ปากแหว่ง เพดานโหว่


ปากแหว่ง เพดานโหว่ แม้จะเป็นความพิการแต่กำเนิด และเป็นโรคที่ทำให้พ่อแม่หลายคนแทบใจสลาย เพราะสงสารลูกและรู้สึกผิดหวังแต่โรคนี้ยังมีทางออกที่ดีมากกว่าโรคอื่นๆ เพราะเมื่อเป็นแล้วสามารถรักษาให้หายและใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังมีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้ลูกมีความพิการแต่กำเนิด


รู้จักปากแหว่ง เพดานโหว่

โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตของอวัยวะบริเวณช่องปากและบริเวณใบหน้า คือ บริเวณริมฝีปากบน เพดานปาก จมูก และขากรรไกร ซึ่งพบในประชากรที่มีผิวเหลืองมากกว่าสีผิวอื่นบ้านเราพบมากในภาคอีสานและภาคเหนือจากอดีตจนถึงปัจจุบันอัตราการเป็นโรคนี้อยู่ที่ 1:600 ของทารกแรกเกิด และถ้าหากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็นก็เพิ่มขึ้นถึง 18 เท่าเป็น 3:100 ของทากแรกเกิด


ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

1. พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อ แม่ ไปยังลูก แบ่งเป็น
  • ความผิดปกติของยีน เพราะว่าการสร้างอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งนั้นจะต้องอาศัยสารพันธุกรรมหรือยีนเป็นตัวกำหนด เช่น การสร้างริมฝีปาก จะมียีนที่เกี่ยวข้องด้วยประมาณ 20 ยีน ถ้ายีนใดยีนหนึ่งผิดปกติจะทำให้กระบวนการสร้างริมฝีปากได้ไม่สมบูรณ์ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้

  • ความผิดปกติของโรคโมโซม ปกติคนเราจะมีโครโมโซม 46 โครโมโซม หรือ 23 คู่ เป็นโครโมโซมร่างกาย 44 โครโมโซมและโครโมโซมมีจำนวนหรือโครงสร้างผิดปกติจะทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
2. สิ่งแวดล้อม

  • ขณะที่ตั้งครรภ์มารดาอาจจะขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด โดยเฉพาะกรดโฟลิก ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญที่อยู่ในกระบวนการสร้างสารพันธุกรรมใหม่

  • โรคติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์บางชนิดทำให้เกิดความพิการตั้งแต่กำเนิดได้ เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน

  • การรับประทานยาบางชนิดขณะที่ตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ เข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะทำให้เกิดโรคนี้ได้

ผลกระทบกับเด็ก

ด้านร่างกาย
  • จะมีปัญหาด้านการดูดกลืน ทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

  • ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจง่ายเนื่องจากขณะที่เด็กดูดอาจสำลักน้ำนมเข้าทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคปอดบวมนอกจากนี้ยังติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ง่ายเพราะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เปิด-ปิดท่อที่ต่อระหว่างจมูกและหูไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

  • จะมีความผิดปกติทางด้านการพูดเด็กจะออกเสียงสระและพยัญชนะไม่ชัดเวลาพูดเสียงมักขึ้นจมูก

  • จะมีโครงสร้างของใบหน้าที่ผิดรูปการเรียงตัวของฟัน การสบฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรผิดปกติรวมทั้งสุขภาพอนามัยช่องปากไม่ดี
ด้านจิตใจ
  • โตขึ้นอาจจะรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนหรือเล่นกับเพื่อนๆ กลัวเพื่อนล้อ จึงเก็บตัวอยู่บ้าน หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องอาจทำให้มีปัญหาอื่นตามมา เช่น โรคซึมเศร้า รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

การป้องกัน

โรคนี้มีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพแต่ต้องวางแผนการตั้งครรภ์ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเองด้วยการบำรุงร่างกายให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่เสมอ โดยเฉพาะกรดโฟลิก ซึ่งการได้รับกรดโฟลิกจากผักคงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงควรให้รับประทานกรดโฟลิกเม็ดเพื่อเสริมด้วย

กรดโฟลิกเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่ละลายได้ในน้ำ ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะจึงไม่ส่งผลเสียอีกทั้งยังช่วยในการสร้างสารพันธุกรรมจึงมีผลกับการสร้างอวัยวะทุกชนิด ดังนั้น การเสริมกรดโฟลิกไม่ได้แค่ป้องกันโรคปากแหว่ง เพดานโหว่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนป้องกันความพิการแต่กำเนิดอื่นๆ อีกด้วย

ขณะตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดความกังวลและเครียด เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความพิการกับลูกได้


การรักษา

เด็กที่เป็นโรคนี้จะรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งต้องผ่าตัดและตกแต่งไปเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 20 ปี การรักษาก็ต้องอาศัยทีมแพทย์เชี่ยวชาญจากหลายสาขาทั้งวิสัญญีแพทย์ ศัลยแพทยแพทช่องปากและใบหน้า ทันตแพทย์จัดฟัน ทันตแพทย์เด็ก ศัลยแพทย์พลาสติก กุมารแพทย์ รวมทั้งจิตแพทย์ ครูฝึกพูด และนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้อวร่วมมือกันเข้ามาดูแลในเรื่องจิตใจให้กับเด็กด้วย

สำหรับวิธีการรักษาในรายที่เป็นมากต้องรักษาหลายครั้ง มีหลายช่วงอายุ ดังนี้
0-3 เดือน แก้ปัญหาการดูดและกลืนด้วยการทำเพดานเทียม

3-5 เดือน ผ่าตัดเย็บรอยแยกบริเวณริมฝีปาก

12-18 เดือน เย็บเพดานปากเพื่อให้มีสภาพที่ดีขึ้น ทั้งให้คำแนะนำในการดูแลช่องปาก หลังการผ่าตัดเพดานเด็กจะได้รับการฝึกพูด โดยนักอรรถบำบัด (Speech Therapy) เพื่อฝึกอวัยวะต่างๆ ในการพูดให้เหมือนปกติที่สุด

2-5 ปี ซ่อมแซมริมฝีปากที่มีปัญหา เช่น ริมฝีปากไม่เสมอกัน เพื่อตกแต่งให้ได้รูป และนักอรรถบำบัดก็จะเข้ามาฝึกพูดมากขึ้น เพื่อให้ออกเสียงชัดเจนและถูกต้อง

5-8 ปี ผ่าตัดเย็บจมูกที่ไม่มีสันหรือไม่มีปีกจมูก และทันตแพทย์จัดฟันจะใส่เครื่องมือบริเวณเพดานเพื่อขยายกระดูกเพดานปากไม่ให้ล้มเข้าหากัน และยังช่วยแก้ปัญหาฟันซ้อน ฟันเกด้วย

9-12 ปี ผ่าตัดปลูกกระดูกสันเหงือกเพื่อให้ฟันที่อยู่ข้างใต้ขึ้นมาได้ อีกทั้งปิดรูทะลุระหว่างช่องปากและจมูกด้วย

12-17 ปี แก้ไขปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติ เช่น ฟันหน้าบนคร่อมฟันล่างบางรายอาจจะต้องผ่าตัดกระดูกขากรรไกรเพื่อแก้ไขความผิดปกติของจมูกและริมฝีปากที่ยังไม่เรียบร้อยจากการผ่าครั้งที่ผ่านมา และคอยติดตามผลอย่างน้อยปีละครั้ง

ต้องดูแลอย่างไร
1. เด็กเพดานโหว่ต้องระวังเรื่องการดูดนม อาจสำลักได้ง่าย ขณะให้ลูกดูดนมคุณแม่จึงต้องยกหัวให้สูง

2. เด็กที่ปากแหว่งอาจต้องใช้จุกนมพิเศษที่เป็นพลาสติกและยาวกว่าปกติขณะที่ให้ลูกดูดนมควรให้จุกนมเข้าในปากลึกๆ และแม่บีบขวดนมเพื่อให้นมออกเป็นการช่วยลูกให้ไม่ต้องออกแรงดูดมาก

3. หลังจากที่ผ่าตัดปากแหว่งควรทำความสะอาดแผลบ่อยๆ หรือทุกครั้งที่ให้นมโดยใช้สำลีสะอาดชุบน้ำยา เช่น น้ำเกลือ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แพทย์จะห้ามเด็กใช้ปากดูดจะเกิดแรงดึงในปากทำให้ด้ายหลุดได้ จึงต้องให้แม่ป้อนนมด้วยช้อนหรือแก้ว หลังจาก 3 สัปดาห์ผ่านไป จึงจะสามารถกลับมารับนมจากขวดได้ตามปกติ

4. หลังการผ่าตัดเพดานโหว่ ไม่ต้องทำความสะอาด เพียงให้ดื่มน้ำทุกครั้งหลังมื้อนมก็เพียงพอ

5. หากแผลมีอาการบวมแดง อักเสบแผลแยก หรือเป็นหนอง รีบพบแพทย์ทันที

6. หลังจากผ่าตัดควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจแผลเป็นระยะ
คงจะดีไม่น้อย หากว่าเด็กทารกทุกคนที่คลอดออกมามีความสมบูรณ์พร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ความรัก กำลังใจและความเข้มแข็งของคนเป็นพ่อแม่ ที่จะช่วยให้ลูกก้าวพ้นอุปสรรคและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ.


(update 22 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 296 กันยายน 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600