนฝรั่ง อเมริกันนอนโดยไม่ถอดถุงเท้ารองเท้าด้วย
หมอฝรั่งจึงมีคำแนะนำให้สวมถุงเท้าก่อนสวมกางเกงใน เพื่อลดการติดเชื้อราจากเท้าไปสู่ขาหนีบ
(update 14 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 339 กรกฎาคม 2550]
|