การฉีดวัคซีนนั้นสามารถช่วยป้องกันโรคได้มากมายหลายชนิด จึงทำให้ผู้ที่คิดจะฉีดวัคซีนมองข้ามข้อจำกัดบางอย่างซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะฉีดวัคซีน ควรทำความเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้ก่อนนะคะ
รู้เรื่องวัคซีนพื้นฐาน
ปัจจุบันมีโรคแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งวิทยาการทางการแพทย์ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ยังคงมีการค้นคว้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้มีวัคซีนใหม่ๆ มาใช้ป้องกันโรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัคซีนที่มีความจำเป็น สำหรับเด็กๆ นั้น มีอยู่หลายชนิด ซึ่งมีทั้งวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ และวัคซีนทางเลือก ซึ่งเป็นวัคซีนที่ให้ตามสภาพร่างกายของเด็กและดุลยพินิจของแพทย์
สำหรับวัคซีนพื้นฐานเป็นวัคซีนใช้ป้องกันโรคที่เกิดบ่อยและมีอัตราความสูงสำหรับประเทศไทย ซึ่งเด็กทุกคนจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้ครบตามจำนวนที่ระบุเอาไว้ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งวัคซีนพื้นฐานที่เด็กต้องได้รับมีดังนี้คือ
1. วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค
2. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ชนิดเต็มเซลล์
3. วัคซีนโปลิโอชนิดหยอด
4. วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม
5. วัคซีนตับอักเสบบี
6. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี
วัคซีนทางเลือก
เป็นวัคซีนที่จะมีการพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเด็กแต่ละคน เช่น เด็กบางคนอาจจะมีอาการแพ้วัคซีนบางชนิด จึงต้องมีวัคซีนทางเลือกเพื่อช่วยป้องกันอาการแพ้ดังกล่าวหรืออีกกรณีหนึ่งคือ เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงชนิดใดชนิดหนึ่ง แพทย์ก็จะพิจารณาฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มให้นอกเหนือจากวัคซีนพื้นฐาน สำหรับวัคซีนทางเลือกที่มีความจำเป็นสำหรับเด็กมีดังนี้
- วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด
- โรคโปลิโอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วเพิ่มจำนวนขึ้นในลำคอ ลำไส้ ผ่านเข้าสู่ระบบประสาท ทำให้ไขสันหลังส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนและขาเกิดการอักเสบขึ้น โรคโปลิโอมักพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการอัมพาตเฉียบพลันและอาจมีความพิการแขนขาลีบร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในสมัยก่อนเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนโปลิโอชนิดหยอด ซึ่งได้มาจากไวรัสโปลิโอที่ยังมีชีวิต แต่นำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลงก่อนที่จะหยอดให้เด็ก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองโดยจะหยอดวัคซีนให้ทั้งหมด 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และ 4-6 ปี
- สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเฉพะที่ได้ทั้งในกระแสเลือดและที่เยื่อบุลำไส้จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อและยับยั้งการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้ง่าย ราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อเสียคือ วัคซีนชนิดหยอดอาจเป็นอันตราได้ หากใช้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอัมพาตชั่วคราวในเด็กบางคนได้อีกด้วยทางการแพทย์จึงได้มีการคิดค้นวัคซีนโปลิโอแบบฉีดมาให้เป็นวัคซีนทางเลือก ซึ่งได้เชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว จึงไม่ทำให้เกิดอาการอัมพาตและมีความปลอดภัยสำหรับเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ในลำไส้ได้มากเท่ากับวัคซีนแบบหยอด จึงอาจไม่สามารถระงับการระบาดของโรคได้ทันทีและมีราคาสูง
- วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ชนิดไม่มีเซลล์
วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก เป็นวัคซีนที่มีความสำคัญเพราะทั้งสามโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงและอันตรายสูงสำหรับเด็ก
- โรคคอตีบ
ทำให้เกิดการติดเชื้อเฉพาะที่ พบมากในบริเวณคอหอยและต่อมทอนซิล ผู้ติดเชื้อจะมีไข้ หายใจไม่สะดวก เสียงแหบ ลำคอบวม และอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน รุนแรงบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน, ระบบประสาท และหัวใจ
- โรคไอกรน
เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ โดยอาการเริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคหวัด ต่อมาจะทีอาการไอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางรายอาจมีอาการไอจนตัวเขียวและชักได้ หลังจากนั้นอาการไอก็จะทุเลาลง เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน เป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียชีวิตสูง จึงควรหาทางป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด
- โรคบาดทะยัก
เกิดจาการติดเชื้อบาดทะยักเข้าสู่บาดแผล จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษที่มีปฏิกิริยาต่อระบบประสาท ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง สำหรับเด็กทารก หากมารดาไม่ได้รับวัคซีนบาดทะยักอย่างเหมาะสม และขั้นตอนการตัดสายสะดือไม่สะอาดพอ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน
ฉะนั้นเด็กทุกคนจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนนี้รวมทั้งหมด 5 เข็ม คือ ฉีดเมื่ออายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และอายุ 4-6 ปี การฉีดวัคซีนอาจทำให้มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นคือ บริเวณที่ฉีดจะมีอาการปวด บวม แดง บางรายอาจมีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเริ่มปรากฏในช่วงประมาณ 2 ชั่วโมง หลังฉีดวัคซีน และจะค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 2 วัน เด็กที่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนดจะมีภูมิคุ้มกันโรคทั้ง 3 ชนิดนี้ได้นานถึง 10 ปี แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนไอกรนจะไม่สูงเท่าวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก แต่หากเกิดการติดเชื้อไอกรน วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ เป็นวัคซีนชนิดเต็มเซลล์ ซึ่งมักจะทำให้เกิดผลข้างเคียงโดยเฉพาะอาการไข้ ส่วนวัคซีนไอกรนชนิดไม่มีเซลล์ ซึ่งเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่แตกต่างกัน แต่มีราคาสูงกว่าวัคซีนเต็มเซลล์ จึงพิจารณาใช้เป็นวัคซีนทางเลือกสำหรับเด็กที่ได้รับวัคซีนเต็มเซลล์แล้วเกิดอาการข้างเคียงอย่างรุนแรง
การเตรียมตัวก่อนพาลูกมาฉีดวัคซีน
1. ควรนำสมุดบันทึกการฉีดวัคซีนไปด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการผิดพลาดในการฉีด
2. ไม่ควรพาลูกไปฉีดวัคซีนในขณะที่มีไข้สูง ควรรอให้อาการทุเลาลงก่อนจึงค่อยพาไปฉีด
3. ในช่วง 6 เดือน ก่อนการฉีดวัคซีน หากมีความจำเป็นที่เด็กต้องได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เนื่องจากองค์ประกอบของเลือดที่ได้รับมานั้นอาจมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทานจากวัคซีนได้
4. หากลูกเคยมีประวัติแพ้วัคซีน แพ้สารประกอบในวัคซีน หรือ มีอาการแทรกซ้อนหลังจากรับวัคซีน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
5. คุณควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัคซีนที่ลูกจะได้รับ รวมทั้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังรับวัคซีนเพื่อที่คุณจะได้ดูแลลูกได้อย่างถูกต้อง
วัคซีนฮิบ (HIB)
เชื้อฮิบ (HIB-Hemophilus influenza type B) เป็นเชื้อที่ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคที่เป็นอันตรายได้หลายโรค เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคไซนัส โรคปอดอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบและโรคติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายยังภูมิต้านทานโรคไม่มาก เชื้อฮิบสามารถติดต่อทางระบบหายใจโดยการไอหรือจากรดกัน ฉะนั้นเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ในที่แออัดหรือต้องอยู่รวมกับเด็กอื่นเป็นจำนวนมากจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากว่า สำหรับเด็กที่ได้รับเชื้อจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะไม่ยอมดูดนม มีไข้ อาเจียน ปวดศรีษะ คอแข็ง ชัก ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจทำเสียชีวิตได้
การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ แนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 2, 4, และ 6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีภูมิต้านทานน้อย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อและเจ็บป่วยได้มาก หากเริ่มฉีดหลังอายุ 6 เดือนไปแล้ว ให้ฉีดเพียง 2 เข็ม โดยแต่ละเข็มฉีดห่างกัน 2 เดือน และถ้าฉีดหลังอายุ 1 ปีไปแล้ว ให้ฉีดเพียงเข็มเดียวก็พอ เพราะเด็กเริ่มมีภูมิต้านมากขึ้นแล้ว สำหรับอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนคือ บริเวณที่ฉีดจะมีอาการปวด บวม แดง นอกจากนี้อาจมีไข้สูง เป็นผื่น และมีอาการหงุดหงิดงอแงร่วมด้วย
แม้ว่าเชื้อฮิบจะเป็นเชื้อที่ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคที่อันตรายได้หลายโรค แต่อุบัติการณ์ของโรคในประเทศไทยมีค่อนข้างน้อย และวัคซีนราคาสูง เหมาะสำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เด็กที่ต้องอยู่ในสถานที่แออัดเป็นประจำ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก รวมไปถึงเด็กที่พ่อแม่มีโอกาสได้รับเชื้อฮิบสูงด้วย
นอกจากนี้ยังมีวัคซีนทางเลือกอีกหลายชนิดที่สามารถป้องกันโรคที่อาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าเด็กคนไหนสมควรจะได้รับวัคซีนชนิดใดนอกเหนือจากวัคซีนและวัคซีนทางเลือกหลักๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว โดยจะพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งวัคซีนดังกล่าวได้แก่ วัคซีนตับอักเสบเอ, วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต, วัคซีนโรตา และวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นต้น
(update 20 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]
|