เจาะน้ำคร่ำ วินิจฉัยทารกก่อนคลอด


ฉบับที่แล้วผมเล่าว่าน้ำคร่ำมีแหล่งกำเนิดและกลไกการไหลเวียนมาจากไหน ซึ่งคุณแม่หลายคนยังมีข้อสงสัยอยู่ ผมจึงขอเล่ารายละเอียดเรื่องการเจาะน้ำคร่ำกันต่อนะครับ



    ภาพที่ 3 การใช้คลื่นอัลตราซาวนด์
    ตรวจติดปลายเข็มขณะเจาะน้ำคร่ำ


ปริมาณน้ำคร่ำ

ปริมาณน้ำคร่ำในแต่ละช่วงอายุจะไม่เท่ากัน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วช่วงอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์จะมีปริมาณน้ำคร่ำดังนี้

อายุครรภ์ (สัปดาห์) ปริมาณน้ำคร่ำ (ซีซี)
12
14
16
18
20
50
100
175
250
325


ทำไมต้องเจาะน้ำคร่ำ

คุณหมอไม่ได้เจาะน้ำคร่ำคุณแม่ทุกคนหรอกนะครับ โดยจะเลือกเจาะเพื่อตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซมในกรณีต่อไปนี้ครับ
  • คุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • เคยคลอดบุตรที่มีโคมโมโซมผิดปกติ
  • มีประวัติการแท้งบ่อย
  • ได้รับการตรวจโดยวิธีการชีวเคมีจากการตรวจเลือดคุณแม่แล้วได้ผลผิดปกติ
  • ตรวจพบความพิการภายนอกของทารก หรือตรวจพบว่าทารกในครรภ์โตช้า
นอกจากนี้ การเจาะน้ำคร่ำยังมีประโยชน์ในการตรวจหาโรคที่มีความผิดปกติของกระบวนการดูดซึมและเสริมสร้างร่างกายของทารก การตรวจดีเอ็นเอ การติดเชื้อในทารกและความสมบูรณ์เต็มที่ของปอดด้วยครับ


อายุครรภ์กับการเจาะน้ำคร่ำ

การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซมหรือโรคทางพันธุกรรม มักทำในช่วงอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มดลูกมีขนาดพอเหมาะในการใช้เครื่องมือตรวจ เพราะ
  • คลำมดลูกได้ชัดเจนทางหน้าท้อง และมีปริมาณน้ำคร่ำพอเหมาะคือประมาณ 150-250 ซี.ซี. จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ

  • ในน้ำคร่ำมีความเข้มข้นของเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงพอในการวินิฉัย ทำให้ลดความล้มเหลวในการเพาะเลี้ยงเซลล์ลง เหลือน้อยกว่าร้อยละ 0.5

  • ที่สำคัญการเจาะน้ำคร่ำในช่วงอายุครรภ์นี้ ไม่มีผลทำให้ความดันภายในถุงน้ำคร่ำเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
แต่ถ้าเจาะตรวจช่วงที่อายุครรภ์มากเกินไป โดยเฉพาะถ้าเกิน 265 สัปดาห์ไปแล้ว ความล้มเหลวจากการเพาะเลี้ยงเซลล์จะมีมากขึ้น นอกจากนี้หากผลการตรวจผิดปกติ จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากโดยทั่วไปการเพาะเลี้ยงเซลล์ และการายงานผลการตรวจโครโมโซมจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์


เข็มเจาะน้ำคร่ำ

สิ่งที่คุณแม่ทุกคนกลัวมาก คือ เข็มที่ใช้เจาะเข้าทางหน้าท้องคุณแม่เพื่อนำน้ำคร่ำออกมานี่แหละโดยทั่วไปคุณหมอจะใช้เข็มเจาะไขสันหลัง ขนาดเบอร์ 21-22 มีความยาวประมาณ 3.5 นิ้ว เพราะถ้าใช้เข็มที่มีขนาดเล็กเกินไป เข็มจะอ่อนทำให้แทงผ่านผิวหนังเข้าไปยังกล้ามเนื้อมดลูกและถุงน้ำคร่ำลำบาก แม้จะแทงผ่านเข้าไปได้ ก็จะดูดน้ำคร่ำได้ยากและใช้เวลานาน

แต่ถ้าใช้เข็มขนาดใหญ่เกินไป ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บขณะที่เจาะและอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้โดยเฉพาะถุงน้ำคร่ำอาจรั่วภายหลังการเจาะและอาจทำให้มีโอกาสแท้งมากขึ้น

ดังนั้นเทคนิคที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน คือ การใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ตรวจติดตามปลายเข็มบริเวณที่เจาะตลอดขณะทำ โดยอาจใช้หัวตรวจที่มีเครื่องช่วยในการสอดที่จะใช้เจาะ ซึ่งจะบอกแนวเข็มที่แทงผ่านมดลูกเข้าไปในถุงน้ำคร่ำ

แต่วิธีที่นิยมมากที่สุด คือ คุณหมอจะใช้มือข้างหนึ่งจับหัวตรวจเพื่อเลือกตำแหน่งที่จะเจาะ และมืออีกข้างจับเข็มที่ใช้เจาะ แทงผ่านและติดตามปลายเข็มด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ตลอดเวลา ซึ่งวิธีนี้ทำให้คุณหมอสามารถเคลื่อนมือและเข็มได้โดยอิสระ

ส่วนการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ตรวจหาตำแหน่งและความลึก ในบริเวณที่จะเจาะและตรวจไปพร้อมกับเวลาที่จะเจาะ จะช่วยลดความล้มเหลวและลดจำนวนครั้งที่จะเจาะ รวมทั้งลดอุบัติการณ์การเจาะน้ำคร่ำท้องแล้วได้เลือดปนด้วย เป็นการลดอันตรายที่จะเกิดกับลูกในท้องคุณแม่ด้วยครับ


คุณแม่คงนึกภาพตามที่ผมแนะนำได้นะครับว่า การเจาะน้ำคร่ำไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คุณแม่กังวล อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง และยังเป็นการช่วยดูแลสุขภาพของลูกตั้งแต่อยู่ในท้องด้วยครับ


(update 10 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 288 มกราคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600