กรณีคนไข้ปวดท้องเรื้อรัง


การรักษาพยาบาลคนไข้ใช้สิทธิระบบประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาท) หลายครั้งเกิดความแคลงใจในหมู่คนไข้ ญาติ ประชาชน ในแง่ที่ว่าคุณหมอและโรงพยาบาลจงใจให้การรักษาพยาบาลไม่เต็มที่ ไม่ตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เสียค่าใช้จ่ายแพง หรือให้ยาที่ไม่ใช่ยาดีที่สุด รวมทั้งการบริการที่ไม่ประทับใจ หน้างอ รอนาน คนไข้มาก แออัด

เมื่อถามผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสำนักงานประกันสังคม (ปกส.) รวมทั้งฝ่ายผู้ให้การรักษาพยาบาลก็จะได้คำตอบว่า แม้จะมีงบประมาณจำกัด แต่มาตรฐานการตรวจวินิจฉัยและการบำบัดรักษาไม่ได้ลดลง ข้อขัดแย้งอาจเกิดจากความคาดหวังของสังคมและจำนวนผู้รับบริการมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่สะดวกและล่าช้า

ผมขอเล่าประสบการณ์ที่พบจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงมาตรการ

การรักษาพยาบาล มาตรการและกฎเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาล และความเห็นอกเห็นใจ

คนไข้คนหนึ่งถือบัตรประกันสังคมไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เพื่อรักษาอาการปวดท้อง เขามีอาการปวดท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง และไปพบแพทย์บ่อยๆ ทุกครั้งจะได้รับยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ยาช่วยย่อย ยาขับลมแก้ท้องอืด และข้อแนะนำเรื่องการกินอาหารเพื่อป้องกันโรคกระเพาะอาหาร แต่อาการก็ไม่เคยหายขาด

เขาขาดการติดต่อกับโรงพยาบาลไปหลายเดือนกลับมาใหม่พร้อมใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลหลายหมื่นบาท เพื่อให้โรงพยาบาลช่วยจ่ายหนี้ให้

ช่วงที่หายหน้าไปนั้น คนไข้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง แพทย์ตรวจพบว่าคนไข้เป็นมะเร็งลำไส้และแนะนำให้ผ่าตัด คนไข้ตัดสินใจผ่าตัดทันที โดยยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง แพทย์ผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นเนื้อร้ายออกไป และนำลำไส้ส่วนหนึ่งมาเปิดทางหน้าท้องเพื่อการขับถ่ายชั่วคราว เมื่ออาการทุกอย่างดีแล้วจึงจะเย็บต่อลำไส้ในภายหลัง ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือน

ภายหลังการผ่าตัดรักษา คนไข้และญาติคิดว่าเขาไม่น่าจะต้องจ่ายเอง เพราะค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินหลายหมื่น บาท โรงพยาบาลแห่งแรกที่เป็นต้นสังกัดควรจะเป็นผู้จ่ายแทนจึงจะถูกต้อง

ตามมาตรการของสำนักงานประกันสังคมในกรณีเช่นนี้ ที่ไม่ใช่การรักษาฉุกเฉิน คนไข้มีเวลาพอที่จะกลับมาผ่าตัดรักษาที่โรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อคนไข้เลือกผ่าตัดที่โรงพยาบาลอื่นโดยไม่แจ้งให้ทราบ โรงพยาบาลต้นสังกัดย่อมต้องไม่รับผิดชอบ

ผู้อำนวยการและทีมบริหารโรงพยาบาลต้นสังกัดประชุมกันแล้วให้จ่ายเงินทั้งหมดแทนคนไข้ ด้วยคิดว่าคนไข้มาตรวจหลายครั้ง แต่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้จึงเป็นเหตุให้คนไข้ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นและเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนนี้ และเพื่อป้องกันข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นอีก จึงจัดทำแนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล (clinical practice guideline) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการรักษาโรคปวดท้องเรื้อรังให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคปวดท้องเรื้อรังนั้น คณะแพทย์ได้ประชุมร่วมกันโดยใช้องค์ความรู้จากเอกสารตำราทั้งของต่างประเทศและในประเทศ จัดทำเป็นคู่มือสำหรับแพทย์ แต่การซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษต่างๆ รวมทั้งการนัดติดตามประเมินผล โดยกำหนดข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อย่างชัดเจน ซึ่งปกติแพทย์ทั่วไปยึดถือปฏิบัติทั่วไปยึดถือปฏิบัติอยู่แล้วแต่การจัดทำเป็นแนวทางที่เขียนอยู่ในคู่มือ ทำให้สามารถปฏิบัติได้อย่างสะดวกเป็นแนวทางเดียวกันและป้องกันความผิดพลาด

ปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆ ได้จัดทำแนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคต่างๆ ที่พบบ่อย โรคต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งหากวินิจฉัยหรือรักษาพยาบาลล่าช้า จะเกิดอันตรายต่อคนไข้ โรคต่างๆ ที่มีแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของทีมงานโรงพยาบาลของตนเอง

แนวทางการวินิจฉัยและรักษาพยาบาลเหล่านี้เป็นตัวกำกับมาตรฐานและจริยธรรมแห่งวิชาชีพทีมรักษาพยาบาล เพื่อให้ได้การบริการที่ถูกต้องทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเสมอภาคสำหรับคนไข้ทุกคน

คนไข้คนนี้มาทำแผลและเปลี่ยนถุงปิดลำไส้ที่หน้าท้องที่โรงพยาบาลเป็นประจำ

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหมอ พยาบาล และคนไข้ดีขึ้นเป็นลำดับ

คนไข้ขาดการติดต่อไปหลายสัปดาห์ และกลับมาพร้อมใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลหลายหมื่น เพื่อให้โรงพยาบาลจ่ายหนี้แทนอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ คืนหนึ่งคนไข้รู้สึกปวดแน่นท้อง จึงกลับไปหาหมอที่ผ่าตัดจากคุณหมอคนเดิมโดยยืนยันรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง

คุณผู้อ่านครับ กรณีเช่นนี้ ถ้าท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้นสังกัด ท่านจะว่าอย่างไร จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนคนไข้หรือไม่

กรณีเช่นนี้หากคิดว่าถ้าคนไข้มีเวลามากพอที่จะกลับมารักษาที่โรงพยาบาลต้นสังกัด เพราะอยู่ไม่ไกลโรงพยาบาลต้นสังกัดย่อมไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หรือหากคิดว่าคนไข้ที่เกิดลำไส้อุดตันเป็นภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทางสำนักงานประกันสังคมมีมาตรการดังนี้คือ

เมื่อผู้ประกันตนได้เข้ารับการบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลอื่น ทางสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ ให้แก่ผู้ประกันตนหรือสถานพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยกำหนดอัตราได้แน่นอน ดังนี้คือ

ค่าห้องและค่าอาหารไม่เกินวันละ 700 บาท ค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวันละ 2,000 บาท แต่ถ้ารักษาในห้องคนไข้หนัก (ICU) ให้รวมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวันละ 4,500 บาท ค่าผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมงไม่เกิน 8,000 บาท ไม่เกินสองชั่วโมงไม่เกิน 12,000 บาท และถ้าเกินสองชั่วโมงสูงสุดไม่เกิน 16,000 บาท

ถ้าค่าใช้จ่ายเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คนไข้ต้องรับผิดชอบตนเอง

จะเห็นว่าถึงเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาล 3 วันแรก โรงพยาบาลต้นสังกัดก็ยังไม่ต้องรับผิดชอบอยู่ดี โดยสำนักงานประกันสังคมจ่ายตามเกณฑ์ ส่วนเกินคนไข้ต้องรับผิดชอบเอง

แต่คนไข้คนนี้เรียกร้องให้โรงพยาบาลต้นสังกัดจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลและผู้บริหารมีมติให้จ่ายเงินแทนคนไข้ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้เหตุผลว่า “ถ้าเราเป็นคนไข้ก็คงต้องกลับไปหาหมอคนที่ผ่าตัดให้ เพราะความไว้ใจ คงไม่เลือกหมออื่นที่ไม่ใช่คนผ่าตัดรักษามาแต่ต้น สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องเงิน คือต้องคิดถึงใจเขาใจเรา”

สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเอื้ออาทร แม้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคโลกาภิวัตน์ แต่วงการแพทย์ไทยยังคงมีการกำกับดูแลกันเองในด้านมาตรฐานและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เหนือกฎเกณฑ์และมาตรการต่างๆ เรื่องสิทธิของคนไข้และผู้ประกันตน คือความมีน้ำใจระหว่างหมอกับคนไข้ และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน.


(update 16 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 337 พฤษภาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600