กระตุ้นพัฒนาการทารกทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์


สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกในท้องนั้นเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ที่ต้องทะนุถนอมและปกป้องเป็นที่สุด ส่วนหนึ่งนั้นอาจจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติของผู้หญิงที่พอรู้ว่ามีชีวิตน้อยๆ อีกชีวิตหนึ่งปฏิสนธิอยู่ภายในร่างกายตนเองแล้ว สัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ก็ได้ก่อเกิดและพัฒนากันไปพร้อมๆ กับชีวิตน้อยๆ นั้น แต่ด้วยชีวิตที่ต้องทำงานไปด้วยทุกวันนี้ผู้หญิงไทยจึงให้ความสำคัยกับการตั้งครรภ์คุณภาพมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการมีลูกน้อยลงตามไปด้วย

เมื่อพูดถึงคำว่า “คุณภาพ” นั่นหมายถึง ตั้งแต่การตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ไปจนกระทั่งถึงการคลอดลูกเป็นเด็กที่มีคุณภาพ องค์ประกอบหลักๆ ของการเสริมสร้างคุณภาพให้แก่ทารกในครรภ์ มีตั้งแต่เรื่องอาหารการกินของคุณแม่ที่จะส่งผ่านสารอาหารไปสู่ลูกน้อย เนื่องจากในระหว่างการตั้งครรภ์ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างมากมายและรวดเร็ว ถ้าคุณแม่ได้รับสารอาหารทุกประเภทอย่างครบถ้วนซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างขนาดและคุณภาพของร่างกายและสมอง ก็คาดหวังได้ว่าทารกจะเจริญเติบโตมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสติปัญยาที่ดีด้วย แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารไม่ครบ เซลล์ของทารกก็จะเล็กและมีเส้นใยสมองน้อย นอกจากนี้สารจำพวกวิตามินโดยเฉพาะวิตามินบี นอกจากจะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทของทารกในครรภ์แล้ว ยังช่วยให้การทำงานของเซลล์สมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกน้อยในครรภ์ และทุกวันนี้ เราก็ค่อนข้างจะได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้วว่า สิ่งแวดล้อมภายนอกสามารถสร้างเด็กให้เป็นไปตามสภาวะแวดล้อมนั้น ในปัจจุบันเราจะได้เห็นการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมมากขึ้น เพราะเชื่อว่าไม่ว่าเด็กจะมาจากพ่อแม่ที่มีพันธุกรรมแบบใด ก็สามารถเลี้ยงดูให้เติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีจริยธรรมที่งดงามได้

กระตุ้นอย่างไร ? คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์เองได้ ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนที่ห้า ซึ่งที่จริงก่อนหน้านี้ คุณแม่ก็สามารถพูดคุยกับลูกหรือสัมผัสลูกได้ แต่ทารกในครรภ์ยังไม่อาจรับรู้มากนัก เนื่องจากช่วงที่เซลล์สมองแบ่งตัวเป็นช่วยอายุ 10-18 สัปดาห์ ดังนั้น ช่วง 18 เดือนไปแล้ว จะเป็นช่วงที่เซลล์สมองกำลังเริ่มเจริญเติบโต “ระยะขยายตัว” ไปจนถึงอายุสองขวบ เพราะฉะนั้น จึงถือว่านี่เป็นช่วงโอกาสทองที่พ่อแม่จะป้อนข้อมูลหรือสิ่งดีๆ เข้าสู่สมองลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ มีการทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นพัฒนาการมากมาย ที่พบว่าเด็กในช่วงนี้ได้รับการกระตุ้น ก็จะเกิดเส้นใยภายในเซลล์สมองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเด็กอายุครบสองขวบ ก็จะมีขนาดสมองถึง 90% ของผู้ใหญ่ หากระยะที่สมองกำลังเติบโตขยายตัวนี้ไม่ได้รับการกระตุ้นเท่าที่ควร เท่ากับคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไป

กระตุ้นโดยการสัมผัส เมื่อคุณแม่สัมผัสหน้าท้องตัวเองที่ยื่นออกมา ทารกสามารถรับรู้ได้ เช่นเดียวกับเวลาที่คุณแม่เคลื่อนไหว มีการทดลองให้คุณแม่ตบที่หน้าท้องเบาๆ เวลาที่ลูกในครรภ์ดิ้นมากหรือเตะ คุณแม่อาจพูดด้วยเสียงดังฟังชัดไปด้วยว่า “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” แล้วตบเบาๆ ที่ด้านตรงข้ามกับทิศทางที่ลูกเตะ (ที่ลูกเตะจะเป็นส่วนเท้า ด้านตรงข้ามจะเป็นหัวทารก) ทารกในครรภ์จะมีปฏิกิริยาตอบกลับมา เช่น เคยมีคุณแม่ที่ทดลองเล่นแบบนี้กับลูก โดยการเคาะสองที ทุกครั้งปรากฏว่าทารกเตะกลับมาสองครั้งเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก

กระตุ้นโดยการใช้เสียง มีคุณแม่หลายท่านที่เปิดเพลงคลาสสิกหรือเพลงที่ฟังสบายๆ ขณะตั้งครรภ์ ต่างพบว่าเด็กที่คลอดออกมาจะอารมณ์ดี มีสมาธิดี และชอบเสียงเพลง เด็กบางคนจะคุ้นกับเพลงที่คุณแม่เปิดซ้ำๆ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์พอออกจากครรภ์แม่ก็ยังจดจำเพลงนั้นได้ เมื่อเด็กโยเย อารมณ์ไม่ดี คุณแม่เปิดเพลงเดิมเท่านั้น เด็กก็หยุดร้องโยเยทันที และมีผลการทดลองอีกเช่นกันที่พบว่า เด็กที่ได้ฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนรักเสียงเพลง ตลอดจนมีความสามารถในการเล่นดนตรีที่ดีกว่าได้ นอกจากเสียงดนตรีแล้วเสียงของคุณแม่หรือคุณพ่อเอง ก็มีความสำคัญกับลูกน้อยเช่นกัน เนื่องจากเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้ลูกรู้จักพ่อและแม่ของตนตั้งแต่ยังไม่คลอดออกมาครั้นพอลูกคลอดแล้ว ก็จะจำเสียงแม่ได้ทันทีเป็นการสร้างความอบอุ่นใจและความมั่นใจแก่เด็กได้เป็นอย่างมาก คุณแม่สามารถลูบท้องด้านที่เป็นหัวเด็ก และพูดคุยกับลูก หรือใช้กระดาษแผ่นใหญ่ม้วนเป็นกรวย เหมือนที่เด็กๆ เล่นกัน แล้วพูดใส่ปลายกรวยที่จ่อไปบนหน้าท้อง หรือพูดกับลูกผ่านผนังหน้าท้องโดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออะไร ลูกก็รับรู้คลื่นเสียงของเราได้

กระตุ้นโดยการนั่งเก้าอี้โยก เมื่ออายุครรภ์ห้าเดือนไปแล้ว ทารกในครรภ์จะมีอวัยวะต่างๆ เกือบสมบูรณ์แล้ว สมองก็เริ่มขยายตัว การที่เด็กอยู่ในถุงน้ำคร่ำในท้องแม่ จะได้รับกระแสการเคลื่อนไหวของน้ำคร่ำรอบๆ เมื่อแม่เคลื่อนไหว ทารกในครรภ์จะเอนเอียงตามจังหวะของการเคลื่อนไหวของแม่ ผิวหนังของทารกจะรับรู้การสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูกตลอดเวลามีผลต่อการพัฒนาระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกของทารกถ้าเราลองนั่งโยกเก้าอี้ และทำให้ทารกได้เรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพราะขณะที่คุณแม่นั่งโยกเก้าอี้นั้น ซึ่งต่อมา ทารกจะเกิดการเรียนรู้ว่าการีโยกไปมานั้นเป็นวัฏจักร หรือเป็นระบบ คือโยกหน้าแล้วตามด้วยหลังเสมอ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไปเป็นการพัฒนาเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เมื่อทารกเรียนรู้เช่นนี้แล้วจะเกิดการปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมนั้น โดยขณะที่เก้าอี้โยกไปข้างหน้า ทารกเริ่มรู้จักเกร็งตัวไปด้านหลังต้านแรงโยกไปด้านหน้า เพื่อพยุงตัวให้อยู่ในแนวกลางเสมอ ซึ่งทารกสามารถทำได้ง่ายเพราะลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำ การกระทำเช่นนี้ เปรียบเสมือนเป็นบทเรียนให้ทารกฝึกใช้ไหวพริบ เข้าใจและปรับตัวตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาใหม่ได้ ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวไปมาก็ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและการทรงตัว ทารกหลังคลอดจึงพลิกคว่ำและหงายได้เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ

กระตุ้นโดยการใช้แสง โดยปกติทารกในครรภ์สามารถลืมตาเห็นสิ่งต่างๆ ในมดลูกได้ตอน 29 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านี้ทารกก็สามารถรับรู้ความมืด ความสว่างได้ แม้หลับตาอยู่ แสงจากภายนอกครรภ์เป็นตัวส่งเสริมพัฒนาการระบบการมองเห็นของทารก ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ผนังมดลูกของแม่จะยิ่งบางลง ทำให้แสงจากภายนอกส่องผ่านเข้าไปได้มากขึ้น ทารกจะเริ่มเรียนรู้เรื่องกลางวันและกลางคืน เพราะในเวลากลางคืน ภายในมดลูกจะมืดสนิท ส่วนกลางวันจะมีแสงผ่านเข้าไปได้ รวมทั้งมีเสียงและการเคลื่อนไหวของแม่ เคยมีการทดลองใช้ไฟส่องเข้าไปในโพรงมดลูก และพบว่าทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น แสดงว่าทารกตอบสนองต่อแสงได้ แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างระบบการมองเห็นของทารกโดยการส่องไฟนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และมีความละเอียดอ่อนในแง่ปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยสื่อการสอนอย่างอื่นประกอบร่วมด้วยจึงจะเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่เหมือนการกระตุ้นโดยวิธีอื่นที่คุณแม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลูกได้เลย

ทั้งหลายทั้งปวง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องตระหนักเสมอว่า ลูกเริ่มรับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และจะอาศัยประสาทสัมผัสทั้ง 6 ร่วมกับการรับรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี ไฟฟ้า ที่ส่งผ่านเส้นเลือดและเส้นประสาทของแม่มาทางรกและสายสะดือ การดำเนินชีวิตของคุณแม่ (และคุณพ่อที่กระทบต่อคุณแม่) จึงส่งผลกับลูกในท้องของเราอยู่ตลอดเวลา


(update 17 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600