ข่าวการเสียชีวิตของเด็กนักเรียนชั้นป.1 ที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดียวกับโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์เมื่อไม่มานี้ ได้สร้างความสะเทือนใจและกังวลให้คนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็กไม่น้อย ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการตื่นตัวเกี่ยวกับโรคนี้อย่างมาก ทำให้ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า จริงๆ แล้วโรคนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่ง พญ. รังสิมา โล่ห์เลขา กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในเด็กจะมาช่วยไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ค่ะ
โรคมือ เท้า ปากคืออะไร
ปกติโรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouth Disease, HFMD) จะพบบ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี
สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม เอนเทอโรไวรัส (enteroviruses) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบบ่อยคือ คอคซากี ไวรัส A16 นอกจากนี้ยังพบใน เอนเทอโรไวรัส 71 และสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย
ผู้ป่วยจากเชื้อคอคซากีไวรัส A16 มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเป็นปกติได้เองภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนมีเพียงส่วนน้อยที่อาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลระยะหนึ่งและจะหายเมื่อได้รับการดูแลตามอาการ
ส่วนการติดเชื้อจากสายพันธุ์ เอนเทอโร ไวรัส 71 จะมีภาวะแทรกซ้อนเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ แขนขาอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ อาการทางสมองอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งมีรายงานการเสียชีวิตจากโรคนี้น้อยมากค่ะ
อย่างนี้ใช่
อาการมือ เท้า ปาก
เด็กที่ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากจะมีอาการดังนี้
- มีไข้ต่ำๆ ร้องงอแง
- หลังจากมีไข้ 1-2 วันจะมีอาการเจ็บในปาก ทำให้กินได้น้อย เบื่ออาหาร
- มีอาการน้ำลายไหล
- มีผื่นหรือแผลขึ้นที่ลิ้น เหงือก หรือกระพุ้งแก้มด้านใน ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางครั้งอาจพบบริเวณก้นร่วมด้วย
- ลักษณะผื่นจะเป็นจุดนูนแดง หรือเป็นตุ่มพอง ต่อมาจะแตกกลายเป็นแผล ซึ่งส่วนมากจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
- หากต้องการทราบว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใด คุณหมอจะส่งตรวจพิเศษด้วยการเพาะแยกเชื้อไวรัส จากอุจจาระหรือน้ำในโพรงจมูกของผู้ป่วย ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทำควบคู่ไปกับการตรวจเลือด เพื่อหาภูมิต้านทานต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุไปพร้อมๆ กัน
- โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อจะมีแนวโน้มหายได้เอง ถึงแม้จะมีไข้ไปแล้ว 2-3 วัน แต่อาการโดยรวมจะดีขึ้นค่ะ คือจากที่เคยมีอาการซึมๆ ก็ค่อยๆ สดใสร่าเริงขึ้นเรื่อยๆ และไข้มีแนวโน้มลดลง
- แต่ถ้าเด็กเป็นไข้ 3 วันไปแล้ว ไข้ก็ยังสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส คุณพ่อคุณแม่ต้องรับนำเด็กส่งโรงพยาบาลด่วนค่ะเพื่อคุณหมอจะได้เจาะเลือดหาสาเหตุ ซึ่งหากพบว่ามีเม็ดเลือดขาวหรือน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีอาการชักหรืออ่อนแรงร่วมด้วย (ถ้าเป็นในเด็กอายุน้อยมากๆ) จะมีอันตรายมาก เพราะจะมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง
ถ้าลูกมีอาการดังกล่าว คุณหมอจะให้การรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ยาแก้ปวด ยาชาทาบริเวณที่ปากเป็นแผลซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องไปนอนโรงพยาบาล แต่กรณีที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เด็กกินอาหารหรือนมไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนทางสมอง จะได้รับการดูแลโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้ออย่างใกล้ชิดค่ะ
มือ เท้า ปาก
โรคติดต่อ
ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้อีกอย่างหนึ่งคือ โรคนี้ติดต่อจากคนสู่คน โดยการกิน สัมผัส สิ่งที่ปนเปื้อนจากน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ (ซึ่งผู้ติดเชื้ออาจจะยังไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาเลยก็ได้) รวมไปถึงการสัมผัสน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย
การแพร่เชื้อที่มักเกิดได้ง่ายและบ่อยที่สุด คือในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วยเพราะเชื้อจะยังอยู่ในปาก และอาจปะปนออกมาทางน้ำลาย น้ำมูก เวลาที่เด็กเล่นของเล่นด้วยกันก็มักจะเปื้อนไม้เปื้อนมือเปื้อนของเล่น และติดต่อไปยังเด็กคนอื่นได้ง่ายเช่นกัน
ขณะเดียวกันถ้าเป็นสัปดาห์ที่ 2-3 เชื้อส่วนใหญ่จะออกมาทางอุจจาระ ถ้าเด็กเข้าห้องน้ำแล้วล้างมือให้สะอาดก็ไม่มีปัญหาเพราะเชื้อเหลือน้อยมาก แต่ถ้าเด็กคนไหนมีสุขอนามัยที่ไม่ดี ก็อาจติดเชื้อและแสดงอาการให้เห็นได้ง่าย เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่คุณหมอมักแนะนำให้เด็กหยุดเรียน ก็คือ ช่วงสัปดาห์แรกนั่นเองค่ะ
ช่วยลูกห่างไกลโรคมือ เท้า ปาก
ปัจจุบันโรคมือ เท้า ปาก ยังไม่มีวัคซีนป้องกันค่ะ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลและรักษาสุขอนามัยของลูกและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดลูกเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถที่จะป้องกันการเกิดโรคได้
คุณพ่อคุณแม่และคุณครูจึงควรปฏิบัติ ดังนี้ค่ะ
- ตัดเล็บให้สั้น
- หมั่นล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนกินอาหาร
- ควรใช้ช้อนกลางเวลากินอาหารร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ ของใช้ส่วนตัว เป็นต้น
- สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลต้องจัดให้มีอ่างล้างมือ และส้วมที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ
- หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ โดยให้ผู้ปกครองพาเด็กไปหาคุณหมอ และหยุดเรียนเพื่อรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ
- ในระหว่างนี้จึงไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ สวนสนุก และห้างสรรพสินค้า และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย
- หากในโรงเรียนมีเด็กป่วยจำนวนมากอาจต้องปิดชั่วคราว (1 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วนค่ะ
ที่สำคัญแม้เด็กจะเคยป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ก็มีโอกาสเป็นอีกได้ ถ้าติดเชื้อไวรัสโรคนี้ในสายพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะในหน้าฝนซึ่งมีอากาศเย็นและชื้น
ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการรักษาความสะอาดในชีวิตประจำวันและการออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ
(update 20 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 287 ธันวาคม 2549 ]
|