(ตอนที่ 1) การซักประวัติโรคผิวหนัง
ปัญหาโรคผิวหนัง เป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก อีกทั้งผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญทางสังคมจึงทำให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาผิวหนังเพียงเล็กน้อยอาจเกิดความกังวลใจมากกว่าเป็นโรคของระบบอื่นที่ร้ายแรงกว่า
โรคผิวหนังเกือบทั้งหมดไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตแต่โรคผิวหนังหลายอย่างก็อาจก่อให้เกิดความไม่สบาย อับอาย หรือทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางสังคมตามมาได้
เมื่อปี พ.ศ. 2545 ที่สหราชอาณาจักร พบว่าผู้ป่วยที่มาพบแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป 10 ราย ต่อ 1,000 ราย จะมีปัญหาผิวหนังเรื้อรัง สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคผิวหนัง และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังประมาณปีละ 5 ล้านราย เมื่อไปพบแพทย์ผิวหนังนั้น แพทย์จะทำอะไรให้
การซักประวัติ
แพทย์ผิวหนังจะซักประวัติตามลำดับดังนี้
1. รอยโรคเกิดมานานแค่ไหน ?
ผู้ป่วยมักบอกแพทย์ได้ว่าพบรอยโรคที่เห็นตอนตรวจมานานแค่ไหน แต่อาจบอกไม่ได้ว่ารอยโรคแรกเกิดเมื่อใด ผื่นผิวหนังบางอย่างจะเกิดทันที (เช่น ผื่นแพ้ยา) ผื่นบางอย่างค่อยๆ เกิด (เช่น เกลื้อน)
2. รอยโรคแรกเกิดที่ใด ?
ตำแหน่งของรอยโรคอาจช่วยในการวินิจฉัย
3. รอยโรคมีอาการหรือไม่ ?
คันไหม?
รอยโรคบางอย่าง เช่นโรคหิด โรคผิวหนังอักเสบ เอ็กซีมา อาจมีอาการคันมาก
เจ็บปวดไหม?
รอยโรคผิวหนังเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ ตัวอย่างเช่น โรคไขมันใต้ผิวหนังอักเสบ และงูสวัส (ภาพที่ 1)
4. ประวัติการใช้ยาทาและยากิน
ยาทาเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดผื่นผิวหนังได้ แพทย์จะสอบถามรายละเอียดการใช้ยา ถามว่ามีการใช้ยาตัวใดระยะที่ผื่นกำเริบ แพทย์ผิวหนังมักได้รับคำปรึกษาว่าผื่นที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการใช้ยาหรือไม่ กรณีนี้แพทย์จะถามข้อมูลยาต่างๆ ที่ผู้ป่วยได้รับในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนผื่นขึ้น และยังได้รับยาอะไร
ปัจจุบันผู้ป่วยบางรายได้รับการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกและอาจเข้าใจว่ายาหรือสมุนไพรที่ได้รับไม่จัดเป็นยาในความหมายของแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์จึงอาจสอบถามรายละเอียดถึงการรักษารูปแบบอื่น ตลอดจนถึงยาที่ซื้อมาใช้เองด้วย
5. ประวัติการแพทย์ทั่วไป
ความเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆ อาจแสดงอาการออกมาทางผิวหนังได้ ดังนี้
ลักษณะที่แสดงออกทางผิวหนังที่สัมพันธ์กับโรคของระบบอื่นๆ
เบาหวาน
- ไขมันใต้ผิวหนังอักเสบ
- แผลที่ขา
- ผิวติดเชื้อง่ายขึ้น
โรคพอร์ไฟเรีย (Prophyria cutanea tarda)
- ตุ่มน้ำ และรอยถลอกที่ผิวหนังบริเวณที่ถูกแสงแดด
- ผิวเปราะบาง
- ขนดก
- แผลเป็น
โรคของต่อมไทรอยด์
- หน้าแข้งบวม
- ผมร่วงกระจายทั่วไป
สาเหตุจากงานอาชีพที่ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส
- ช่างทำผม : มืออักเสบ ต่อ para-phenyldiamine ในยาย้อมผมชนิดถาวร
- ช่างก่ออิฐ : ผิวแพ้สัมผัส ต่อ โครเมต ในปูนซีเมนต์
- ช่างเครื่องยนต์ : มืออักเสบ ต่อ ตัวทำละลาย น้ำมันหล่อลื่น ของเหลวในระบบทำความเย็น กรดในแบตเตอรี่
- คนทำปศุสัตว์ : ตุ่มที่นิ้วมือจากการติดเชื้อไวรัส
- คนทำสวน : ผิวหนังอักเสบ ต่อพืช สารพิษฆ่าแมลง
6. ประวัติอาชีพและงานอดิเรก
โรคผิวหนังที่เกิดจากการทำงานพบได้บ่อย อาชีพบางอย่างก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้สัมผัสได้บ่อย อาชีพบางอย่างก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้สัมผัสได้บ่อย (ตารางที่ 2) หลักฐานที่สนับสนุนว่าน่าจะเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการทำงานคือ
- พบโรคผิวหนังชนิดเดียวกันในผู้ที่ทำงานแห่งเดียวกันอีก
- ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาการสัมผัสสารและการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบ
- ผื่นผิวหนังดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยไม่ได้ไปทำงาน
แพทย์จะถามถึงงานอดิเรก สันทนาการและกีฬาที่ผู้ป่วยทำและเล่น เพราะกิจกรรมเหล่านั้น อาจทำให้เกิดการแพ้สัมผัสได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและไม่ได้นึกถึง
7. ประวัติครอบครัว
โรคผิวหนังบางชนิดอาจมีประวัติกรรมพันธุ์ร่วมด้วย เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังภูมิแพ้ และโรคผิวเกล็ดปลา (ichthyosis)
8. ประวัติสัมผัสโรค
โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคตุ่มพุพอง (impetigo ภาพที่ 2) สามารถติดจากผู้อื่นได้ แพทย์จึงต้องซักประวัติการสัมผัสโรค และมีการให้สุขศึกษาเพื่อป้องกันการติดโรคซ้ำ
9. ปัจจัยกระตุ้นให้โรคมีอาการกำเริบ
ผื่นผิวหนังบางอย่างกำเริบหลังได้รับรังสียูวีจากแสงแดด เช่น โรคผิวหนังอักเสบที่มักมีผื่นกำเริบตามบริเวณที่ถูกแสงแดดช่วงฤดูร้อน ซึ่งมีผื่นคล้ายคลึงกับผื่นของโรคผิวหนังภูมิแพ้
แสงแดดยังทำให้ผื่นของโรคลูปัส (LE) กำเริบ
ขณะที่โรคสะเก็ดเงินมักมีอาการดีขึ้นเมื่อถูกแสงแดดแพทย์จึงต้องถามถึงปัจจัยกระตุ้นให้ผื่นกำเริบ เช่น ความร้อน ความเย็น การออกกำลังกาย และการมีประจำเดือน
10. ประวัติการเดินทาง
แพทย์จะถามประวัติการเดินทาง เช่น ถ้าพบรอยโรคที่มีลักษณะแปลกและไม่คุ้น ถ้าแพทย์ทราบว่าเคยไปอยู่แถบตะวันออกกลาง ก็อาจทำให้แพทย์นึงถึงโรค leishmaniasis ได้ หรือที่สหรัฐอเมริกา แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักโรคตัวจี๊ด แต่ถ้าทราบว่าผู้ป่วยมาจากไทย ลาว เวียดนาม ก็อาจทำให้วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
11. ประวัติการเปลี่ยนแปลงของสีโรคผิวหนังที่เกิดจากเม็ดสี
พบอุบัติการณ์ของมะเร็งไฝดำ (malignant melanoma ภาพที่ 3) สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยที่รอยโรคเกิดจากเม็ดสีที่มีการเปลี่ยนแปลง แพทย์จะถามถึงประวัติการถูกแสงแดดชั่วชีวิต เวลาถูกแดดผิวไหม้แดดง่ายไหมประวัติครอบครัวว่ามีไฝมากแค่ไหน หรือมะเร็งผิวหนัง เทื่อตรวจรอยโรคที่เกิดจากเม็ดสีแพทย์จะถามถึง
- การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของรอยโรค
- ขนาดโตขึ้นหรือไม่
- สีเปลี่ยนแปลงหรือไม่ (สีดำขึ้นไหม มีสีหลายสีเพิ่มขึ้นไหม)
- ขอบเขตเปลี่ยนแปลงหรือไม่
- รอยโรคนูนขึ้นหรือไม่ (จากขอบเรียบเป็นไม่เรียบ)?
- มีอาการใหม่ๆ หรือไม่ (เช่น อาการคัน เลือดออก)
(update 12 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 335 มีนาคม 2550]
|