คุณแม่ SLE ประสบการณ์ตอนตั้งครรภ์


หากถามถึง Turning Point ในชีวิตของคุณว่าคืออะไร? คำตอบที่ได้ย่อมหลากหลายไปตามวิถีชีวิตแต่ละคนบ้างก็เปลี่ยนไปตามวิถีการทำงาน บ้างก็เปลี่ยนไปตามสถานะภาพของชีวิตในช่วงนั้น…เรียนจบ แต่งงาน มีลูก

แต่ถ้าหาก Turning Point ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้เป็นไปตามวิถีปกติ กลับกลายเป็นอาการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดขึ้น แล้วยิ่งเป็นโรคที่ไม่รักษาให้หายขาด โรคที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โรคที่ไม่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือกับคนที่คุณรัก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร???

Special ฉบับนี้เรามีเรื่องราวจุดเปลี่ยนของผู้หญิงสองคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้รู้จักกัน แต่เพราะเธอทั้งสองป่วยด้วยโรคเดียวกัน นั่นคือโรคภูมิแพ้ตัวเองหรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) และเนื่องเป็นโรคที่ยังไม่สามารถคาดเดาความรุนแรง และบางครั้งจู่โจมแบบไม่มีสัญญาณบ่งบอกให้ผู้เป็นได้รับรู้ก่อนล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องยากที่คนๆ หนึ่งจะเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าภาวการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ด้วยแล้วละก็!!!


Story 1

“ลูกกับโรค” ความรักและความเศร้าที่มาพร้อมกัน
คุณแม่เล็ก คุณแม่นักวางแผนชีวิตครอบครัว แผนการในชีวิตของเธอน่าจะเริ่มต้นที่การแต่งงานกับชายอันเป็นที่รัก มีลูกสาว และประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่คิด

Turning Point ของเธอเริ่มขณะตั้งครรภ์เดือนที่ 4 เธอป่วยด้วยโรค SLE ดรคที่ไม่เคยแสดงอาการให้เธอทราบมาก่อนโรคที่ทำให้เธอต้องวางแผนในชีวิตใหม่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เธอรับมือได้อย่างไร เธอเท่านั้นที่จะบอกเราได้ผ่านไดอารี่ชีวิตของเธอค่ะ
  • เดินทางตามแผนชีวิต
“วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่แม่มีความสุขมากที่รู้ว่ามีหนูอยู่ในท้อง พ่อกับแม่วางแผนอนาคตไว้มากมายเลยล่ะแล้วลูกก็เป็นหนึ่งในแผนด้วย เราวางแผนกันว่าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบแล้วเราก็ตั้งใจกันว่าจะทำธุรกิจกันที่นี่ เริ่มที่แม่ฝากท้องที่เมืองไทยก่อนแล้วพอถึงวันเดินทางแม่ต้องพกประวัติเราสองแม่ลูกบินลัดฟ้าไปอเมริกากันทั้งครอบครัว

ด้วยช่วงระยะเวลาที่แม่เริ่มมีหนูอยู่ในท้องจนมาถึงที่เมืองลุงแซม ตอนนั้นหนูก็อายุได้ประมาณ 4 เดือนแล้วล่ะ พอมาถึงที่นี่สิ่งแรกที่พ่อพาแม่ไปทำคือฝากท้องแม่เลือกฝากคลินิกใกล้บ้านคุณอาเพื่อที่เราจะได้ไปหาคุณหมอได้สะดวกๆ แต่ถึงยังไงหนูก็จะไม่ได้คลอดที่คลินิกนี้หรอก เพราะที่นี่เค้าให้คุณแม่สามารถเลือกพยาบาลที่ใกล้บ้านด้วยนะ”

  • Turning Point
“แล้วเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเราก็เกิดขึ้นจ้ะลูก ช่วงที่หนูอยู่ในท้องแม่ได้ 5 เดือน ผลตรวจเลือดแม่ระบุแม่มีเม็ดเลือดต่ำ แล้วน้ำหนักก็มากกว่าคนท้องปกติ 5 เดือน หมอให้ยาบำรุงเลือดแม่มาทาน ช่วงนั้นเลยต้องลดน้ำหนักและทานยาบำรุงเลือดไปพร้อมกัน ขณะที่แขนและขาบวมขึ้นอีกต่างหากแต่แม่ก็ไม่ได้กังวลมาก เพราะแม่คิดว่าเป็นอาการบวมของคนท้องปกติ กอปรกับช่วงนั้นแม่กับพ่อต้องเตรียมเรื่องย้ายบ้าน เราจะต้องย้ายจากบ้านคุณอามาอยู่ใกล้ที่เรียนคุณพ่อมากขึ้นเพื่อสะดวกกับการเดินทาง และด้วยความที่เม็ดเลือดแม่ต่ำเนื่องจาก คุณหมอจึงให้แม่ไปให้เลือดที่โรงพยาบาล แต่ที่โรงพยาบาล แต่ที่โรงพยาบาลกลับบอกให้แม่เปลี่ยนคลินิกไปฝากกับคุณหมอคนใหม่แทน เพราะคลินิกเดิมไม่มีหมอประจำมีเพียงผู้ช่วยแพทย์เท่านั้น

หลังจากกลับจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้ให้เลือดแม่ก็ยังทานยาบำรุงอยู่ แต่พอถึงวันนัดตรวจอีกครั้งตอนนั้นหนูอยู่ในท้องแม่ได้ 7 เดือนแล้วจ้ะ ปรากฏว่าคุณพ่อพยายามติดต่อคุณหมอหลายครั้งทั้งฝากเบอร์โทรกลับเพื่อนัดวันตรวจแต่คุณหมอท่านนี้ไม่ติดต่อกลับมาเลย เราเริ่มร้อนใจกันเพราะแม่ต้องตรวจครรภ์แล้ว จึงเปลี่ยนหนทางมาเปิดเว็บค้นหารายชื่อคลินิกหมอสูติจากเว็บไทยเหมือนโชคช่วยให้เราได้พบคุณหมอคนไทยในเช้าวันรุ่งขึ้น พอแม่ได้พบคุณหมอหมอสงสัยว่าทำไมขาและเท้าแม่บวม เมื่อคุณหมอได้ประวัติจากคลินิกเดิม จากผลเลือดพบว่าเม็ดเลือดแม่ต่ำและมีอาการบวมที่ขาและเท้า คุณหมอจึงให้แม่มาให้เลือดที่โรงพยาบาล และตอนนั้นคุณหมอก็ตามมาดูอาการแม่ทำให้แม่กับพ่ออุ่นใจขึ้นมากเลย ตอนนั้นแม่อยู่ที่โรงพยาบาลต้องให้เลือดไปพร้อมๆ กับการเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชม. แล้วทุกครั้งที่แม่ปัสสาวะก็เริ่มสังเกตว่าปัสสาวะแม่เป็นฟองซึ่งแต่ก่อนแม่ไม่ได้สังเกตมาก่อนเลย

เมื่อผลปัสสาวะออกมาทำให้ทราบสาเหตุที่แม่ตัวบวมเพราะแม่มีปัญหาที่ไตไตไม่สามารถเก็บโปรตีนได้ทำให้มีโปรตีนรั่วออกมาเยอะมาก ช่วงนั้นคุณพ่อกังวลเอามากๆ แม่ล่ะสงสารคุณพ่อเพราะเป็นช่วงที่กำลังจะสอบแต่ก็ต้องมาอยู่กับเราที่โรงพยาบาล แต่อย่างน้อยการที่เราได้อยู่พร้อมหน้าทำให้แม่มีกำลังใจมากขึ้นจากคุณพ่อนี่ล่ะ

ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ตอนนั้นอาการบวมที่ขา เท้า แม่ลดลงเล็กน้อยโดยภาพรวมแม่มีอาการดีขึ้น แต่ปรากฏว่าแม่ต้องคลอดหนูก่อนกำหนด เพราะคุณหมอไตบอกว่าไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งอาการของแม่อาจจะพลิกกลับมาเป็นทรุดลงและไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีก 2 สัปดาห์ที่เหลือจะเกิดอะไรขึ้น (คุณหมอจะขอให้ยืดระยะคลอดไปอีก 2 สัปดาห์จากเดิมที่หนูอายุ 29 สัปดาห์ให้เป็น 31 สัปดาห์) ซึ่งคงไม่คุ้มค่าที่จะใช้ชีวิตของเราทั้งสองไปเสี่ยง อารมณ์ตอนนั้นกังวลมาก ห่วงว่าลูกจะเป็นอะไรมากไหม เพราะจากที่แม่ทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีปัญหาที่สมองและตา กลัวไปต่างๆ นานา กังวลจนเครียด แต่ที่โรงพยาบาลก็ส่งคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านคลอดก่อนกำหนดมาให้ข้อมูลแม่ ทำให้แม่มีกำลังใจเพิ่มขึ้น แต่กำลังใจหลักของแม่มาจากคุณพ่อที่คอยอยู่เคียงข้างแม่ตลอดเวลามากกว่า”
  • "เจ้าลูปัส" ต้นเหตุของโรค
ระหว่างที่รักษาตัวและรอผลการวินิจฉัยโรค แต่ก็ต้องตัดสินใจเลือกทำอย่างที่คุณหมอแนะนำ คือให้หนูคลอดก่อนกำหนด…พอถึงวันที่หนูและแม่จะได้เจอกันแล้วจริงๆ แม่เลือกให้หนูคลอดช่วงเย็นเพื่อมีเวลาได้ทำใจ เพราะตั้งแต่วันแรกที่แม่จะได้เข้าโรงพยาบาลแม่ต้องพบกับการรักษาทุกระยะ เรียกว่าเป็นการพักขอทำใจถึงแม่จะไม่กี่ชั่วก็ตามเถอะ วันนั้นทั้งวันแม่ตื่นเต้น กังวล ทุกอารมณ์ของความเป็นห่วง กลัวว่าลูกของแม่จะเป็นอย่างไร กังวลว่าลูกคลอดมาแล้วจะเป็นอย่างไร กลัวไปต่างๆ นานา ดีที่คุณพ่ออยู่ใกล้แม่ให้กำลังใจไม่ห่าง ทำให้แม่รู้สึกอบอุ่นและคลายกังวลไปได้มาก

เมื่อถึงเวลาคลอดแม่คลอดหนูด้วยวิธีผ่าคลอด ช่วงระหว่างทำคลอดคุณพ่ออยู่กับเราตลอด แล้วแม่ก็ได้ยินเสียงหนู เสียงร้องของลูกที่อยู่ในท้องแม่มากตลอดเจ็ดเดือนที่ผ่านมา เสียงร้องของหนูทำให้แม่หายเจ็บ หายกังวล หายกลัว ถึงแม่จะยังเห็นหน้าหนูทันทีแต่แม่ก็คิดว่าหนูต้องเด็กเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารัก ตอนนั้นเราสองคนแม่ลูกยังไม่ได้กอดกันหรอกนะ เพราะหนูต้องเข้าห้อง NICU (Newborn Intensive Care Unit) แม่ทราบตอนหลังว่าหนูคลอดด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,300 กรัม แต่คุณพ่อและเพื่อนๆ กำลังใจแม่ว่าถึงหนูจะดูตัวเล็ก แต่ก็แข็งแรงพร้อมที่จะต่อสู้กับทุกอย่าง แล้วด้วยทีมคุณหมอที่เชี่ยวชาญก็ทำให้แม่อุ่นใจและรอที่จะได้อุ้มหนูตลอดเวลา

การคลอดวันนั้นผ่านไปด้วยดี แต่ยังไม่ทันที่แม่จะหายเจ็บแผลคลอดดีแม่ก็ได้ทราบข่าวที่ทำให้ตัวชา เรียกว่าแผนการชีวิตที่วางมาทั้งหมดพังครืนแทบตั้งหลักไม่อยู่และเป็นครั้งแรกที่แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อคือ แม่เป็นโรค SLE (ที่อเมริกาจะเรียกว่าโรคลูปัส) โรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เจ้าโรคนี้เองที่เป็นสาเหตุให้แม่เป็นโรคไต และทำให้หนูต้องคลอดก่อนกำหนด ด้วยความสับสนและตั้งตัวไม่ทันกับโรคที่เกิดขึ้น ทำให้แม่ต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อรักษาโรค SLE และโรคไต ระหว่างนั้นมีคุณหมอมาให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ให้แม่ทราบ แม่รักษาโรคลูปัสด้วยการทานยา (สเตียรอยด์) และฉีดยาเข้าเส้นเลือดหลังจากการรักษาไประยะหนึ่งอาการของแม่ดีขึ้น คุณหมอจึงให้แม่ออกจากโรงพยาบาล โดยก่อนกลับบ้านคุณหมอฉีดยาเคมีบำบัดให้แม่ 1 เข็ม ระยะเวลาของยาจะครอบคลุมรักษาโรค 1 เดือน ทุกครั้งที่แม่เจ็บพ่อจะอยู่เคียงข้างและคอยให้กำลังใจ พ่อบอกให้แม่อดทนให้ดูหนูเป็นตัวอย่าง หนูตัวเล็กนิดเดียวตอนคลอดต้องเข้าห้อง NICU ทันที นึกถึงหนูแล้วก็ทำให้แม่มีกำลังใจ คุณพ่ออาสาดูแลแม่ทุกอย่าง จนแม่ไม่รู้จะหาคำไหนมาขอบคุณและตอบแทนความรักที่คุณพ่อมีให้ เจ้าโรคนี้ทำให้แม่ได้เห็นความรักที่บริสุทธิ์ของคุณพ่อ ขอบคุณพ่อหนูจริงๆ
  • เรียนรู้อดทนจากความเจ็บปวด
หลังจากออกจากโรงพยาบาลแม่ต้องตรวจที่คลินิกคุณหมอโรคไตทุก 2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นแม่ก็ต้องทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ (ยาที่ออกฤทธิ์กดภูมิต้านทาน) ด้วยผลข้างเคียงของยาทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ แล้วยังทำให้แม่ตัวบวมอีกด้วย แต่การรักษาครั้งนั้นก็เป็นสิ่งที่แม่ต้องยอมรับและต้องพยายามทุกทางเพื่อให้ตัวเองดีขึ้นและได้อยู่กับลูก แต่แล้วด้วยปริมาณยาที่มากเกินความพอดีของร่างกายทำให้แม่ตัวบวมมากขึ้นไปอีก

ครั้งหนึ่งแม่เคยปวดขามาก ปวดตั้งแต่เข้าไปจนถึงเท้า เพราะอาการลูปัสกำเริบคืนนั้นพ่อให้แม่กินยานอนหลับเพื่อให้แม่หายปวด พอหลับไปสองชั่วโมงแม่ก็ตื่นขึ้นมาอีก จำได้ว่าตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับเวลาที่ลูกกินนมทำให้พ่อต้องดูแลทั้งแม่และให้นมลูก แม่ทนปวดมาจนถึงประมาณตี 5 ปวดมากจนร้องไห้ ทำให้ลูกตกใจตื่น ตอนนั้นเราสองคนร้องไห้ด้วยกันทั้งคู่ แม่สงสารพ่อมาก เพราะคงไม่ว่าจะดูแลใครก่อนดี ดีที่ตอนนั้นคุณย่ามาจากเมืองไทยเพื่อช่วยแบ่งเบาแม่และพ่อแล้วพ่อก็พาแม่ไปโรงพยาบาล เมื่อไปถึงคุณหมอบอกว่าลูปัสกำเริบเพราะไม่ได้พักผ่อน บวกกับความเครียด ซึ่งเป็นเชื้อให้โรคนี้กำเริบดีเชียวล่ะ

จากอาการครั้งนั้นแม่จึงวางแผนกับพ่อว่าจะกลับไปรักษาโรคลูกปัสที่เมืองไทยซึ่งเมื่อปรึกษาคุณหมอที่รักษาแม่ขณะที่อยูอเมริกาก็เห็นด้วย เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทวีปเอเชียมากกว่าทางตะวันตก และแนะนำให้แม่รักษากับหมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคลูปัสและโรคไต แม่จึงตัดสินใจกลับ อีกสาเหตุหลักคือหากแม่ยังอยู่ที่นี่แม่ก็คงอดไม่ได้ที่จะต้องดูแลหนู ซึ่งจะทำให้อาการของแม่กำเริบหนักเข้าไปอีก

จนตอนนี้แม่กลับมารักษาที่เมืองไทยด้วยการทานยาควบคู่ไปกับการฉีดยาเคมีบำบัด ต้องไปพบคุณหมอทุกๆ 2 สัปดาห์ อาการโดยรวมตอนนี้แม่ดีขึ้นมาแล้วนะ แม้จะมีอาการข้างเคียงของยาทำให้แม่ตัวบวมและผมร่วมแต่แม่ก็มีกำลังใจดีเมื่อคิดถึงลูก ถึงเราจะอยู่ไกลกันเพียงระยะทาง แม่ยังได้ยินเสียงลูกเพราะคุณพ่อโทรคุยแล้วให้แม่ได้ยินเสียงลูกทุกวัน ได้รับรู้พัฒนาที่เติบโตของลูก เห็นว่าลูกน่ารักและพัฒนาการดีขึ้น ทำให้แม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับอาการเจ็บปวดและการรักษาที่ยาวนานของโรค แม่จะอดทนและสัญญาว่าจะรีบรักษาตัวให้หายเพื่อที่เราจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูกอีกครั้ง

Story 2

เรียนรู้ (โรค) เพื่อจะ "อยู่ร่วมกัน"
คุณนวลไหม เดชอาคม เภสัชกรคุณแม่ลูกสอง คุณแม่เภสัชกรผู้โชคดีที่เอะใจกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเองและไม่ปล่อยให้อาการดำเนินไป เธอเกาะติดและคุมโรคเรียกว่าระแวดระวังภัยทุกฝีก้าว ถึงแม้ขณะช่วงตั้งครรภ์ที่เธอต้องติดตามเฝ้าสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยการรู้เท่าทันและแสวงหาข้อมูลเพื่อดูแลตัวเองอย่างจริงจังทำให้การตั้งครรภ์ของเธอผ่านไปด้วยดี เธอบอกว่า “การอยู่กับโรคอย่างสงบและดูแลตัวเองเป็นแก่นแกนสำคัญที่เธอยึดถือ ทำให้เธอสามารถอยู่กับโรคอย่างสงบ”

  • สัญญาณเตือน SLE
“เริ่มรู้ตัวว่าเป็น SLE ขณะเรียนอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชจำได้ว่าช่วงนั้นเริ่มมีผื่นขึ้นแก้ม ก็เข้าใจว่าเป็นอาการแพ้ มีปวดที่มือและนิ้วบ้างแต่ไม่ได้เอะใจทั้งสองอาการเลย คิดว่าแพ้อากาศเย็น เพราะเราปวดแล้วก็หายเป็นแบบนี้หลายครั้ง ก็ไม่ได้กังวล เรียกว่ายังใช้ชีวิตเฮฮากับเพื่อนตามปกติ”

แต่แล้วด้วยความบังเอิญที่ทำให้เรารู้ตัวได้เร็วและรักษาได้ทัน วันนั้นต้องเข้าคลาสเรียนที่มีอาจารย์พิเศษเข้าสอน ผื่นยังไม่หายและเข้าไปปรึกษาอาจารย์ พออาจารย์เห็นผื่นที่หน้าก็สงสัยว่าเราน่าจะมีอาการผิดปกติ เพราะเป็นผื่นคล้ายปีกผีเสื้อสงสัยว่าเป็นอาการเริ่มต้นของ SLE คุณหมอแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พอทราบว่าตัวเองเป็น ไม่เย็นใจแล้วค่ะ ทั้งตกใจและกังวลว่าเราควรจะทำยังไงดี หาข้อมูลโรคเยอะมาก พอทราบว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็ยิ่งกังวลหนัก จากที่เห็นดาราหลายคนเป็นแล้วเสียชีวิต เช่น คุณหมอก คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แต่ก็มีบ้างที่หาย หรือต้องทานยาตลอดชีวิต บางคนก็อยู่ในระยะอาการสงบ ซึ่งก็โชคดีมาก ตอนนั้นมีพี่ที่คณะเป็นอยู่ตัวเขาบวมทำให้เรากลัวมากจนเครียดไปเลย”
  • ระยะแรกของการรักษา SLE
พอไปตรวจที่โรงพยาบาลรามา คุณหมอบอกว่าเป็นอาการเริ่มแรกของ SLE คุณหมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและเช็กเลือดเพื่อดูว่า SLE ไปที่ส่วนอื่นหรือเปล่านอกจากที่ผิวหนัง ซึ่งโชคดีที่ยังไม่ลงไปที่ไต จากนั้นก็เริ่มรักษาด้วยการทานยาและใช้ยาทาบริเวณที่เป็นผื่น พอมีอาการปวดข้อก็ทานยา เป็นการรักษาตามอาการที่เป็นขณะนั้น ช่วงนั้นคุณหมอนัดตรวจเดือนละครั้ง หรือสามเดือนครั้งบ้างค่ะแล้วแต่อาการที่เกิดขึ้น โดยอาการมักกำเริบช่วงสอบ เพราะเราเครียดมาก บางเทอมต้องดรอปเรียน แต่ก็ได้เพื่อนและอาจารย์ช่วยเหลือเรื่องการเรียนเยอะค่ะยิ่งช่วงเรียนปี 3 และปี 4 จะมีผื่นขึ้นที่หน้าและปวดตามข้อบ่อยๆ

ถึงเราจะเครียดแต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดี เรายังสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ เพียงแต่ต้องพยายามรักษาตัวเองมากกว่าคนอื่น ระวังไม่ให้โดนแดดบ่อย เพราะเรามีอาการที่ผิวหนัง หลังเรียนจบแล้วก็แต่งงานช่วงนั้นยังไปพบหมอเรื่อยๆ พอตัดสินใจจะมีลูกก็ปรึกษาคุณหมอ ตอนนั้นโรคอยู่ในระยะอาการสงบแล้ว ก็ไม่ได้ทานยา จึงสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย

  • ชะล่าใจเพราะโรคสงบ
แต่ด้วยความที่ชะล่าใจว่าท้องแรกไม่มีปัญหาท้องสองเราเลยไม่ได้ตรวจอาการ SLE ปรากฏว่าช่วงท้องเดือนที่ 4 เริ่มมีผื่นขึ้นแล้วก็ปวดที่ข้อ น้ำหนักก็ไม่ขึ้นเลย รวมทั้งเก้าเดือนแล้วน้ำหนักขึ้นเพียง 8 กิโล ช่วงท้องไม่ได้มีอาการร้ายแรงจนต้องทานยา แต่ก็เครียดค่ะ เพราะกลัวจะกระทบกับลูกถึงจะคลอดก่อนกำหนด 1 เดือนแต่ก็ผ่านไปด้วยดี

ช่วงเครียดๆ จะสามีคอยให้กำลังใจตลอดค่ะ กับท้องที่สองที่มีปัญหาเขาจะบอกว่า คนแรกยังผ่านไปได้ด้วยดีเลย ท้องนี้ก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน เรียกว่า กำลังใจจากสามีทำให้เราสามารถก้าวพ้นความเจ็บปวด ความกลัว และความกังวลไปได้มากค่ะ

SLE เป็นโรคที่ต้องปรับตัวมาก จากเดิมที่เราเคยไปไหนได้ตามใจชอบก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แทนที่เราจะทนทุกข์กับโรคเปลี่ยนมามองโลกในแง่ดี คิดเสียว่าเราเป็นคนพิเศษที่ทุกคนต้องเอาใจใส่ แล้วอย่าให้เราขึ้นอยู่กับโรค ต้องให้โรคขึ้นอยู่กับเราแทน สร้างตัวเราให้แข็งแรง แล้วเราก็จะอยู่เหนือโรคอย่างเป็นสุขค่ะ

รู้จักภูมิต้านทานตัวเอง

สิ่งแวดล้อมที่คนเราดำรงชีวิตอยู่นั้นมีสิ่งต่างๆ สารพัดที่พร้อมจะจู่โจมทำร้ายร่างกายของเราให้เจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคในอากาศ ผงฝุ่น แก๊สพิษ ไอระเหย รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป แต่คนเราส่วนมากก็สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติสุข เพราะร่างกายมีกลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งในการต่อสู้กับสารพัดพิษภัยเหล่านั้นเหมือนประเทศชาติที่มีกองกำลังทหารในการปกป้องบ้านเมืองกลไกที่ว่าทางการแพทย์เรียกว่า “ระบบภูมิคุ้มกัน” (Immune System) ระบบที่ว่านี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะแบ่งหน้าที่และช่วยกันในการกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น บางคนที่มีแผลที่ผิวหนังทำให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายทางแผลร่างกายก็จะระดมเม็ดเลือกขาวเข้าสู้ต่อไปกับเชื้อโรคนั้นและหยุดยั้งให้เชื้อโรคอยู่เฉพาะที่ตรงนั้น เราจึงเห็นฝีหรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง

แต่หากร่างกายสู้เชื้อโรคไม่ไหวงเชื้อก็จะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือด พิษภัยอันนี้รุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของเราจะต่อสู้ได้เองตามลำพัง จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคมาช่วย มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้วงการแพทย์จึงจำเป็นต้องคิดค้นยาเพื่อรักษา

นอกจากเม็ดเลือดขาวแล้วร่างกายยังมีสารเคมีในเลือดอีกมากมายหลายชนิดที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งเราเรียกชื่อว่า แอนตี้บอดี้ (Antibody) แอนตี้บอดี้บางชนิดป้องกันได้หลายโรคในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ภูมิต้านทานที่ร่างกายเรามีอยู่จะทำหน้าที่ต่อต้านเฉพาะเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ของร่างกายตัวเองเท่านั้นดังจะเห็นได้จากคนบางคนที่ต้องเปลี่ยนอวัยวะ โดยรับอวัยวะจากผู้อื่นบางคนก็รับไม่ได้ เพราะร่างกายไม่คุ้นเคยจะปฏิเสธโดยปฏิกิริยาต่างๆ เช่น การต่ออวัยวะ เช่น นิ้ว หรือการใช้ผิวหนังคนอื่นมาปิดผิวหนังของคนที่เป็นแผลไฟไหม้แต่นิ้วที่ต่อใหม่ หรือแผลที่ปิดใหม่ไม่ยอมติดกับนิ้วหรือผิวหนังเดิม เป็นต้น


รู้จัก SLE

แต่มีบางคนที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติไป คือแทนที่จะสร้างภูมิต้านทานมาทำร้ายอวัยวะต่างๆ ของตัวเอง เพราะจำเนื้อเยื่อของตัวเองไม่ได้ผลที่เกิดขึ้นก็คือ อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจะมีการสร้างสารเคมีต่างๆ ขึ้นมามากมายและเจ้าสารเคมีเหล่านี้แหละที่จะมาทำร้ายเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่อวัยวะและชนิดของสารเคมีซึ่งมีมากมาย จาระไนไม่หมด ผลก็คืออวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะป่วนไปหมด

SLE หรือคำเต็มในภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus ก็มีกลไกการเกิดโรคดังที่กล่าวมานี่แหละครับแล้วทำไม คนที่เป็น SLE จึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติคำตอบก็คือยังไม่ทราบ บางคนก็เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมพันธุ์ บางคนก็ว่าเป็นผลจากการใช้ยาบางชนิดบางคนก็ว่าน่าจะเกี่ยวกับอาหารแต่สรุปแล้วก็คือ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด


แม่ท้องกับ SLE

คุณแม่เป็นโรค SLE ไม่ว่าจะเป็นมาก่อนตั้งครรภ์หรือมารู้ภายหลังที่ตั้งครรภ์ไปแล้วก็ตามจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอเป็นอย่างดี เพราะโรค SLE ก่อปัญหาตั้งครรภ์ได้หลายประการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ จากข้อมูลของโรคนี้ จนถึงปัจจุบันพบว่า
  • กรณีที่คุณแม่เป็นโรค SLE แล้วตั้งครรภ์จะมีปัญหาให้ต้องฝ่าฟันหลายอย่าง เช่น มีโอกาสแท้งลูกค่อนข้างสูง ถ้าไม่แท้งก็มีโอกาสที่ลูกในครรภ์จะเจริญเติบโตไม่ดีบางคนก็คลอดก่อนกำหนด ถ้ารุนแรงมากลูกอาจตายในครรภ์ได้ สำหรับตัวคุณแม่เอง SLE อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษและทำให้ชักจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นได้ส่วนผลของการตั้งครรภ์ว่าจะทำให้โรคเป็นอย่างไร พบว่าข้อสรุปไม่แน่นอนบางคนก็ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นในขณะที่บางคนอาการก็ดีขึ้น

  • ส่วนการรักษาก็ไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่ได้ท้อง เพียงแต่คุณหมอจะต้องพิจารณาเรื่องการใช้ยามากขึ้น เพราะยาบางตัวมีผลต่อลูกในท้องด้วยบางรายที่อาการของโรครุนแรงอาจต้องทำแท้งเพื่อรักษาโรคของแม่ก็มีแต่พบไม่ค่อยบ่อย

ผลกระทบของ SLE ต่อร่างกาย

โรค SLE สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น
  • ทำให้ข้ออักเสบ เกิดอาการปวดตามข้อ
  • เม็ดเลือดแดงแตกทำให้ซีด
  • ผิวหน้าที่บริเวณใบหน้ามีผื่นขึ้น ลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ (Butterfly Rash)
  • มีแผลในปาก ผมร่วง เยื่อหุ้มปอดอักเสบ
  • หัวใจอักเสบมีอาการหอบเหนื่อย
  • ไตอักเสบ
  • เส้นประสาทอักเสบ ทำให้ทนร้อนทนหนาวไม่ได้
  • บางคนเป็นโรคจิต หรือมีอาการชัก และยังมีอีกหลายอาการอาจจะเกิดขึ้น

SLE รักษาอย่างไร ?

SLE เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เพราะเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดการรักษาที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็คือการพยายามควบคุมอาการของโรคที่อวัยวะต่างๆ ไม่ให้กำเริบหรือแผลงฤทธิ์ขึ้นมาซึ่งจะเรียกว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุก็ได้ส่วนกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ค่อนข้างรุนแรงการวินิจฉัย SLE จะทำได้ค่อนข้างง่ายแค่การซักถามประวัติอาการต่างๆ ตรวจร่างกาย รวมทั้งการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่าในเลือดมีสารที่เป็นภูมิต้านทานชนิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้หรือไม่แค่นี้ส่วนมากก็มักจะได้คำตอบแล้ว

ผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่บางทีอาการของโรคไม่ค่อยชัด อาจมีแค่ปวดเข่าก็เลยไปหาคุณหมอที่ดูแลเรื่องกระดูกหรือข้อ บางคนมีแค่ผื่นที่ผิวหนังก็ไปหาหมอผิวหนัง กว่าจะรู้ว่าเป็น SLE บางทีก็ใช้เวลานานเหมือนกันการรักษานั้นก็ทำโดยการให้ยาแก่ผู้ป่วยต้อเนื่อง เป็นเวลานานเพื่อควบคุมอาการต่างๆ ยาที่ใช้มีหลายชนิดตามความรุนแรงของโรค เช่น ยากลุ่มสตีรอยด์ ยากลุ่มเคมีบำบัดเหมือนกับที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นต้น

ผลการรักษาโรคนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าเอาแน่ไม่ได้ บางคนรักษาไม่นานอาการของโรคก็หายไปเลยจนสามารถเลิกให้ยาได้ บางคนก็ต้องให้ยาไปตลอดชีวิต บางคนก็ต้องเพิ่มยาลดยาสลับกันไปบางคนรักษาเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งมักจะเกิดจากไตวายหรือการติดเชื้อที่รุนแรงจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง


Tip : คุณแม่นักวางแผน

1. กำลังใจในชีวิตจากคนที่รักจะช่วยสร้างกำลังใจให้ห้าวพ้นความเจ็บปวดจากโรคได้

2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด และพบคุณหมอเป็นประจำจะช่วยไม่ให้โรคกำเริบ

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียดและควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

4. หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเอง หากเกิดอาการผิดปกติจากเดิมให้รีบพบแพทย์

Tip : คุม SLE ให้อยู่หมัด

1. สัญญาณที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติของร่างกาย รีบสังเกตและหมั่นเช็กร่างกายว่ามีอะไรผิดปกติ

2. ไม่ทำงานหนัก อย่าเครียด เครียดต้องรีบหาทางออก ลองใช้วิธีวิธีเดินห้าง หรือทำกิจกรรมที่ชอบดูค่ะ

3. เมื่อเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนังป้องกันด้วยการทาครีมกันแดด

4. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยภูมิต้านทานให้แข็งแรง

5. หากต้องการตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อดูอาการในระยะนั้น แล้วหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นต้องรีบปรึกษาคุณหมอ เพื่อระงับอาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันเวลา

6. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชนจำนวนมาก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ ง่าย

7. จำไว้ว่าหากขาดยา โรคอาจจะกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นคุมไม่อยู่พบคุณหมอและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าคนเราจะเกิดโรคใดขึ้นกับร่างกายของคุณหรือคนที่คุณรัก สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากยาทางเคมีแล้ว ยาที่ชื่อว่ากำลังใจจากคนอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ขออวยพรให้คุณแม่อ่านทุกท่าน “อโรคา ปรมาภา” นะคะ


(update 13 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.135 January 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600