การเก็บตัวอย่างเลือดทารกในครรภ์


การตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยวิธีการเก็บตัวอย่างเลือดทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ในสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น นอกจากวินิจฉัยทารกก่อนคลอดแล้ว ยังทราบถึงความผิดปกติทางพยาธิสรีรวิทยาของลูกในครรภ์ และยังช่วยรักษาทารกในครรภ์ด้วยครับ

ตัวอย่างวิธีการเก็บเลือดทารกในครรภ์
  • เจาะเลือดจากหนังศรีษะทารกในครรภ์ ทำเฉพาะระหว่างเจ็บครรภ์คลอด

  • เจาะผ่านหน้าท้องไปยังเส้นเลือดทารกที่อยู่บริเวณรก แต่อาจเกิดการปนเปื้อนของเลือดของแม่ได้

  • เจาะเลือดจากเส้นเลือดดำของสายสะดือ ตำแหน่งที่เกาะกับรกโดยอาศัยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงชี้นำปลายเข็ม สามารถทำได้แบบผู้ป่วยนอกคือตรวจเสร็จกลับบ้านเลย

  • นอกจากนี้ยังสามารถเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำของสายสะดือที่ทอดผ่านไปในตับทารก โดยอาศัยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ชี้นำปลายเข็ม ซึ่งเป็นเทคนิคที่ปลอดภัยไม่ทำให้เส้นเลือดของสายสะดือตีบตันจากเส้นเลือดที่คั่งอยู่บริเวณที่เจาะ

  • เทคนิคอีกแบบ คือการเจาะเลือดจากผิวทารกโดยตรง โดยแทงผ่านทรวงอกด้านหน้า ให้ปลายเข็มเข้าไปยังห้องหัวใจด้านล่าง ซึ่งมีกล้ามเนื้อหนา และหลีกเลี่ยงการทำลายลิ้นหัวใจ วิธีนี้จะทำเป็นวิธีสุดท้ายครับ
วิธีการเจาะแบบต่างๆ เหล่านี้ จะทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 18 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งการทำในอายุครรภ์ที่น้อยกว่านี้สามารถทำได้ แต่จะพบภาวะแทรกซ้อนและอัตราการแท้งได้สูงขึ้น



อัลตราซาวนด์แสดงการเจาะเลือด
บริเวณเส้นเลือดที่สายสะดือทารก

แสดงการเจาะเลือดผ่านรกไปยังสายสะดือที่ติดกับรก


เข็มที่เจาะจะใช้ขนาดเบอร์ 21 หรือ 22 มีความยาว 6 นิ้ว ถ้าใช้เข็มขนาดเล็ก เข็มจะอ่อน เมื่อผ่านเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกหรือรก

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยากล่อมประสาท หรือยาปฏิชีวนะ หากเทคนิคการทำทุกขั้นตอนปราศจากเชื้อ

เลือดที่ดูดได้จะต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นเลือดของทารก โดยแพทย์จะมีวิธีการตรวจพิเศษ ปริมาณเลือดที่ดูดขึ้นกับข้อบ่งชี้ในการตรวจ และอายุครรภ์ของทารก ถ้าต้องการตรวจหาโครโมโซม หรือโรคทางพันธุกรรมจะใช้เลือดปริมาณ 0.5-1 มิลลิลิตร จะไม่ดูดเลือดเกิน 5 มิลลิลิตร เมื่อดูดเลือดได้ตามปริมาณที่ต้องการแล้ว จึงถอนเข็มออก ภายหลังถอนเข็มออกแพทย์จะตรวจดูตำแหน่งที่แทงเข็มในสายสะดือซึ่งจะมีเลือดออกเข้ามาในถุงน้ำคร่ำ ส่วนมากเลือดที่ออกจะหยุดเองภายใน 30-60 วินาที โดยไม่เกิดผลเสียต่อทารก นอกจากนี้แพทย์จะดูอัตราการเต้นของหัวใจ และการเคลื่อนไหวของทารกด้วย

หลังจากเจาะเลือดจากสายสะดือของทารกแล้ว แพทย์จะให้คุณแม่นั่งพักหน้าห้องตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อแน่ใจว่าไม่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำคร่ำแตก หรือเจ็บท้องเป็นพักๆ ในกรณีที่อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ ต้องตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารก และการหดรัดตัวของมดลูก โดยใช้เครื่องตรวจพิเศษประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าปกติดีคุณหมอจะอณุญาติให้กลับบ้านได้ และให้สังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปวดท้อง มีไข้ มีเลือดหรือน้ำคร่ำออกทางช่องคลอด โดยทั่วไปจะนัดมาฟังผลประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะตรวจดูการเต้นของหัวใจทารกด้วย

บทความนี้จะช่วยให้คุณแม่ทราบและรู้ขั้นตอนการตรวจได้อย่างถ่องแท้แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวล หากคุณหมอแนะนำให้เจาะเลือดจากสายสะดือเพราะโอกาสเกิดอันตรายน้อยมากครับ.


(update 2 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 290 มีนาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600