เปลือกนอก…ปอกเปลือกก่อน


รู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ ว่าสังคมเราทุกวันนี้นับวันก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเยอะหลายๆ อย่างมันแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สภาพจิตใจของผู้คน และความปลอดภัยก็หาได้ยากนัก จะก้าวขาออกจากบ้านแต่ละครั้งนั่นก็คือ “ความเสี่ยง” แต่ก่อนบ้านเราใครๆ ก็เรียกสยามเมืองยิ้ม เดี๋ยวนี้จะไปไหนมาไหนก็ต้องทำหน้าเข้มๆ เข้าไว้ จะได้ไม่มีใครเข้ามารุกรานได้ (ส่วนฉันจะไปรุกรานใครเขาหรือเปล่านั่นอีกเรื่องนึง) เอ้า!! ก็ว่ากันไป

หลายๆ ครั้งที่เราตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าใส่ใจมองถึงเนื้อในหรือเหตุผลเรามักใส่ใจคนในครอบครัวเรา ลูกเรา สามีเรา เห็นอะไรไม่น่าไว้ใจก็ต้องเตือนภัยที่ความห่วงใยของเราที่มีต่อคนใกล้ชิดมันเกินไปหน่อย กลายเป็นว่าไปตีด่าและตัดสินคุณค่าของคนอื่นซะอย่างนั้น


คำตอบสุดท้าย

ลองถามกันเล่นๆ นะคะว่า ถ้าในขณะที่คุณกำลังรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย แล้วมีคนที่แต่งตัวออกจะมอมแมมเดินมา (นอกจากคุณจะสันนิษฐานว่าเขาคือคนบ้าแล้ว) คุณจะบอกลูกของคุณที่ตรงนั้นว่ายังไง
ก. “อย่าเข้าไปใกล้ ถยออกมาลูก น่ากลัว สกปรกด้วย”
ข. “อย่าไปทำอะไรเขานะลูก เขาอ่อนแอ ไม่มีทางสู้”
ค. “เฉยๆ ไว้ลูก”

ถ้าคำตอบคือ…
ก. อาจจะให้ความเห็นต่อว่า “อ้าว!! ก็จริงนี่ แต่งตัวเลอะเทอะ มอมแมมซะขนาดนั้นจะให้คิดว่าเป็นอะไรไปได้นอกจากคนบ้า อยู่ๆ เกิดคลั่ง เดินเข้ามาบีบคอลูกฉันไม่แย่เหรอ”

ข. ก็มีเหตุผลของเขา “ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ ที่กลัวๆ กันน่ะ แล้วไม่คิดว่าเขาจะกลัวเราบ้างหรือ ใครจะรู้ คนเหล่านั้นอาจจะรู้สึกว่าเขาพร้อมที่จะโดนทำร้ายจากเราตลอดเวลาก็ได้”

ค. บอกว่า “เรื่องอย่างนี้มันก็ตัดสินกันทั้งหมดไม่ได้หรอก ก็ต้องดูสถานการณ์ ณ ตอนนั้นว่าเขามาดีหรือมาร้าย ทางที่ดีก็เฉยๆ ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด นิ่งๆ เข้าไว้ไง”
สำหรับคุณๆ คำตอบ (จริงๆ) ก็คงมีอยู่ในใจ ดิฉันคงไม่ถามแล้วเรียกให้ยกมือตอบเป็นรายบุคคลหรอกนะคะ ส่วนดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ตลอดระยะเวลาเคยเทใจให้กับ ข้อ ก. อย่างไม่ต้องรอคิด จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ ดิฉันจึงได้รู้ว่า คอตอบไม่ได้มีแต่ข้อ ก. อย่างที่เคยมองเห็น


สิ่งที่เห็นอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

สองสามวันก่อน ช่วงเย็นๆ ดิฉันยืนติดฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์กับเจ้าลูกชาย รอจนเมื่อยขารถเมล์ก็ยังไม่มาสักคัน น้ำก็ดื่มไปจนหมดขวด ในขณะนั้นเองมีชายแต่งตัวมอมแมมคนหนึ่งเดินเข้ามา ด้วยสัญชาตญานฉันเริ่มระแวงว่าตัวเองกับลูกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็คิดๆ เอาไว้ว่า ถ้าเดินเข้ามาใกล้อีกนิดนึงนะ มีเฮ!!

แต่ผิดคาดค่ะ แถมยังหักมุมตอนจบอีกด้วย เมื่อชายคนนั้นพูดจาขอขวดใบนั้นอย่างสุภาพ พอฉันไม่ปฏิเสธ ชายถ่อมตนคนนั้นจึงค่อยๆ หยิบขวดใบนั้น พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณและโค้งคำนับอย่างช้าๆ และเดินจากไป

“ขยะ” ของฉัน มันคือ “สิ่งมีค่า” สำหรับเขา ฉันไม่รู้หรอกว่า คืนนั้นชายคนนั้นยังต้องเดินไปอีกไกลแค่ไหน กว่าที่จะเก็บขวดเพื่อหาเงินให้พอเลี้ยงปากท้องในวันพรุ่งนี้


ตัดสินคนจากเปลือกนอกเพราะอะไร
  • หลายๆ คนคิดว่า คนแต่งตัวดี สวย หล่อ มีสตางค์ จิตใจก็มักจะดีตามไปด้วย (ทุกคน) เพราะฉะนั้นคนที่ตรงกันข้ามเหมือนกับคนที่พูดไปข้างต้น จึงมักถูกยัดเยียดคุณค่าที่ตรงกันข้ามให้ด้วยเช่นกัน

  • สังคมในวันนี้ พื้นฐานคือความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว ใครจะเป็นยังไงก็ตัดสินใจกันจากเท่าที่มีเวลาได้เห็น จะไปมองลึกกว่านั้นมันเสียเวลา ไม่ทันกินกันพอดี การมองปละตัดสินคนก็เลยเข้าระบบไปด้วย

  • คำสอน…เมื่อคนที่เด็กรักและไว้ใจมากที่สุดคือพ่อแม่ แล้วจะให้ลูกเชื่อใครมากไปกว่าเราได้ หลายๆ คนอยากสอนลูกให้เป็นเด็กดี มีน้ำใจ มองโลกในแง่ดี แต่การกระทำกลับสวนทางกัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการรับรู้ทางสังคมของเด็กนั้นจะเป็นอย่างไร จริงไหมคะ

เส้นแบ่งของการมองโลกในแง่ร้าย กับการรู้จักระวังภัย

อาจจะอยู่ใกล้กันนิดเดียว แน่นอนค่ะว่าคนที่แต่งตัวดูไม่ค่อยดี คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักมีทีท่าไม่น่าไว้วางใจ ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนดีที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบเหมือนๆ กับนางเอกละครดาวพระศุกร์อีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคงจะต้องมีวิธีดูแลตัวเอง รวมทั้งการสอนลูกให้รู้ว่ามากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดี…กับการต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมวันนี้ให้ได้อย่างปลอดภัย

คนที่แต่งตัวไม่ดี แต่งตัวมอมแมมก็อาจไม่ได้เป็นบ้าหรือคนไม่ดี เขาเพียงแค่เป็นคนเก็บของเก่าขาย แล้วคนเก็บของเก่าขายก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่ดีไม่ใช่หรือ

หรือกรณีที่เป็นคนแปลกหน้า ต่อให้แต่งตัวดีแต่มาบอกกับลูกเราว่า คุณพ่อคุณแม่ฝากให้มารับกลับบ้าน อันนี้ก็อาจจะต้องห้ามเลยค่ะ ว่าสอย่าเชื่อเป็นอันขาด

หากเราพอจะแยกแยะ ใช้เหตุและผลตัดสินคนอย่างมีสติและเปิดใจ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ที่จะทำให้สังคมนี้ยิ่งแย่ลงไป กำแพงที่เราเคยสร้างไว้ซะสูง ก็อาจจะค่อยๆ ลดลงมา ทำให้เรามองเห็นอะไรได้มากขึ้น มากว่าการตัดสินคนจากตัวเอง และปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้ว่าในสังคมนี้ยังมีอีกหลายๆ ชีวิตที่ต่างจากฉัน

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะมาบอกว่าการป้องกันตัวเองจากภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดเป็นสิ่งไม่สมควร ดิฉันเพียงแต่รู้สึกว่า ยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ๆ ตัวบางอย่างที่เราอาจมองเลยไป ทั้งที่ความเป็นจริง สังคมเรามีทั้งด้านที่มัวและด้านที่ใสๆ อยู่ที่ว่าใจเราเปิดรับได้หรือไม่ เลือกที่จะมองเห็นทั้งสองด้าน อยู่อย่างเข้าใจ รู้จักดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้ายไปเสียทุกอย่างก็เท่านั้นเองแหละค่ะ


(update 20 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600