ผู้ป่วยห้องพิเศษ


ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 53 ผู้ป่วยเป็นชายไทยคู่ อายุ 79 ปี ได้รับการพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ผู้ป่วยปกติเป็นคนแข็งแรง เพราะเป็นชาวไร่ชาวสวนอยู่ในต่างจังหวัดมาตลอดชีวิต โรคประจำตัวเท่าที่ทราบมีแต่โรคเกาต์ (โรคปวดข้อจากรดยูริกคั่งในเลือดและไปตกตะกอนในข้อ ทำให้ข้ออักเสบ)

เนื่องจากลูกสาวเป็นอาจารย์พยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้น จึงสามารถจองและได้ห้องพิเศษ (ห้องที่จัดไว้เหมือนห้องพักตามโรงแรมหรือโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป แต่ในโรงพยาบาลของรัฐ เรียกว่า “ห้องพิเศษ” เพราะมีอยู่น้อยและแตกต่างจากห้องธรรมดาที่เป็นห้องรวมที่ผู้ป่วยนอนรวมกันหลายคน ต้องใช้ห้องน้ำรวมกัน และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายส่วนตัว จึงมีสภาพเป็นห้องใหญ่ๆ และมีเตียงเรียงกันเป็นแถวๆ นั่นเอง)

โดยทั่วไป “ห้องพิเศษ” ในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ จะมีอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้และแพทย์ประจำบ้านในหอผู้ป่วยพิเศษนั้นเข้าไปดูแลผู้ป่วย จะไม่มีอาจารย์แพทย์อื่นหรือแพทย์ประจำบ้านอื่นๆ หรือแพทย์ฝึกหัดหรือนักศึกษาแพทย์เข้าไปดูแลผู้ป่วยด้วยเลย และพยาบาลในหอก็จะเข้าไปดูผู้ป่วยน้อยมาก นอกจากจะจ้าง “พยาบาลพิเศษ” เฝ้าผู้ป่วยอยู่ในห้องโดยเฉพาะ จึงต้องมีญาติ 1 คนอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลาถ้าไม่มี “พยาบาลพิเศษ” เพราะถ้าผู้ป่วยจะเข้าห้องน้ำ หรือหกล้ม หรือเป็นลมหมดสติไป แพทย์และพยาบาลที่อยู่นอกห้องจะไม่ทราบเลย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด จึงไม่ค่อยมีแพทย์-พยาบาลเข้าไปดูผู้ป่วยบ่อยๆ นอกจากในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ผู้ป่วยอาการหนักซึ่งในกรณีเช่นนั้น มักจะต้องจ้าง “พยาบาลพิเศษ” ให้มาช่วยเฝ้าผู้ป่วย เนื่องจาก “หอผู้ป่วยพิเศษ” จะมีแพทย์และพยาบาลน้อยมาก

ผิดกับ “หอผู้ป่วยธรรมดา” ที่รับผู้ป่วยนอนรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีแพทย์และพยาบาลจำนวนมาก รวมทั้งอาจารย์แพทย์ อาจารย์พยาบาล ที่ต้องหมุนเวียนเข้าไปสอนแพทย์ประจำบ้าน แพทย์ฝึกหัด นักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาพยาบาล โดยผู้ป่วยแต่ละคนเปรียบเสมือน “อาจารย์” ให้แพทย์และพยาบาลได้ศึกษาและฝึกหัดการรักษาพยาบาลภายใต้การควบคุมของอาจารย์ (ซึ่งผู้ป่วยพิเศษจะไม่ได้รับโอกาสนี้)

ผู้ป่วยแต่ละคนจึงมีคนไปตรวจและไปดูแลเกือบตลอดเวลา อีกทั้งผู้ป่วยที่นอนอยู่เตียงข้างกันหรือใกล้กันก็จะช่วยดูและบ่อยครั้งก็จะคุยปรับทุกข์กัน ทำให้คลายเหงาและระบายความทุกข์ไปได้บ้าง เมื่อต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน

แต่ในผู้ป่วยบางคนไม่ยอมให้นักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัด/แพทย์ประจำบ้าน ตรวจรักษาตน ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ เพราะในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ อาจารย์แพทย์จะมีเวลามาตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรงตลอดเวลาน้อยมาก และจะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากกว่าการยอมให้นักศึกษาแพทย์และแพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้านได้ดูแลผู้ป่วย

การอยู่ใน “หอผู้ป่วยธรรมดา” จึงมักจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย โดยเฉพาสะผู้ป่วยอาการหนักมากกว่าใน “หอผู้ป่วยพิเศษ” หรือใน “ห้องพิเศษ” ดังตัวอย่างกรณีผู้ป่วยรายนี้ที่เข้าไปอยู่ในห้องพิเศษ แล้วไม่มีแพทย์สนใจเข้าไปดูแลอย่างเพียงพอ

อาจเป็นเพราะอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้เห็นว่าเป็นแค่แผลและผิวอักเสบ จึงปล่อยให้แพทย์ประจำบ้านจัดการไปเอง แพทย์ประจำบ้านก็อาจเห็นเช่นเดียวกับอาจารย์ จึงไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนลูกที่เป็นอาจารย์พยาบาลก็เกรงใจอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้ ไม่กล้าไปเซ้าซี้ให้ไปดูพ่อของตน

หลายวันต่อมาแผลและผิวอักเสบที่ขาลุกลามจนเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด (โลหิตเป็นพิษ) และตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นเบาหวานด้วยโดยไม่รู้มาก่อน จึงต้องผ่าเปิดแผลเพื่อระบายหนองออก ในการรักษาเบาหวาน และโรคเกาต์ที่กำเริบขึ้นจนข้อเข่าปวดบวมแดงร้อนและเจ็บมากจนเดินไมได้

หลังการเปลี่ยนยาปฏิชีวนะ การเปิดแผลระบายหนอง และการให้ยาแก้โรคเกาต์ ผู้ป่วยก็มีอาการดีขึ้นบ้างแต่เนื่องจากอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยจึงเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาปฏิชีวนะอยู่นานหลายสัปดาห์ จนไตล้ม (ไตวาย) เฉียบพลัน ลำไส้ใหญ่อักเสบจากพิษของยา จนท้องอืดหลาม อุจจาระเป็นมูกเลือด และเกิดการติดเชื้อราขึ้น

ผู้ป่วยจึงเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษอีก และทรุดลงจนเกิดภาวะช็อก ปอดบวมน้ำ ไม่รู้สึกตัว ซีดลงๆ เกล็ดเลือดต่ำลงๆ ไตหยุดทำงาน เกิดภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง และอวัยวะในหลายๆ ระบบทำงานผิดปกติ (multiorgan dysfunction syndrome, MODS)

ผู้ป่วยจึงถูกย้ายจาก “ห้องพิเศษ” ไปยัง “หออภิบาลผู้ป่วยหนัก” (intensive care unit, ICU) ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ ใช้เครื่องช่วยหายใจ (เพราะหายใจเองได้ไม่พอจากภาวะปอดบวมน้ำ) ต้องฟอกเลือด (เพราะไตวายเฉียบพลัน ทำให้ของเสียคั่งในเลือด และเกิดภาวะกรดรุนแรง) ต้องใช้เครื่องช่วยเพิ่มความดันเลือดและอื่นๆ จนรอบตัวผู้ป่วยมีสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด

หลังจากการรักษาอย่างเต็มกำลังความสามารถของแพทย์และพยาบาลหลายสาขาวิชาในไอซีอยู่อยู่ 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้น พ้นจากภาวะช็อก ไตเริ่มฟื้นกลับมาทำงานใหม่ ทำให้ไม่ต้องฟอกเลือด แต่ผู้ป่วยยังต้องใช้ท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจอยู่ซึ่งอาจทำให้เจาะคอเพื่อช่วยหายใจต่อ เพราะการคาท่อช่วยหายใจไว้ในปากและคอหอยนานๆ จะทำให้ปากและคอหอยเน่าได้

กรณีตัวอย่างผู้ป่วยข้างต้น ให้บทเรียนแก่แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย และญาติได้เป็นอย่างดีว่า
1. ญาติหมอ/ญาติพยาบาล ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล มักจะได้รับการตรวจรักษาที่ไม่ธรรมดา (หรือสุดโต่ง) ได้ทั้ง 2 ทาง คือ

1.1 ได้รับการตรวจรักษามากเกินไป (over-investigation และ over-treatment) ทำให้ผู้ป่วยต้องเจ็บตัวเสียเวลา เสียเงิน และมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็นต่างๆ เป็นต้น

ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาปฏิชีวนะนานเกินจำเป็น จนเกิดผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ คือลำไส้ใหญ่อักเสบรุนแรง (pseudomembronous colitis) และเกิดการติดเชื้อราในกระแสเลือด

1.2 ได้รับการตรวจรักษาน้อยเกินไป (under-investigation และ under-greatment) เพราเกรงใจญาติหรือผู้ป่วย เช่น ไม่กล้าเปลือยผู้ป่วยเพื่อตรวจให้ละเอียดไม่กล้าเข้าไปตรวจเยี่ยมบ่อยๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนผู้ป่วย หรือคิดว่าลูกหลานที่เป็นแพทย์/ พยาบาลคงจะได้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดแล้ว แต่ฝ่ายลูกหลานก็อาจคิดว่าถ้าตนไปบอกแพทย์/พยาบาลเรื่องความผิดปกติของผู้ป่วย แพทย์/พยาบาลก็อาจจะคิดว่าญาติผู้ป่วยจุกจิกจู้จี้ กวนใจ และ “ส.ใสเกือก” เหลือเกินทำให้ผู้ป่วยถูกละเลยมากขึ้น เป็นต้น

ผู้ป่วยรายนี้ในช่วงแรกจึงไม่ได้รับการเอาในใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้ คงคิดว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นอะไรมาก (ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ เพราะเดินมาโรงพยาบาลเองได้) แต่เมื่ออาจารย์แพทย์เจ้าของไข้ไม่ใส่ใจ แพทย์ประจำบ้านจึงไม่ใส่ใจด้วย กลายเป็นว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ล่าช้าและไม่เต็มที่ แผลและการอักเสบที่ผิวหนังจึงลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ จนผู้ป่วยช็อก และอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวลง (multiorgan dysfunction syndrome, MODS)
2. การอยู่ “ห้องพิเศษ” ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป มักจะเข้าใจว่า การได้อยู่ “ห้องพิเศษ” จะทำให้ได้รับการตรวจรักษาแบบพิเศษๆ (ในความหมายว่า แบบดีเยี่ยม) ด้วย

แต่ “ห้องพิเศษ” ในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์จะเป็นห้องที่มีแพทย์และพยาบาลเข้าไปตรวจเยี่ยมดูแลผู้ป่วยน้อยกว่าใน “ห้องธรรมดา” หรือใน “หอผู้ป่วยธรรมดา” อย่างมากมาย ด้วยเหตุผลดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว

3. การเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมีความสำคัญต่อการตรวจรักษามากกว่าสิ่งอื่นใด

การให้ยาหรือการรักษาใดๆ ควรได้รับการประเมินผลตลอดเวลา เมื่อผู้ป่วยมีอาการทรุดลงจากการให้ยา/การรักษาใด ต้องรีบหยุดยา/การรักษานั้นทันที การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญ จะทำให้อันตรายจากการแพ้หรือการเป็นพิษจากยา/การรักษานั้นๆ รุนแรงมากขึ้นจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

4. การซักประวัติการเจ็บป่วยให้ละเอียดถี่ถ้วน มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยโรคและการติดตามการดำเนินโรคได้อย่างถูกต้อง เช่น ในผู้ป่วยรายนี้ ที่เกิดอาการอุจจาระผิดปกติ ท้องอืดท้องเฟ้อ หลังอยู่ในโรงพยาบาล 2-3 สัปดาห์ ควรจะคิดถึงผลข้างเคียงจากยา/การรักษามากกว่าคิดว่าเป็นภาวะอาหารเป็นพิษหรือท้องอืดท้องเฟ้อธรรมดา และถ้าไม่แน่ใจควรจะหยุดยา/การรักษาที่ให้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายมากขึ้น

5. การใส่ท่อใส่สายอะไรต่างๆ เข้าไปในตัวผู้ป่วยยิ่งมากเพียงใดยิ่งเป็นอันตรายและเกิดภาวะแทรกซ้อนแก่ผู้ป่วยมากขึ้นเพียงนั้น
ใครที่ชอบเห็นการใช้/การใส่เครื่องมือต่างๆ เข้าไปในตัวผู้ป่วยจึงควรตระหนักว่า การทำเช่นนั้นนอกจากจะยังความเจ็บปวด รำคาญและเป็นเครื่องพันธนาการผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายจากการบาดเจ็บ การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่าย ดังในกรณีผู้ป่วยรายนี้ที่ได้รับการกู้ชีพ (ช่วยให้ดำรงชีพอยู่ได้) ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ทำให้ต้องใช้เวลารักษาตัวอยู่ในไอซียูเป็นเวลานาน

การดูแลรักษาตนเอง และการรักษาพยาบาลตนเองให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ การเลือกหมอที่เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด และมีความรู้ความสามารถรอบตัวย่อมดีกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะอวัยวะหรือเฉพาะสาขาหรือไม่มีเวลามาใส่ใจดูแลผู้ป่วยเท่าที่ควร

การ “รักษาคน” ย่อมสำคัญกว่าการ “รักษาโรค” อย่างแน่นอน


(update 7 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 341 กันยายน 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600