คุณรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีแล้วใช่ไหมครับแต่คุณรู้หรือเปล่าครับว่าสมองของมนุษย์เรานั้น มีความซับซ้อนและเก่งกาจยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ที่คุณคิดว่าดีที่สุดในโลกเสียอีก
ก็ไม่ใช่มนุษย์เหรอครับที่เป็นผู้ที่คิดค้นเจ้าสมองกล
คอมพิวเตอร์นี้ขึ้นมา แล้วจะไม่ให้บอกว่าสมองของมนุษย์เรานั้นย่อมจะมีความเหนือชั้นกว่าเจ้าสมองกล แน่นอนมนุษย์เราได้ชื่อว่ามีสมองที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว ซึ่งประกอบด้วยเซลล์สมองนับเป็นล้านๆ ตัว ที่ช่วยกันทำงานทั้งในเรื่องของการรับรู้และสั่งงานให้การทำงานในร่างกายมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณตื่นหรือจะเป็นตอนที่คุณกำลังหลับ หรือแม้แต่ตอนที่คุณหมดสติอยู่ก็ตาม
สมองไม่เคยหยุดการทำงาน
สมองได้ชื่อว่าเป็นศูนย์ประสานงาน เป็นเครือข่างของระบบประสาทที่วางสายไว้ที่ร่างกาย โดยมีระบบประสาทไขสันหลังหลังร่วมทำงานอยู่ด้วยสมองเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของร่างกายโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทางด้านร่างกายหรือว่าทางด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย เมื่อสมองได้รับข้อมูลโดยผ่านเข้ามาทางระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 จากนั้นสมองก็จะแปลผลวิเคราะห์ แล้วสั่งการออกไป
มนุษย์จึงแสดงออกมาหลังจากสมองได้คิดและสั่งการ ดังคำพังเพยที่ว่า
Be Sure Your Brain Is In Gear Before Putting Your Mouth In To Motion แปลได้ความว่า จงมั่นใจว่าสมองของคุณได้คิดแล้ว คือคิดดีก่อนที่จะพุดออกไป หรือ ก่อนจะพูดอะไรออกไปต้องคิดให้ดีเสียก่อน หรือ ท่านเป็นนายของคำพูดถ้ายังไม่พูดอะไรออกไป
บางคนพูดออกไปโดยที่ไม่ได้ใช้สมองคิดก่อน เลยทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาได้
เซลล์สมอง เริ่มมีเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิและจะมีการพัฒนาเจริญเติบโตเรื่อยมาจนกระทั่งอายุครรภ์ครบห้าเดือนขึ้นไป นั่นหมายความว่า เซลล์สมองได้เกิดขึ้นมาจนสมบูรณ์แล้ว จะมีอีกก็แต่เพียงการเจริญเติบโตในด้านของขนาด หรือจะเติบโตตามขนาดของร่างกาย
เซลล์สมองเริ่มต้นด้วยการมีขนาดที่เป็นเซลล์กลมๆ เมื่อมีการเติบโตของสมองมากขึ้นเรื่อยๆ เซลล์สมองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมันจากเซลล์ลักษณะกลมก็จะเริ่มยื่นแขนขาออกไปเป็นคล้ายแขนของปลาดาว ซึ่งเซลล์แต่ละเซลล์จะมีจำนวนนับล้าน ก็จะจับต่อกันเป็นจำนวนมากยิ่งต่อกันมากเซลล์เท่าใด เชื่อว่าความปราดเปรื่องก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น การกระตุ้นสมองของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นให้มีการพัฒนาสมอง ทำให้เซลล์สมองจำนวนมากนั้นจับแขนติดต่อกันมากขึ้น การที่ร่างกายแม่ได้รับสาร DHA หรือ โอเมก้า-3 ซึ่งมีมากในปลาทะเลแถบน้ำอุ่นที่รู้จักกันดี เช่น ปลาแซลมอนซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัว ร่างกายเราสร้างไม่ได้ ต้องอาศัยรับประทานเข้าไปและไขมันชนิดนี้เชื่อว่าเป็นอาหารชั้นดีของเซลล์สมอง ทำให้มีการพัฒนาและเจริญเติบโตของเซลล์สมอง เป็นไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้นทางการแพทย์เชื่อว่า DHA มีประโยชน์ต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ และจะมีประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนเป็นต้นไป
มีโรคอยู่โรคหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองข้างในของทารกในครรภ์ คือโรค NTD ย่อมาจาก Neural Tube Defect
คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทไขสันหลัง ซึ่งปกติจะมีกระดูกก้นกบ และในกระดูกสันหลังตลอดความยาวนั้นก็จะมีระบบประสาทไขสันหลังซึ่งต่อจากสมองลงไป
แต่จะมีความผิดปกติเกิดขึ้นซึ่งพบได้ไม่ยากนักนั่นก็คือ ควงามผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณกระดูกสันหลังซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับเอวลงไปด้านล่าง ไม่ปิดกันอย่างสนิท ทำให้มีช่องโหว่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า Neural Tube Defect นั่นเอง
โรคนี้อาจจะมองเห็นได้ด้วยการอัลตราซาวนด์ เมื่อพบแล้วอาจจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ ทราบว่าที่อเมริกาทำได้แต่ที่เมืองไทยนั้นผมไม่ทราบว่าจะมีการผ่าตัดทำได้หรือเปล่าและถ้าหากไม่ได้ทำการรักษาโรคนี้ เมื่อทารกคลอดออกมา ก็จะมีความพิการเกิดขึ้นแน่นอน คือจะเดินไม่ได้ ช่วยตัวเองลำบาก แถมปัญญาอ่อนอีกต่างหาก
โรค NTD ที่ว่าสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการบำรุงร่างกายด้วยเกลือโฟเลทหรือโฟลิค อะซิด และเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วการเจาะเลือดของผู้เป็นแม่เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของโรคนี้สามารถทำได้ หรือจะดูด้วยการอัลตราซาวนด์ก็พอจะบอกได้ อย่างไรก็ตาม โรค NTD นี้ พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็อย่างว่าแหละ อย่าให้เกิดขึ้นมาเลยเป็นดีที่สุด การรับประทานอาหารบางอย่างเช่น ยากล่อมประสาททั้งหลาย อาจเป็นเหตุทำให้เกิด NTD ได้ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด มีความต้องการให้ลูกคลอดออกมาแล้วสมองดีเลิศเข้าขั้นอัจฉริยะจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้บรรลุความต้องการอันนั้นแต่มันก็ไม่ใช่ของที่ทำกันได้ง่ายๆ นะครับ
แต่ที่เห็นกันง่ายๆ ก็คือ เรื่องของพันธุกรรมนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การที่พยายามทำให้ลูกฉลาดคือมี IQ ที่ดีก็อย่าลืมเรื่องของ EQ ควบคู่กันไปด้วยนะครับ
ลูกของคุณจะได้มีชีวิตที่มีความสุข.
(update 23 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.163 February 2007]
|