กระดูกมีความสำคัญกับร่างกายของเรามากค่ะ โดยเฉพาะกระดูกของเจ้าตัวเล็กที่ยังอ่อนอยู่ หากเจ็บป่วยหรือเป็นโรคขึ้นมา อาจจะส่งผลไปตลอดชีวิตทีเดียว
นพ.ปริยุทธิ์ เจียรพัฒนาคม ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยโรคกระดูกเด็ก ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำในการสังเกตความผิดปกติและการดูแลรักษามาฝากค่ะ
โรคกระดูกที่พบบ่อย
โรคกระดูกที่พบบ่อยในเด็กแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โรคกระดูกที่เป็นแต่กำเนิดและโรคกระดูกที่เป็นภายหลัง
1. โรคที่เป็นแต่กำเนิด
ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น จากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมในครรภ์ เช่น คุณแม่ท้องแรกมดลูกจะยังไม่ค่อยขยายเด็กจึงเบียดอยู่ข้างใน ทำให้กระดูกของเจ้าตัวเล็กเกิดความผิดปกติได้ โรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญ คือ
- โรคเท้าปุก
- พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะเท้าจะงอเข้ากลับด้านหน้าเป็นด้านหลัง สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ก่อนคลอดจากการอัลตราซาวนด์แต่การรักษาจะเริ่มทำหลังคลอด เพราะการผ่าตัดรักษาขณะเด็กอยู่ในท้องอาจจะทำให้เกิดการแท้งและไม่คุ้มกับการเสี่ยง
- การรักษา
- คุณหมอจะค่อยๆ ดัดเท้าทีละนิด แล้วใส่เฝือก ถัดมาอีกหนึ่งอาทิตย์คุณหมอจึงถอดเฝือกเก่าออก และดัดเท้าอีก แล้วใส่เฝือกใหม่ จนกว่าเท้าจะกลับเข้าสู่สภาพปกติซึ่งการรักษาด้วยวิธีใส่เฝือกนี้เด็กจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด เด็กบางคนเป็นรุนแรงอาจต้องผ่าตัดรักษาต่อจากการใส่เฝือก
- โรคข้อสะโพกหลุด
- พบได้ไม่บ่อยนัก มักพบในเด็กผู้หญิงเด็กที่เป็นโรคนี้แพทย์สามารถมองเห็นทันทีเมื่อแรกคลอด แต่มีบางคนที่กระดูกค่อยๆ เคลื่อนหรือหลุดออกภายหลัง บางคนอายุ 1 ขวบ จึงจะหลุดออกมาทั้งหมด ปกติเด็กแรกคลอดทุกคนจะได้รับการตรวจคัดกรองจากกุมารแพทย์อยู่แล้ว
- หากตรวจพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงคือ คุณแม่มีน้ำคร่ำน้อยในขณะที่ตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ลูกคนแรกมดลูกยังไม่ค่อยขยายตัว เด็กคลอดท่าก้น เด็กไม่กลับตัว มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ คุณหมอจะตรวจด้วยอัลตราซาวนด์เพื่อความแน่ใจ
- เมื่อลูกกลับมาบ้านแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตด้วยตัวเอง เช่น ตอนเปลี่ยนผ้าอ้อม เด็กจะนอนแบะขาสองข้างไม่เท่ากันสะโพกข้างที่หลุดจะติดอยู่และกางออกมาไม่ได้ ซึ่งปกติขาสองข้างจะต้องเท่ากัน
- การรักษา
- สามารถเริ่มรักษาได้ทุกช่วงอายุ แต่วิธีการรักษาจะไม่เหมือนกัน เช่น แรกเกิด ถึง 6 เดือน จะใช้วิธีรักษาโดยใส่สายรัดสะโพก ซึ่งเด็กจะยังเคลื่อนไหวได้อย่างปกติเพราะเป็นสายรัดโล่งๆ
- หลังจาก 6 เดือนไปแล้วต้องใส่เฝือกครึ่งตัว จากเอวถึงปลายเท้า โดยล็อกไว้ให้อยู่ในท่าที่สะโพกจะเข้าที่
- ถ้าอายุเกิน 3 ขวบ ต้องรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงวัย เพราะการผ่าตัดจะแตกต่างกัน
2. โรคที่เป็นภายหลัง
เป็นโรคที่เกิดจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่างๆ ที่พบได้บ่อยคือ
- เส้นประสาทบริเวณหัวไหล่ บอบช้ำ หรือฉีกขาด
- มักเกิดในเด็กที่ตัวใหญ่และคลอดยากถ้าเป็นไม่มาก เช่น เส้นประสาทช้ำ หรือยืดประมาณ 3-6 เดือน เด็กจะสามารถยกแขนได้ตามปกติเหมือนเดิม
- แต่ถ้าเป็นมากถึงขนาดเส้นประสาทขาดหากไม่ได้รับการวินิจฉัย และไม่ได้รับการรักษาโดยการต่อเส้นประสาท แขนข้างนั้นก็จะใช้งานได้ไม่ดี เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมทำงานได้ไม่ดี
- คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้คือ เด็กอาจจะยกแขนไม่ได้แขนลีบ หรือกล้ามเนื้อไม่พัฒนา เพราะไม่มีเส้นประสาทสั่งงานแขนจะห้อยอยู่ข้างลำตัวไปเรื่อยๆ ขยับได้แค่ปลายมือนิดหน่อยเท่านั้น
- การรักษา
- ส่วนใหญ่แล้วในเด็ก 3 เดือนแรก จะรักษาโดยการทำกายภาพบำบัดก่อน ส่วนการผ่าตัดจะทำในช่วงอายุ 3-6 เดือน (คุณหมอบางท่านอาจให้เวลาถึง 12 เดือน) จึงจะได้ผลดีที่สุด หากอายุเกินกว่านี้การรักษาจะได้ผลไม่ค่อยดีนัก
- ปกติแล้วกล้ามเนื้อจะได้รับคำสั่งจากสมองผ่านเส้นประสาทมายังแขน แต่หากเส้นประสาทขาด กล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ได้รับคำสั่งจากสมองก็จะไม่พัฒนา
- กระดูกและข้อเกิดการติดเชื้อ
- เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่เกิดภายหลังจากการคลอด จะพบได้น้อยแต่มีความสำคัญ โดยมักพบในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ที่มีความจำเป็นต้องให้ยาหรือฉีดยาทางเส้นเลือด หรือสายสะดือ ทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าไปทางกระแสเลือด ซึ่งส่งผลไปที่กระดูกหรือข้อ ทำให้กระดูกหรือข้อเป็นหนอง
- ความจริงแล้วการติดเชื้อสามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุ หากเลยช่วงวัยทารกมาแล้วมักพบในเด็กที่ขาดสารอาหารทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคไม่เพียงพอ จึงเกิดการติดเชื้อง่าย มักเกิดกับเด็กที่โตขึ้นมาอีกนิด แล้วได้รับอาหารไม่พอ เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรค เช่น จากการไปเล่นดินแล้วไม่ได้ล้างมือ มีฟันผุ หรือมีหูน้ำหนวก ก็อาจจะมีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและติดไปยังกระดูกได้
- เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะไม่ขยับแขนหรือขาข้างที่ติดเชื้อนั้น ร่วมกับอาการมีไข้ ดังนั้น ถ้าหากลูกตัวร้อนเป็นไข้ แขนขาขยับอยู่ข้างเดียวอีกข้างหนึ่งนิ่ง ควรพาไปหาหมอ หรือถ้าเด็กมีไข้ร่วมกับปวดข้อ หรือข้อส่วนนั้นๆ มีอาการบวมแดงแสดงว่าเป็นมากแล้ว ต้องรีบพามาหาหมอ ซึ่งการติดเชื้อสามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุ
- การรักษา
- แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ และถ้ายังไม่หายก็อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อล้างหนองออก
- อุบัติเหตุต่างๆ เช่น หกล้มหรือตกจากที่สูง จะต้องรีบพามาหาหมอให้เร็วที่สุดหากกระดูกแค่ร้าวใส่เฝือกก็หาย แต่ถ้ามีกระดูกหักแล้วเคลื่อนไปมาก ดัดกระดูกแล้วไม่เข้าที่ อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด
สร้างกระดูกให้แข็งแรง
สำหรับเรื่องของการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงนั้น คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เมื่อพูดถึงอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่แคลเซียม แต่ความเป็นจริงแล้วในกระดูกมีโปรตีนสำคัญที่เรียกว่าคอลลาเจนอยู่ด้วยควรให้เด็กได้กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือไข่ร่วมด้วย
นอกจากเรื่องอาหารคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกายด้วยการวิ่งเล่น เพราะการออกกำลังกายที่มีแรงกดกระแทกจะทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโตสูง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องให้ลูกนอนให้เพียงพอ เพราะโกรว์ธฮอร์โมนจะไม่หลั่งหากเด็กนอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้เด็กตัวแคระแกรนได้.
(update 7 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 291 เมษายน 2550 ]
|