ลมหนาวมา เชื้อหวัดนกก็มาด้วย
แม้ปัจจุบันไข้หวัดนกจะไม่ค่อยพบในเด็กวัย 0-6 ปี แต่ก็ประมาณไม่ได้นะคะ เพราะอาจกลายเป็นโรคร้ายและรุนแรงได้
รักลูกมีโอกาสคุยกับ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ รองผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรรมการและประธานวิชาการสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่ ชาวรักลูกควรรู้และปฏิบัติค่ะ
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่ฮอตฮิตในบ้านเรา และกำลังระบาดในแถบเอเชีย ลามไปที่ยุโรปและแอฟริกา คือเชื้อ H5N1 สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสองสายพันธ์ใหญ่ๆ clade 1 กับ clade 2
ความแตกต่างของ 2 สายพันธุ์นี้จะอยู่ที่การเรียงตัวของพันธุกรรมที่แตกต่างกัน จะมีอาการและความรุนแรงเหมือนกันสำหรับ clade 1 มักพบที่ประเทศไทย และเวียดนาม ส่วน clade 2 จะพบที่อินโดนิเซียกับจีน
เชื้อไข้หวัดนกที่คนได้รับมักจะเป็นชนิดคือสายพันธุ์ clade 1 หรือ clade 2 แต่ถ้าเมื่อไรที่เป็นพร้อมกัน นั่นหมายความว่าสถานการณ์แย่มากแล้ว มีการระบาดหนัก ซึ่งสถานการณ์บ้านเรายังไม่รุนแรงถึงขนาดนั้นค่ะ
เหตุที่โรคไข้หวัดนกมักพบมากในฤดูหนาว เพราะลมจะเป็นตัวช่วยในการฟุ้งกระจายของเชื้อได้เป็นอย่างดี ทั้งอุณหภูมิที่เย็นก็ทำให้เชื้ออยู่ได้นานขึ้นด้วยค่ะ
ไข้หวัดนกเป็นโรคที่เกิดในสัตว์ปีกจำพวก เป็ด ไก่ เพราะ ฉะนั้นการติดต่อของโรคจึงเกิดจากคนที่ไปสัมผัสกับเป็ด ไก่ ที่มีเชื้อเหล่านี้อยู่ ซึ่งคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่
- คนที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ นักชนไก่ที่สัมผัสไก่ป่วยหรือตาย
- เด็กซุกซนวัย 5-7 ขวบ ที่ชอบเล่นกับสัตว์ปีก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กต่างจังหวัด
- การสัมผัสเนื้อไก่หรือเครื่องในไก่ที่ตายด้วยหวัดนกจากการปรุงอาหาร และการกินอาหารจากไก่ที่ไม่สุก มีโอกาสติดเชื้อได้ค่ะ
- การติดจากคนสู่คน พบว่ามีการติดต่อได้แล้ว แต่ยังติดได้ยากค่ะ เพราะเชื้อยังปรับตัวและแพร่กระจายได้ต่ำ แต่ถ้าเชื้อมีการพัฒนาตัวเองได้เมื่อใด การติดต่อก็จะง่ายกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่นเพียงแค่ละอองฝอยเวลาที่นั่งคุยกัน หรือการไอจามของคนป่วยก็สามารถติดต่อได้ทันที ซึ่งจะเป็นการติดต่อได้รวดเร็วมาก และจะทำให้เกิดปัญหาไข้หวัดใหญ่ระบาดจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่วงการแพทย์กำลังวิตก
เด็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะถ้าไข้หวัดนกเปลี่ยนเป็นไข้หวัดใหญ่ ก็จะติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กที่ภูมิคุ้มกันน้อยแล้วเด็กมักจะรวมตัวอยู่กันเยอะ เช่น ตามโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
อีกกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงคือ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หัวใจ ปอด เป็นต้น
อาการจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อทั้งตัว อ่อนเพลียมาก ไอมาก น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจลำบาก อาการจะรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเชื้อจะลงสู่ปอดทำให้เกิดปอดบวม ปอดอักเสบ และแพร่กระจายไปที่เนื้อปอดได้เร็วมากจนถึงขั้นเสียชีวิต
นอกจากนี้เชื้อยังไปสู่อวัยวะต่างๆ ได้สูงกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ไม่เกินอาทิตย์ก็หาย และไม่ค่อยมีโรคแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากเป็นเชื้อหวัดนกเข้าสู่ร่างกายจะก่อโรคแทรกซ้อนขึ้น แถมยังทะลุทะลวงไปตามอวัยวะต่างๆ ทั้งสมองลำไส้ ตับ ไต เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่อวัยวะเหล่านี้ไม่นานก็เสียชีวิต
- เด็กเป็น
ยิ่งรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่
ไข้หวัดนกหากเป็น ในเด็กจะอันตรายมากถึง 70% ถ้าเป็นในผู้ใหญ่ประมาณ 50% ทั้งนี้เป็นเพราะ
เวลาที่เด็กรับเชื้อ เมื่อเปรียบเทียบขนาดตัวกับผู้ใหญ่จำนวนเชื้อเท่ากัน แต่น้ำหนักของผู้ใหญ่และเด็กต่างกัน เชื้อจึงแพร่กระจายอยู่ในตัวเด็กมากกว่า
ภูมิต้านทานของเด็กน้อยกว่า ยิ่งเด็กเล็กยิ่งรุนแรงมากกว่า
ถ้าผู้ป่วยมีประวัติเคยสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วย และมีลักษณะว่าจะเป็นไข้หวัดนก จะรักษาตามอาการ เพราะยังไม่มียารักษาทำได้ก็เพียงการให้ยาต้านไวรัสทามิฟลู ซึ่งได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไร เพราะยาตัวนี้ไม่ได้ต้านไข้หวัดนกโดยตรง แต่ตอนนี้เริ่มมีการวิจัยหายาที่ต้านไข้หวัดนกโดยตรงค่ะ โดยวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศ คงใช้เวลาพอสมควร ถึงจะได้ยามารักษาโรค
- วัคซีนหวัดนก ทางเลือก ทางรอด
ทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโรคไข้หวัดนกได้ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนค่ะ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการป้องกันโดยตรง แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและผลิตคิดค้น เพราะวัคซีนสำหรับไข้หวัดนก ใช้ในสัตว์ปีกเท่านั้น ส่วนวัคซีนสำหรับคนต้องการความละเอียดมากกว่านี้ และการผลิตจึงต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
กระทรวงสาธารณสุขในบ้านเราได้คิดโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีน เพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนในสังคม ถ้าหากโรคนี้ระบาดรุนแรงแล้วสามารถผลิตวัคซีนได้เองก็ไม่ต้องซื้อจากเมืองนอก แต่กว่าโครงการนี้จะสำเร็จต้องใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี เพราะต้องพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยีและบุคลากร รวมถึงด้านระบบ และองค์ความรู้ต่างๆ ไปพร้อมกันค่ะ
มีการคำนวณออกมาว่า ถ้าโรคนี้ระบาดรุนแรงเมื่อไร จะมีคนเสียชีวิตประมาณ 3-4 แสนคนในคราวเดียว ดังนั้นการผลิตวัคซีนจึงจำเป็นสำหรับบ้านเรา เพราะวัคซีนจะเป็นทั้งการป้องกันและเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางที่สุดด้วยค่ะ
- ห้ามจับต้องสัตว์ปีกที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุเด็ดขาด ถ้าหากจำเป็นต้องจับก็ควรต้องสวมถุงพลาสติกหรือถุงมือก่อน และต้องรีบแจ้งเขตหรือปศุสัตว์จังหวัดมาตรวจ ถ้าไม่มีการตรวจให้ขุดดินลึกครึ่งเมตรแล้วฝังค่ะ
- ฝึกการมีสุขอนามัยที่ดีให้ลูกจนเป็นนิสัย เช่น ล้างมือบ่อยๆ ไม่ควรแคะแกะเกาจมูกถ้าจะจามต้องมีอะไรปิด เป็นต้น
(update 5 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 288 มกราคม 2550 ]
|