ช่วงเวลาที่เจ็บป่วยทำให้เด็กๆ เสียเวลาและโอกาสที่จะได้เรียนรู้และเล่นอย่างสนุกสนานตามวัย คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไหมคะว่ามันน่าเสียดายจริงๆ นอกจากจะทำให้ลูกๆ รู้สึกแย่ และไม่สดใสแล้ว บางทีโรคร้ายเหล่านั้นก็ทำอันตรายกับเด็กหลายๆ คนได้ มีตั้งแต่ขั้นที่ป่วยเรื้อรัง มีโรคแทรกซ้อน หนักเข้าหน่อยก็พิการหรืออาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้เลย เพื่อเตรียมป้องกันและรับมือกับโรคร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับเด็กๆ วันนี้เรามีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาฝากค่ะ คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าเมื่อลูกเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะต้องทำอย่างไร
โรคที่ 1 ไข้สมองอักเสบ
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Japanese Encephalitis หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไวรัส JE ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองอักเสบมากที่สุดในประเทศไทย จะทำให้เกิดการอักเสบที่ประสาทส่วนกลาง คือสมองและไขสันหลังยุงรำคาญที่เพาะพันธุ์ในนาข้าวคือพาหนะสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ค่ะ
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- การติดเชื้อในระยะแรกเด็กจะมีไข้สูง อาเจียนและปวดศรีษะอยู่ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นก็จะตามมาด้วยอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง หมดสติ ซึม ชักและเป็นอัมพาต ในขั้นร้ายแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้
- รักษาอย่างไรดี ?
- ถ้ามีอาการดังที่ว่ามารีบพาลูกไปพบแพทย์ค่ะหรือถ้าจะให้ดีควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้เด็กๆ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบเป็นต้นไป
โรคที่ 2 คอตีบ
- ที่มาของโรคนี้
- เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และร้ายแรงเกิดจากเชื้อ Corynbacterium diphtheriae ติดต่อโดยการ ไอ จาม หายใจรดกัน
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- มีไข้ต่ำๆ ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอเล็กน้อย รู้สึกกลืนน้ำลายลำบาก ไอ เสียงแหบ หายใจลำบาก ตัวเขียว คลื่นไส้ อาเจียน
- รักษาอย่างไรดี ?
- ถ้าสงสัยให้รีบส่งแพทย์โดยด่วน เพื่อให้การวินิจฉัยโรค ในรายที่หายใจลำบากอาจจะต้องรีบเจาะคอช่วยหายใจ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจทำให้เกิดปอดบวม กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง และเป็นอัมพาต
โรคที่ 3 คางทูม
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus เชื้อจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หายใจรดกัน การสัมผัสถูกมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย มักพบในเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- มีไข้ ปวดศรีษะ บริเวณข้างหูหรือขากรรไกร มีอาการปวดบวม และกดเจ็บ บางรายอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วยเด็กผู้ชายจะเจ็บที่ลูกอัณฑะ เด็กผู้หญิงเจ็บที่ท้องน้อย
- รักษาอย่างไรดี ?
- โรคนี้เกิดจากไวรัส ถือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงซึ่งมักจะหายได้เองภายใน1-2 สัปดาห์ รักษาตามอาการเช่น ให้นอนพักดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้แก้ปวดถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรง หรือซึมไม่ค่อยรู้สึกตัวให้ส่งโรงพยาบาล
โรคที่ 4 ไวรัสตับอักเสบ บี และตับอักเสบ เอ
ตับอักเสบ บี
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิด บี ซึ่งพบได้มากในภูมิภาคนี้ ไวรัสจะเข้าทำลายตับ ซึ่งเป็ยอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- เป็นหวัด มีไข้ต่ำๆ เหนื่อย และอ่อนเพลีย บางรายจะเริ่มมีอาการดีซ่าน คือตัวเหลือง ตาเหลือง ติดต่อกันทางเลือด น้ำลาย น้ำอสุจิ หรือน้ำหลั่งในช่องคลอด
- รักษาอย่างไรดี ?
- ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคนี้ ป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางเลือด และน้ำหลั่งต่างๆ ของร่างกายปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ใช้ป้องกัน โรคนี้ได้โดยตรง
ตับอักเสบ เอ
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ติดต่อกันได้ทางอาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยผู้ป่วยจะขับถ่ายเชื้อออกมากับอุจจาระ ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการเป็นอย่างไร ?
- มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน มีปัสสาวะสีเข้มขึ้นเหมือนสีชา บางคนอาจมีอุจจาระสีเหลืองซีดลง ตัวเหลือง ตาเหลือง
- รักษาอย่างไรดี ?
- ยังไม่มีรักษาเฉพาะ หรือยังไม่มียาฆ่าเชื้อเฉพาะ การรักษาโดยทั่วไปจะเป็นการรักษาตามอาการ การป้องกันที่ง่ายที่สุดคือการรักษาอนามัยส่วนบุคคล การฉีดวัคซีนให้กับเด็กตั้งแต่อายุ 1-2 ขวบ
โรคที่ 5 บาดทะยัก
เชื้อบาดทะยัก ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม เดตานิ (Clostridium tetani) เป็นเชื้อโรคที่พบมีอยู่ตามดินทรายและอุจจาระของสัตว์ ซึ่งมีชีวิตอยู่นานเป็นปีๆ บาดแผลตามร่างกายที่อาจติดเชื้อ เช่น ตะปูดำ หนามเกี่ยว บาดแผลสกปรก
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการเป็นอย่างไร ?
- เชื้อโรคชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เกร็งอ้าปากไม่ได้ เกร็งทั่วร่างกาย ผู้ป่วยอาจหายใจลำบาก ตัวเขียว และอาจหยุดหายใจได้
- รักษาอย่างไรดี?
- หากสงสัยว่าลูกเป็น ให้ส่งโรงพยาบาลด่วน โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสรักษาได้เพียงประมาณ 50% ป้องกันไว้ตั้งแต่แรกด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยให้ปรึกษาแพทย์
โรคที่ 6 หัดและหัดเยอรมัน
หัดเยอรมัน
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากเชื้อไวรัส (Ruballa Virus) ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก เชื้ออาจจะแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ทำให้เกิดพิการได้
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- มีไข้ต่ำๆ น้ำมูกไหล ไอ ผื่นจะขึ้นในวันเดียวกับที่มีไข้หรือหลังจากมีไข้ 1-2 วัน โดยเริ่มจากหน้า ลำตัว แขนขา ผื่นจะหายไปภายใน 1-2 วัน อาการทั่วไปมักไม่ค่อยรุนแรง
- รักษาอย่างไรดี
- ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ยาลดไข้ Paracetamol ทุก 4-6 ชั่วโมง ในกรณีที่มีผื่นให้ทายาแก้ผื่นคัน Calamine Lotion ทาบริเวณผื่นคัน
หัด
- ที่มาของโรคนี้
- เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubola virus) ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน
- เป็นโรคนี้แล้วมีอาการอย่างไร ?
- ไข้สูงทันทีทันใด น้ำมูกไหล ตาแดง น้ำตาไหล กลัวแสง หนังตาบวม เด็กอาจซึม กระสับกระส่าย งอแง อาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้งเหมือนท้องเดิน ต่อมาหลังจากมีไข้สูง 3-4 วัน จะเริ่มมีผื่นแดงขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ขึ้นบริเวณหลังหู ตีนผม และซอกคอก่อน
- รักษาอย่างไรดี
- ให้ดื่มน้ำมากๆ และใช้ผ้าชุบเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ให้ยาลดไข้ Paracetamol ทุก 4-6 ชั่วโมง ในกรณีที่มีประวัติไข้สูงและชัก ควรให้ยากันชักด้วย ถ้าเด็กมีอาการหอบมาก ให้รีบส่งแพทย์โดยด่วน
น่ารู้เรื่องโรค
- ไวรัสตับอักเสบเมื่อเป็นรุนแรงขึ้นอาจลุกลามทำให้เกิดตับแข็งและมะเร็งตับได้
- หัดเยอรมันจะมีความหนาแน่นของผื่นน้อยกว่าหัดธรรมดา
- อัตราการตายหรือเสียชีวิตจากโรคบาดทะยักมีประมาณ 20-50% โดยมากกว่าครึ่งมักเป็นผู้ป่วยเด็ก
- อาการคางบวม อาจไม่ได้เป็นคางทูมเสมอไป อาจมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์
นอกจากจะมีความรู้เรื่องโรคใหม่ๆ มาไว้ด้วยก็ดีนะคะ เพื่อที่ว่าจะได้รู้ทันโรคใหม่ๆ หาทางป้องกันและพาลูกไปรักษาได้อย่างทันท่วงที
(update 23 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|