ไส้ติ่งอักเสบ โรคที่คนเราเป็นกันไม่บ่อยนัก สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็มีโอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ไม่แตกต่างกับคนทั่วๆ ไปค่ะ แต่การรักษานี่สิคะ จะต้องระมัดระวังยิ่งกว่า เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่แล้วก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้อีกด้วย
ไส้ติ่งอักเสบเพราะ
ไส้ติ่ง คือส่วนหนึ่งของลำไส้ส่วนต้นที่ยื่นออก ซึ่งมีกินอยู่ทุกคน ไส้ติ่งอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแม้ยามตั้งท้อง เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถกินหรือฉีดยารักษาให้หายได้เกือบทั้งหมดที่ต้องผ่าตัดรักษาสถานเดียวค่ะ
สาเหตุเกิดจากมีสิ่งแปลกปลอมเช่น เศษอาหาร เมล็ดผลไม้ หรือพยาธิ ไปติดค้าง กระจุกอยู่ข้างลำไส้ จนทำให้เกิดการอักเสบได้ในที่สุด
สถิติของไส้ติ่งอักเสบที่พบคือ แม่ท้องมีโอกาสเป็นประมาณ 1 : 1,000 คน ขณะที่คนทั่วไปมีโอกาสเป็นประมาณ 7 : 100 คน
อาการไส้ติ่งอักเสบ
ไส้ติ่งอักเสบจะมีอาการปวดท้องร่วมกับมีไข้ แต่อาการปวดท้องมักไม่ค่อยชัดเจน แล้วมาเริ่มปวดรอบๆ สะดือในเวลาต่อมา เมื่ออาการปวดชัดเจน ตำแหน่งการปวดจะเลื่อนไปที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา
ระหว่างแม่ตั้งครรภ์กับคนปกติ อาการของโรคจะเหมือนกันค่ะแต่การวินิจฉัยแม่ท้องจะยากกว่า เพราะเมื่อท้องโตขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งไปเบียดไส้ติ่งให้เลื่อนขึ้นข้างบนและออกด้านนอก ทำให้ตำแหน่งเลื่อนไปจากเดิม แถมตอนท้องอาจมีอาการปวดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความสับสนได้ง่ายอีกด้วย เช่น การเจ็บปีกมดลูกจากการเดินเยอะ มดลูกบีบตัว เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด หรือมีถุงน้ำในรังไข่ด้านขวา ซึ่งทำให้มีอาการปวดท้องด้านขวาเหมือนกับไส้ติ่งอักเสบได้
หากเป็นไส้ติ่งอักเสบ อาการปวดท้องค่อนข้างรุนแรงกว่า เช่น จะมีไข้ หนาวสั่น และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาจมีอาการท้องผูก หรือท้องเสีย อาการปวดท้องจะเริ่มปวดรอบสะดือก่อนและค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเอามือกดจะรู้สึกเจ็บ เมื่อปล่อยมือจะมีอาการเจ็บตามมือขึ้นมาเลยค่ะ นั่นแสดงว่ามีการอักเสบของเยื่อบุช่องท้องร่วมด้วย
ตรวจ
ไส้ติ่งอักเสบ
เราสามารถตรวจได้ 4 วิธีค่ะ
1. ตรวจร่างกายอย่างละเอียด เป็นวิธีที่วินิจฉัยได้ดีที่สุด โดยคุณหมอจะคลำหาตำแหน่งของไส้ติ่งที่ชัดเจนได้จากการใช้มือกดตรงตำแหน่งที่เจ็บมากที่สุด และดูว่าตรงกับตำแหน่งของมดลูกหรือเปล่า พร้อมสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ถ้าเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดมดลูกจะแข็งตัว แต่ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบมดลูกจะนิ่ม
2. ตรวจเลือด วิธีนี้ในแม่ท้องจะทำได้ค่อนข้างยากค่ะ เพราะแม่ท้องนั้นมีเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติอยู่แล้ว ส่วนคนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบก็มีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นเช่นกัน อาการทั้ง 2 จึงดูคล้ายกันถ้าอาการเจ็บท้องไม่ชัดเจน จะวินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก
3. อัลตราซาวนด์ การตรวจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแพทย์เพื่อดูว่าไส้ติ่งมีอาการบวมหรือเปล่า ที่สำคัญหากอัลตราซาวนด์แล้วพบขนาดของไส้ติ่งใหญ่เกิน 6 มม. แสดงว่ามีอาการอักเสบในช่องท้องแน่นอนค่ะ
4. ซีทีสแกนด์ ส่วนใหญ่วิธีนี้แพทย์จะไม่ค่อยใช้กัน เพราะขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก
การตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นการวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุดส่วน 3 วิธีหลัง ตรวจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแพทย์เท่านั้น
ไส้ติ่งอักเสบ รักษาได้
การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบในคนท้องจะทำได้ยากกว่าคนทั่วไปเพราะตำแหน่งของไส้ติ่งไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปกติที่เคยอยู่ เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นทำให้ไส้ติ่งถูกเบียดจนเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นแพทย์จึงต้องตรวจหาตำแหน่งของไส้ติ่งให้ชัดเจนที่สุดก่อนการรักษา
คุณแม่ที่อายุครรภ์มากแล้ว จะไม่สามารถใช้วิธีรักษาด้วยการเจาะท้องส่องกล้องเข้าไปตัดไส้ติ่งได้ เพราะอาจจะไปกระทบกับมดลูก จึงต้องใช้วิธีผ่าตัดเหมือนคนปกติ ซึ่งวิธีส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดจะใช้ได้ในกรณีที่อายุครรภ์น้อยๆ เท่านั้น
การผ่าตัดในระหว่างตั้งครรภ์ย่อมทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า เช่น อาจทำให้เกิดการแท้งบุตร หรือเกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดได้ หลังผ่าตัดควรพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ทำงานหนัก ไม่เดินเยอะ กินตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติ เช่น มดลูกแข็งตัวถี่ผิดปกติ เด็กดิ้นน้อย หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ควรรีบติดต่อแพทย์ทันที
ไส้ติ่งอักเสบไม่สามารถป้องกันได้ และทุกคนมีโอกาสเป็น ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกตตัวเอง หากพบความผิดปกติรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะความเร็วในการรักษา คือความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยค่ะ
ไส้ติ่งแตก
ถ้าไส้ติ่งแตกแล้วมีหนองกระจายในช่องท้อง การผ่าตัดจะมีความเสี่ยงกับแม่และทารกค่ะ เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้มดลูกบีบตัวและเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด และเด็กมีโอกาสแท้งได้ง่าย
หากเกิดในอายุครรภ์น้อยๆ มีโอกาสที่จะแท้งหลังผ่าตัดประมาณ 15%
หากอายุครรภ์มากกว่า 23 สัปดาห์ โอกาสแท้งหลังผ่าตัด 22%
(update 11 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 291 เมษายน 2550 ]
|