ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 15 ทีมงานนิตยสารบันทึกคุณแม่พยายามที่จะนำข้อมูลในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ และการดูแลลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 9 ปี มานำเสนออย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีค่ะ เช่นเดียวกับเรื่องที่กำลังจะกล่าวถึงใน 10 คำถาม กับข้อสงสัยเรื่องการคลอด นี้ค่ะ
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่มักจะมีข้อสงสัย และความกังวลว่าเมื่อถึงเวลาจะคลอดแบบไหนดี ความตั้งใจที่จะคลอดเองด้วยวิธีธรรมชาติ จะผ่าคลอด หรือว่าจะคลอดในน้ำดี นั้นในความเป็นจริง ใครคือผู้ตัดสินใจว่าควรจะใช้วิธีใดดี วันนี้ทีมงานบันทึกคุณแม่เลยต้องอาสาเป็นตัวแทนว่าที่คุณแม่มาสอบถามข้อมูลเพื่อที่คุณแม่ทีกำลังตั้งครรภ์จะได้สบายใจหายสงสัยและคลายกังวล
วันนี้ดิฉัน จตุพร ธัมมปที บรรณาธิการบริหารนิตยสารบันทึกคุณแม่ขอทำหน้าที่เป็นตัวแทนทีมงาน มานั่งคุยกับ พญ.เยาวลักษณ์ รพีพัฒนา สูตินรีแพทย์ ประจำศูนย์ สุขภาพสตรี Women's Health Center จากโรงพยาบาล สมิติเวช สุขุมวิท ท่านจะเป็นผู้ที่จะมาให้ข้อมูลกับเรากับ 10 คำถาม กับข้อสงสัยเรื่องการคลอด ที่เราอยากรู้ค่ะ
1. จตุพร : สวัสดีค่ะคุณหมอ ในวันนี้ต้องขอขอบคุณมากนะคะที่ให้โอกาสเรามาพูดคุยด้วย เราเริ่มต้นคำถามกันเลยดีกว่านะคะ ไหนๆ ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทแล้วคงต้องเรียนถามว่าที่นี่ให้การดูแลในเรื่องของสูติกรรมอะไรบ้าง
พญ.เยาวลักษณ์ : สำหรับศูนย์สุภาพสตรี ของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เราให้การดูแลสตรีตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ อบรมการเตรียมตัวก่อนคลอด โดยฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายก่อนคลอด สอนวิธีบริหารร่างกาย และวิธีการที่สามีจะช่วยภรรยาขณะเจ็บคลอด วิธีการที่จะช่วยคลายความเจ็บโดยไม่ต้องใช้ยา นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือดูแลขณะตั้งครรภ์ เช่น เครื่องอัลตราซาวนด์ 4 มิติ ซึ่งจะช่วยยืนยันความแข็งแรงสมบูรณ์ของลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดี และถ้ามีความจำเป็นก็ยังสามารถให้บริการเจาะน้ำคร่ำ เจาะเลือดดูโครโมโซมได้ด้วย เรียกว่าถ้ามาฝากครรภ์กับเราที่นี่เราก็พร้อมที่จะบริการคุณแม่ตั้งครรภ์ในทุกๆ เรื่องค่ะ
2. จตุพร : อยากเรียนถามคุณหมอว่าปัจจุบันการคลอดมีกี่วีคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : สำหรับการคลอดที่โรงพยาบาลสมิติเวชสาขาสุขุมวิท มีให้บริการคลอด 4 วิธีค่ะ คือ คลอดธรรมชาติแบบไม่ใช้ยาแก้ปวด คลอดแบบไม่ผ่าตัดแต่ใช้ยาแก้ปวดหรือบล๊อคหลัง ผ่าตัดคลอด และคลอดในน้ำ ค่ะ
3. จตุพร : แล้วทั้ง 4 วิธีที่คุณหมอบอกมานี้ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่กำลังจะคลอดสามารถเลือกคลอดได้เองหรือต้องให้คุณหมอแนะนำคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : ทางโรงพยาบาลของเราเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยแต่ละคนค่ะ แพทย์มีหน้าที่ให้ข้อมูล ส่วนผู้ป่วยจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเอง ยกเว้นเสียแต่ว่าการคลอดนั้นมีความผิดปกติเกิดขึ้นซึ่งแพทย์มีหน้าที่ต้องใช้วิธีที่จะให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัยซึ่งผู้ป่วยเองก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของแพทย์เช่นกันค่ะ
4. จตุพร : คนไข้ส่วนใหญ่เลือกที่คลอดเองตามธรรมชาติหรือผ่าคลอด หรือคลอดในน้ำคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : ผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกคลอดเองตามธรรมชาติคลอดเองตามธรรมชาติ มีข้อดีคือ ทารกในครรภ์ไม่ได้รับยาแก้ปวดหรือยาเร่งคลอดใดๆ ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยา มีรายงานว่ายาแก้ปวดบางชนิดทำให้ทารกในครรภ์มีแนวโน้มติดสารเสพติดได้ง่ายเมื่อโตขึ้นยาบางชนิดมีฤทธิ์กดการหายใจต่อทารกในครรภ์ ทำให้หายใจเองไม่ได้เมื่อคลอดออกมาอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือทารกอาจง่วงซึมไม่ดูดนม ทำให้ไม่ได้รับอาหารที่ควรจะได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดว่าทารกคลอดเองตามธรรมชาติอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมารดา หรือทารก เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ สายสะดือรัดคอทารกจนเกิดภาวะขาดออกซิเจน มารดามีภาวะครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ทารกในครรภ์อยู่ในท่าขวาง หรือไม่เอาศรีษะลงไปในเชิงกรานของแม่หรือเอาศรีษะลง แต่แหงนหน้ายกคอขึ้นการปล่อยให้คลอดเอง ถ้าไม่เสียชีวิตก็อาจพิการได้หรือสมองเสียหายได้ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้คลอดโดยวิธีผ่าตัดหน้าท้องดีกว่าค่ะ
5. จตุพร : มีหลายคนบอกว่าผ่าตัดคลอดช่วยลดอัตราการตายของแม่และลูกจริงหรือเปล่าคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : การผ่าตัดคลอดช่วยลดอัตราตายของทารกในกรณีที่มีความผิดปกติต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น แต่ไม่ลดอัตราการเสียชีวิตในมารดาค่ะ
6. จตุพร : ถ้าอย่างนั้นการคลอดแต่ละชนิดมีผลดีผลเสียต่างกันอย่างไร
พญ.เยาวลักษณ์ : การคลอดเองถ้าแพทย์ที่มีความรู้ชำนาญพอจะรู้ดีว่าผู้ป่วยรายนี้สมควรให้คลอดเองได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าการคลอดนี้อาจยาวนานก่อให้เกิดความบอบช้ำต่อมารดาและทารก ก็ไม่ควรดันทุรังให้คลอดเองตามธรรมชาติ ควรตัดสินใจทำการผ่าตัดคลอดเองและบอกผู้ป่วยกับสามีว่าถ้าดันทุรังต่อไปจะมีอันตรายต่อผู้ป่วยเปล่าๆ ผู้ป่วยและสามีเองก็ต้องยอมรับนับถือในการตัดสินใจของแพทย์ เพราะถ้าดื้อดึงต่อไปจนเกิดอันตรายต่อมารดาหรือทารก อาจถึงขั้นเสียชีวิต แล้วแพทย์คือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวค่ะ แม้แต่สามีผู้ยืนกรานไม่ยอมให้ภรรยาผ่าตัด ก็ไม่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบครั้งนี้ค่ะ
7. จตุพร : ความแตกต่างกันภายหลังจาการคลอดเองของแม่และการผ่าตัดจะเป็นอย่างไรบ้างล่ะคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : จริงๆ แล้วผลจากทารกคลอดเองและผ่าตัดคลอดจะอยู่คนละที่นะคะ แผลจากการผ่าตัดจะอยู่บนหน้าท้องใต้ของกางเกงชั้นใน ส่วนแผลจากการคลอดเองจะอยู่ที่ฝีเย็บระหว่างช่องคลอดและทวารหนักแต่เนื่องจากการผ่าตัดคลอดทารกในครรภ์ไม่ได้ผ่านช่องคลอดออกมาก็ไม่มีการยืดขยายของช่องคลอด เพราะฉะนั้นคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติจะต้องบริหารช่องคลอดหลังคลอดแล้วโดยการขมิบทุกวันเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบๆ ช่องคลอดกลับมากระชับเหมือนเดิม แต่แผลฝีเย็บจะเกิดรอยแผลเป็นน้อยกว่าแผลบนหน้าท้องค่ะ (การผ่าตามแนวตั้ง)
8. จตุพร : ทราบมาว่าที่โรงพยาบาลสมิติเวชมีการให้บริการการคลอดในน้ำด้วย แบบนี้แม่ที่ต้องการคลอดในน้ำต้องเตรียมตัวอย่างไรคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทมีบริการคลอดในน้ำมานานกว่า 10 ปี คือ ตั้งแต่ ค.ศ.1994 ซึ่งผู้ป่วยคนแรกนั้นเป็นชาวต่างชาติปัจจุบันมีอัตราการคลอดในน้ำร้อยละ 6 ของทารกที่คลอดทั้งหมด ทางโรงพยาบาลไม่มีการอบรมการคลอดในน้ำ แต่อาจจะเข้าอบรมการเตรียมตัวการคลอดร่วมกับคู่สามีภรรยาที่ตั้งใจอยากคลอดธรรมชาติได้ เพราะใช้หลักการบริหารร่างกาย การผ่อนคลายความเจ็บปวดเหมือนๆ กัน แต่จะต้องทราบไว้ข้อหนึ่งว่าผู้ที่จะคลอดในน้ำต้องลงไปในอ่างน้ำและนั่งคลอดเท่านั้นและต้องไม่มีการใช้ยาแก้ปวดหรือบล็อกหลังเพื่อผู้ป่วยจะได้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถนั่งทรงตัวในน้ำได้ ขณะเบ่งคลอด มิฉะนั้นก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อลูก เช่น สำลักน้ำเข้าไปในปอดได้ ดังนั้นทารกคลอดใต้น้ำต้องถูกนำออกมาภายใน 60 วินาที
9. จตุพร : อยากทราบว่าผลดี ของการคลอดในน้ำนี้มีอะไรบ้างคะและทุกคนสามารถคลอดในน้ำได้หรือเปล่าคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : สำหรับข้อดีของทารกคลอดในน้ำคือ น้ำอุ่นจะช่วยลดความเจ็บปวด คลายเครียด สูญเสียพลังงานในการคลอดน้อยลงปากช่องคลอดยืดหยุ่นได้ดี มีการฉีกขาดของฝีเย็บน้อยกว่าคลอดบนบกแต่อย่างที่ทราบว่าทารกที่คลอดใต้น้ำ จะมีเวลาปรับตัวไม่เกิน 60 วินาทีที่ต้องนำทารกขึ้นบนผิวน้ำ ฉะนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนจะคลอดในน้ำได้ค่ะ และเราก็มีข้อห้ามในการคลอดในน้ำไว้ว่า คุณแม่ที่การตั้งครรภ์แฝด ทารกไม่เอาศรีษะลงมา ทารกมีภาวะขาดออกซิเจน ถุงน้ำคร่ำแตกเกิน 24 ชั่วโมง คลอดก่อนกำหนด เลือดออกมาผิดปกติ มารดามีภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มารดาเป็นโรคติดต่อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอดส์ จะไม่สามารถเลือกวิธีการคลอดในน้ำได้ค่ะ
10. จตุพร : มาถึงคำถามสุดท้ายที่หลายคนฝากถามมาว่าคุณพ่อคุณแม่มักจะเลือกคลอดตามฤกษ์ยาม ไม่ทราบว่าเป็นผลดีหรือไม่กับลูกในท้องที่กำลังจะคลอดออกมาหรือเปล่าคะ
พญ.เยาวลักษณ์ : อันที่จริงข้อมูลปัจจุบันพบว่าการผ่าตัดคลอดตามฤกษ์ลดลง ส่วนจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนเราย่อมแตกต่างกันแต่พ่อแม่เกือบทุกคน ย่อมรักลูก ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค่ะ
วันนี้เราก็คงจะหายสงสัยกันไปแล้วนะคะเพราะทุกคำถามเกี่ยวกับการคลอดลูกนั้นคุณหมอก็ตอบอย่างตรงประเด็นทีเดียว...ในนามนิตยสารบันทึกคุณแม่ขอขอบคุณ พญ.เยาวลักษณ์ รพีพัฒนา เป็นอย่างมากที่มาร่วมให้ความรู้หับเราในวันนี้ค่ะ
(update 21 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.171 October 2007]
|