ความคาดหวังของพ่อแม่ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นว่าลูกมีสุขภาพดีและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ มาเบียดเบียนยิ่งทุกวันนี้มีโรคใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาบางโรครักษาป้องกันได้ แต่บางโรคก็ยากที่จะรักษาและป้องกัน ยิ่งเพิ่มความกังวลใจให้กับพ่อแม่เพิ่มขึ้นไม่เว้นวายตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต
1. ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
สาเหตุและอาการ
โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยการหายใจเอาเชื้อโรคซึ่งฟุ้งกระจายอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จามออกมา นอกจากนี้ยังอาจติดอยู่กับมือภาชนะหรือของใช้ น้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย โรคนี้สามารถแพร่กระจายอย่างกว้างขวางได้ในที่ที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ และอากาศไม่ถ่ายเท อาการของไข้หวัดจะเริ่มด้วยการมีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือแสบคอ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่นั้น จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ ตัวร้อนจัด หนาวสั่น ปวดศรีษะและเวียนศรีษะมาก ปวดตามกระดูก กล้ามเนื้อ และมักมีอาการคลื่นไส้ตามด้วย ถ้าพักผ่อนเพียงพอ และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยจะหายจากโรคนี้ได้ภายใน 2-7 วัน บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ
การป้องกันและรักษา
ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นและไม่ใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่มีคนแออัด เช่น ในที่ชุมชน โรงมหรสพ บนรถโดยสารที่มีผู้โดยสารจำนวนมากโดยเฉพาะในขณะที่มีการระบาดของไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยรวมทั้งไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ ถ้ามีผู้ป่วยในบ้านควรแนะนำให้ปิดปากด้วยผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าเวลาไอ หรือจาม และล้างมือบ่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ควรนอนพักผ่อนมากๆ หรือดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าตัวร้อนมากควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือกินยาลดไข้ คือ มีอาการไอมากขึ้น หรือมีไข้สูงนานเกิน 2-3 วัน ควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ถ้าหายใจเร็วหอบ หรือหายใจแรง จนชายโครงบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดัง ควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรับการตรวจรักษา เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
2. โรคปอดบวม
สาเหตุและอาการ
โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อปอดบวมโดยตรง ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อซึ่งฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เชื้อเหล่านี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจามออกมา หรือติดต่อกันโดยใช้ภาชนะ และสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย มีระยะพักตัวของโรค 1-3 วัน โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจที่มีความรุนแรง ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาทันท่วงที และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด เช่น โรคหัวใจ
โรคปอดบวมมักเกิดตามหลังโรคหวัด 2-3 วัน โดยจะมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบมักจะหายใจเร็ว ถ้าเป็นมากมักหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ถ้าป่วยหนักมักจะซึม ไม่ดื่มนม ไม่ดื่มน้ำ ถ้าไข้สูงอาจชัก บางรายมีหายใจเสียงดัง ปาก เล็บมือ-เท้าเขียว และกระสับกระส่าย บางรายอาจไม่ชัดเจน อาจไม่ไอ แต่มีอาการซึม ดื่มนม หรือน้ำน้อยลง ถ้ามีอาการเช่นนี้ ต้องพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ถ้ารักษาช้า หรือได้รับยาไม่ถูกต้องอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด ปอดแฟบ ฝ้าในปอด เป็นต้น
การป้องกันและรักษา
เหมือนกับการป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ควรให้เด็กเล็กหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และควรได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ และให้อาหารเสริมอย่างเพียงพอรวมทั้งให้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด
3. โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัส
สาเหตุและอาการ
โรคอุจจาระร่วงมักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งติดต่อโดยการดื่มน้ำ หรือการกินอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป นอกจากนี้อาจมีการติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยได้ด้วย มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดก่อนถ่ายเหลวโดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคนอาจขาดน้ำรุนแรงจนถึงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เด็กที่ป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วมอาจมีน้ำหนักลดลงและการเจริญเติบโตหยุดชะงักไปพักหนึ่ง
การป้องกันและรักษา
ควรให้อาหารเหลวแก่เด็กบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด รวมทั้งน้ำนมแม่แต่สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม ควรผสมนมให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าเด็กยังถ่ายบ่อย ควรผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ให้เด็กดื่มทีละน้อย บ่อยครั้ง พร้อมทั้งให้อาหารที่ย่อยง่ายรับประทาน อาการกลับเป็นปกติได้ภายใน 8-12 ชั่วโมง ถ้าให้การรักษาเองที่บ้านแล้ว อาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะสะอาด ปลอดภัยและทำให้เด็กมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆ ผู้ดูแลเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำให้เด็กกินอาหารที่สุกใหม่ๆ และดื่มน้ำต้มสุก ให้เด็กที่ป่วยถ่ายอุจจาระในภาชนะที่รองรับมิดชิด แล้วนำไปกำจัดในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายต่อไป ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรค โดยให้ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน แต่ยังมีราคาแพง
4. โรคไข้เลือดออก
สาเหตุและอาการ
เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-10 ปี โรคนี้มักระบาดในฤดูฝน ความรุนแรงของโรค และอาจทำให้ตายได้ คือ ระยะช็อค และเลือดออก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะไข้ลด ดังนั้น ผู้ปกครองหรือพ่อแม่ต้องเอาใจใส่ และมีความรู้ในการดูแลบุตรหลานของท่านอย่างดี โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ เด็งกี่ กับ ชิกุคุนยา โดยมียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออก และออกหาหินในเวลากลางวัน ยุงลายชนิดนี้ชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งๆ ที่อยู่ในตุ่มน้ำ กระป๋อง กะลา และหลุมที่มีน้ำขัง หรือจานรองขาตู้กับข้าว ฯลฯ เราพบว่า ใช้เลือดออกที่มีความรุนแรง หรือช็อคจะเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่
ระยะที่ 1 : ระยะไข้สูง
เด็กจะมีไข้ทันที ไข้สูงตลอดเวลา (39-40 องศาเซลเซียส) หน้าแดง ตาแดง ไอ เจ็บคอปวดศรีษะ กระหายน้ำซึม เบื่ออาหาร และอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา มีผื่นแดงขึ้น (ไม่คัน) ในวันที่ 3 ของไข้ ตามแขนขา ลำตัว ผื่นนี้อาจมีจุดเลือดออกเป็นจุดแดงเล็กๆ ระยะที่ 1 ใช้เวลา 4-7 วัน ถ้าอาการไม่รุนแรง ไข้ก็จะค่อยๆ ลดลง และเด็กจะแจ่มใสขึ้น
ระยะที่ 2 : ระยะช็อคและมีเลือดออก
จะเกิดขึ้นในช่วงไข้ลด ประมาณวันที่ 3-7 ของโรคพบอาการปวดท้องมากขึ้น กดเจ็บเล็กน้อยตรงใต้ชายโครงขวา ตัวเย็น ซึม เหงื่อตามตัว ปัสสาวะน้อย ผู้ป่วยกระวนกระวายและอาจมีจุดแดงๆ เหมือนมีเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือสีกาแฟ ถ่ายอุจจาระสีดำ
ระยะที่ 3 : ระยะพักฟื้น
พ้นระยะที่ 2 เด็กจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เด็กจะรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ดี ภายใน 2-3 วัน
การป้องกันและรักษา
ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ปิดฝาตุ่ม-ใส่ยาฆ่าแมลง ในน้ำหล่อขาตู้กับข้าว-ทำลายกระป๋อง กะลา หรือยางรถที่มีน้ำขังอยู่ เด็กที่นอนกลางวันควรนอนกางมุ้ง หรือมีมุ้งครอบ ระยะไข้สูง ควรเช็ดตัวลดไข้, ให้ดื่มน้ำมากๆ ห้ามไม่ให้ยาลดไข้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกมากขึ้น ควรให้พาราเซตามอลเท่านั้น ดูแลให้อาหาร ควรเป็นอาหารอ่อน พวกข้าวต้ม นม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ให้ดื่มมากๆ เฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด
5. หลอดลมอักเสบ
สาเหตุและอาการ
หลอดลมอักเสบในเด็กเป็นโรคที่พบไม่บ่อยมักพบร่วมกับการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนอื่นด้วย เช่น ไข้หวัด ไซนัสอักเสบ หรือปอดอักเสบสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ได้แก่ อะดีโนไวรัส ไรโนไวรัส ฟลูไวรัส บางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มัยโคพลาสมา หรือ คลามัยเดีย ส่วนน้อยที่อาจเกิดจากการแพ้ หรือการระคายเคืองต่อสารบางอย่างที่สูดดมจนทำให้หลอดลมเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการ ไอ และมีเสมหะ อาการไอ ถือเป็นอาการที่สำคัญที่สุดของโรคนี้ เสมหะ อาจจะมีเหลืองหรือเขียว ผู้ป่วยอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้ ถ้ามีไข้ มักจะไม่มีไข้สูง บางรายจะมีอาการหายใจลำบาก หรือหายใจเสียงดังหวีด ผู้ป่วยที่เป็นหวัด เริ่มด้วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำมูกไหล แสบคอ และเริ่มเกิดอาการไอ แสดงว่าเป็นโรคหลอดลมอักเสบ รวมทั้งผู้เป็นหวัด แล้วมีอาการไอและมีเสมหะเรื้อรังนานเกิน 7 วัน ต้องนึกถึงโรคหลอดลมอักเสบไว้ด้วย
การป้องกันและรักษา
โรคหลอดลมอักเสบมักจะหายได้เองใน 7-10 วัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งในกรณีผู้ป่วยเด็ก ไม่นิยมให้ยาแก้ไอ เพราะอาจทำให้เสมหะค้างในหลอดลมจนกลายเป็นโรคอื่นๆ ที่รุนแรง อย่างเช่น โรคปอดอักเสบ หรือโรคหลอดลมโป่งพองได้ ให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างพอเพียง ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หากตรวจพบว่าโรคหลอดลมอักเสบนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ
6. โรคหัด
สาเหตุและอาการ
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสหัด ทำให้มีไข้สูงนาน 7 วัน พบบ่อยในเด็กช่วงอายุ 1-6 ปี ติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการไอ จามรดกันโดยตรง หรือจากการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป โรคหัดมักเกิดการระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้ น้ำมูกไหล ตาแดง อาการต่างๆ เหล่านี้จะรุนแรงมากขึ้น ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่ว และจางลง คงเหลือรอยคล้ำๆ อยู่เป็นสัปดาห์ผู้ป่วยโรคหัดอาจมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบและภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ หรือขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก และถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้
การป้องกันและรักษา
เมื่อสงสัยว่าเป็นหัด ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และให้ยาที่เหมาะสม ถ้ามีโรคแทรกซ้อน ให้ผู้ป่วยนอนพัก เช็ดตัวในช่วงที่มีไข้สูง และให้อาหารอ่อนที่มีคุณค่า แยกผู้ป่วยออกจากเด็กอื่นๆ จนถึงระยะ 4-5 วันหลังผื่นขึ้น ระวังโรคแทรกซ้อนต่างๆ เพราะระยะที่เป็นหัด เด็กจะมีความต้านทานโรคบางอย่างลดลงโดยเฉพาะวัณโรค ดังนั้นจึงต้องระวังการติดเชื้อจากผู้ใหญ่ หลายคนเชื่อว่าเด็กต้องออกหัดทุกคน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยให้เด็กได้รับวัคซีนหัด 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 อายุระหว่าง 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 อายุ 4-6 ปี
7. โรคหัดเยอรมัน
สาเหตุและอาการ
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการไข้ และออกผื่นคล้ายหัด แต่ผื่นน้อยและจางกว่า แต่ผู้ป่วยบางคนอาจไม่มีผื่น ในเด็กเล็กมักปรากฏอาการเล็กน้อย แต่ในผู้ใหญ่จะมีอาการประมาณ 1-5 วัน ติดต่อได้จากการสัมผัส การหายใจ จากละอองเสมหะของผู้ป่วย จากการไอ จาม โรคหัดเยอรมัน มีระยะฟักตัวประมาณ 14-21 วัน โรคแทรกซ้อนที่อาจพบ แต่ไม่บ่อย ได้แก่ อาการปวดข้อ ข้ออักเสบ สมองอักเสบ หัดเยอรมันอาจทำให้ทารกในครรภ์มีความพิการได้ ถ้าแม้ติดเชื้อหัดเยอรมัน ระหว่าง 3 เดือนแรกของครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์และสงสัยว่าเป็นหัดเยอรมัน ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด
การป้องกันและรักษา
การป้องกันโดยทั่วไปเหมือนโรคหัด ผู้ป่วยควรพักผ่อน และให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอ ควรให้ผู้ป่วยหยุดงานหรือให้หยุดโรงเรียน ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น แยกผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยออกจากผู้อื่น โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์จนถึงระยะ 7 วัน หลังผื่นขึ้น โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ในขณะนี้สถานบริการสาธารณสุขของรัฐให้วัคซีนรวมป้องกัน หัด คางทูม หัดเยอรมัน แก่เด็กอายุ 4-6 ปี หลังได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันได้ตลอดชีวิต
8. โรคอีสุกอีใส
สาเหตุและอาการ
เป็นโรคจากเชื้อไวรัส ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก และน้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป เช่นเดียวกับไข้หวัด หรือโดยการใช้ภาชนะ และของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย หรือโดยการสัมผัสน้ำเหลืองจามตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัว 2 สัปดาห์ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ในระยะ 1 วันก่อนผื่นขึ้น ถึงผื่นสะเก็ดแห้งหลุมหมด มักเกิดในเด็ก ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิต้านทานไปตลอดชีวิต อาการเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ต่อมามีผื่นขึ้นที่หนังศรีษะ หน้า ตามตัว และแขนขา โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง แล้วเริ่มแห้งตกสะเก็ด และร่วงในเวลา 5-10 วัน ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และในปากด้วย โดยทั่วไปโรคนี้มักไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางสมองและปอดบวมได้
การป้องกันและรักษา
การป้องกันโดยทั่วไปเหมือนกับโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคหัด และไม่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ผู้ป่วยควรพักผ่อนและให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นเพียงพอ หากมีไข้ควรกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล หากมีอาการเจ็บคอ หรือไอ ควรปรึกษาแพทย์ เด็กนักเรียนที่ป่วย ควรให้หยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ ปัจจุบันมีวัคซีน แนะนำให้เด็กอายุ 1 ปี ขึ้นไป
9. โรค มือ เท้า ปาก
สาเหตุและอาการ
เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่มที่อยู่ในลำไส้คน มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งทารกและเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต โรคนี้มักพบในสถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาลในประเทศไทยพบโรคนี้ได้บ่อย แต่มักไม่มีความรุนแรงและหายได้เองภายใน 7-10 วัน บางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน เชื้อดรคอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย เชื้อโรคเข้าทางปากโดยตรงซึ่งอาจติดมากับมือ ของเล่นไอ จามหรือใช้ภาชนะในการรับประทานหรือดื่มร่วมกัน โรคนี้จะติดต่อกันได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย และจะพบเชื้อในอุจจาระของผู้ป่วยได้นานประมาณ 12 สัปดาห์ หลังจากเริ่มป่วยมีไข้ 2-4 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในปากและคอ ปวดเมื่อยตามตัวพร้อมไข้หวัด มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น ต่อมาผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆ แดง และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้ หรือซึมไม่รับประทานอาหารและน้ำ น้ำลายไหลอาเจียนบ่อยควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
การป้องกันและรักษา
ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไปและสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหารและหลังขับถ่ายทุกครั้งรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอมควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนม รวมกับผู้อื่นหลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ที่เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในสถานที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมากผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็วเมื่อ เช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระทำความสะอาดพื้นเครื่องใช้หรือของเล่นเด็กที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาฟอกขาว (คลอเร็กซ์) อัตราส่วนคือ น้ำยา 20 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ซีซี. และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรค มือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป
10. โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD, Invasive Pneumococcal Disease)
สาเหตุและอาการ
โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจายที่อันตรายมาก ตัวเชื้อนิวโมคอคคัสมักพบอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) แต่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ โดยการ ไอ จาม สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำอาจติดเชื้อโรคได้ง่าย โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ที่มีอาการรุนแรง คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด อาการสำคัญที่พบได้ คือติดเชื้อหูน้ำหนวกที่ลุกลามที่เข้าสู่สมอง ปอดบวมหรือปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดโลหิตเป็นพิษหรือเชื้ออาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจเสียชีวิตหรือพิการทางสมอง
การป้องกันและรักษา
การรักษาโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส และไอพีดีจะใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มแพนนิซิลลิน หรือเศฟาโลสปอรินส์ ปัจจุบันพบว่ามีอาการดื้อยามากขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาได้ผลดีถ้ามาพบแพทย์ และได้เริ่มให้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว ชนิดแรกเป็นวัคซีนดั้งเดิมชนิดโพลีแซคคาไรด์ ประกอบด้วยเชื้อนิวโมคอคคัสวัคซีนจำนวน 23 สายพันธุ์ วัคซีนนี้ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีและประสิทธิภาพจำกัดจึงได้ใช้เฉพาะกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคนี้ ชนิดที่สองเป็นคอนจูเกตวัคซีน ซึ่งเพิ่งจะมีจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้ประกอบด้วยเชื้อนิวโมคอคคัสจำนวน 7 สายพันธุ์พ่วงกับโปรตีนทำให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีในเด็กต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งจะครอบคลุมเชื้อไอพีดีในเด็กไทยได้ร้อยละ 70 วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูง สามารถป้องกันโรคไอพีดีจากเชื้อสายพันธุ์ในวัคซีนได้ ร้อยละ 97.3 (แต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นอกวัคซีน) ป้องกันโรคปอดอักเสบได้ร้อยละ 35 ป้องกันโรคหูชั้นกลางอักเสบได้บ้าง ในต่างประเทศแนะนำให้วัคซีนนี้ในเด็กปกติ อายุ 2, 4, 6, เดือน และฉีดกระตุ้นตอนอายุ 12-15 เดือน
สถานการณ์และแนวโน้มของโรคในเด็ก
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์เสน่ห์ เจียสกุล ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในเด็กกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโรคในเด็กว่า จากสถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่า สถิติของการเกิดโรคในเด็กเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่โรคในเด็กจะลดลงนั้นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันโอกาสที่เด็กๆ จะได้รับเชื้อโรคนี้มากกว่าในอดีต จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น ปัจจุบันคนนิยมทานอาหารนอกบ้าน เด็กไปโรงเรียนเร็วขึ้น การออกไปข้างนอกเจอคนเยอะก็มีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคทางการหายใจ แม้ปัจจุบันนี้จะมีวัคซีนที่ฉีดเพื่อป้องกันโรคในเด็กเพิ่มขึ้นในประเทศไทยมีประมาณ 15 โรคที่เรามีวัคซีนป้องกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนครบเพราะราคาของวัคซีนบางอย่างนั่นค่อนข้างสูง แต่โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน สถิติของการเกิดโรคกลุ่มนี้ในเด็กจะต่ำมากในปัจจุบัน ส่วนโรคที่เด็กป่วยเป็นจำนวนมากและอัตราการเสียชีวิตสูงคือ โรคอุจจาระร่วง โรคปอดบวม และไข้เลือดออก
ส่วนโรคที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อคือโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้และโรคที่สมัยก่อนพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่ค่อยรู้จักคือโรคออทิสติคกับสมาธิสั้น ปัจจุบันมีเด็กเป็นโรคสองประเภทนี้เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจำนวนของเด็กที่ป่วยเพิ่มขึ้นหรือไม่เพราะยังไม่มีสถิติชัดเจน และเป็นโรคที่ไม่ต้องรายงาน
การป้องกันโรคในเด็ก
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์เสน่ห์ เจียสกุล ยังได้กล่าวถึงการป้องกันโรคในเด็กว่า การป้องกันโรคสามารถทำได้ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก สร้างความแข็งแรงให้ร่างกายเด็ก อย่าสร้างโอกาสที่จะไดรับเชื้อโรคจากคนอื่นสร้างนิสัยในการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การป้องกันโรคที่จะเกิดในเด็กต้องดูว่าการติดเชื้อจะติดได้อย่างไร ต้องรู้ว่าเชื้อโรคตัวนั้นจะเข้าสู่ร่างกายของเด็กทางใดบ้างและรู้แหล่งหรือรังโรคว่าอยู่ที่ใด จากนั้นก็ป้องโรคด้วยการหลีกเลี่ยงแหล่งเชื้อโรค ไม่อยู่ใกล้ผู้ที่เป็นโรค ป้องกันทางที่เชื้อโรค ไม่อยู่ใกล้ผู้ที่เป็นโรค ป้องกันทางที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือให้สะอาด ทานอาหารและดื่มน้ำสะอาด รวมทั้งฉีดวัคซีน ก็ช่วยป้องกันการเกิดโรคได้เช่นกัน ในด้านการแพทย์จะเน้นที่การป้องกันเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นโรคชนิดไหนที่คนเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง มีภาวะแทรกซ้อนสูง หรือคนป่วยด้วยโรคนั้นมาก ก็มีการพยายามที่จะศึกษาค้นคว้าหาวัคซีนมารักษาโรคเหล่านี้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะ.
(update 21 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.165 April 2007]
|