ระบบต่อไปที่อัลตราซาวนด์จะมาช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะทารกในครรภ์ ได้แก่ ระบบไหลเวียนโลหิต (Cardiovascular system) ได้แก่ ความผิดปกติทางโครงสร้างของหัวใจทารก ซึ่งพบได้มากที่สุดอย่างหนึ่งประมาณ 8 ใน 1,000 ของการเกิดมีชีพ การตรวจความผิดปกติของหัวใจนั้นทำได้ยากที่สุดครับ แต่ในปัจจุบันคลื่นเสียงความถี่สูงมีส่วนช่วยได้มาก
ข้อบ่งชี้ของการตรวจหัวใจทารกด้วยอัลตราซาวนด์ (Fetal echocardiography)
- ทางมารดา
ได้แก่ มารดาที่เป็นเบาหวาน เป็น SLE ได้รับ teratogen (สารก่อมะเร็ง) เช่น lithium carbonate alcohol และ anti convulsant ติดเชื้อไวรัสบางอย่าง เช่น หัดเยอรมัน มีภาวะแฝดน้ำ มีหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น
- ทารก
ได้แก่ ความผิดปกติใน level 1 scan มีความผิดปกติของอวัยวะในระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบหัวใจ มีความผิดปกติของโครโมโซมของมารดาในครรภ์ ทารกในครรภ์มีการเต้นผิดปกติของหัวใจ บวมน้ำ เจริญเติบโตช้า เป็นต้น
- ครอบครัว
คือ มีประวัติโรคหัวใจแต่กำเนิดในครอบครัว มีประวัติในครอบครัวเป็น Noonan หรือ Marfan syndrome
การตรวจหัวใจทารกในครรภ์จะเริ่มจากภาพโครงสร้างหัวใจทารกในหลายๆ ระนาบทั้ง 4 ห้อง ที่เรียกว่า ภาพ 4 chamber ซึ่งสามารถคัดกรองความผิดปกติของหัวใจทารกในครรภ์ได้ถึงร้อยละ 92 แต่ภายหลังพบว่า ความไวในการคัดกรองนั้นลดต่ำลง และต่างกันไปได้ตั้งแต่ร้อยละ 33-69 ซึ่งความแตกต่างของตัวเลขดังกล่าว อาจสืบเนื่องจากชนิดของพยาธิสภาพของหัวใจทารกแตกต่างกันในกลุ่มประชากรที่ศึกษา
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรทราบไส้ว่า การตรวจหัวใจทารกในครรภ์ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบอกความผิดปกติของหัวใจทารกแรกคลอดได้หมด ซึ่งพยาธิสภาพบางอย่างที่พบได้บ่อยหลังคลอด เช่น รูรั่วระหว่างหัวใจส่วนบนและส่วนล่างซ้ายและขวา จะไม่สามารถบอกได้ คุณแม่จึงควรเข้าใจถึงโอกาสของความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตรวจหัวใจพิการของทารกในครรภ์ไว้ด้วย
ระบบต่อไป คือ ระบบทางเดินอาหาร สิ่งที่ตรวจพบบ่อยที่สุด คือ การอุดตันทางเดินอาหารของทารกในครรภ์ โดยมักจะอุดตันที่ลำไส้เล็กส่วนต้น คลื่นเสียงความถี่สูงจะแสดงให้เห็นกระเพาะอาหารของทารกโป่งพอง ต่อเนื่องกับการโป่งขยายของลำไส้เล็กส่วนต้น ลักษณะที่พบร่วมบ่อยคือภาวะแฝดน้ำ มักวินิจฉัยภาวะดังกล่าวได้หลังจาก 24 สัปดาห์ แต่อาจพบได้เร็วถึง 19 สัปดาห์
หากตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว ควรหาความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วย เช่น ความผิดปกติของหัวใจ โครงกระดูก ทางเดินปัสสาวะ และตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซม เนื่องจากจะพบร่วมกับความผิดปกติของโครโมโซมได้ถึงหนึ่งในสาม
บางครั้งการอุดตันอาจทำให้เกิดการแตกรั่วของผนังลำไส้ เกิดน้ำคั่งในช่องท้องเกิดการอักเสบที่เยื่อบุช่องท้อง และมีขี้เทาในท้องภาพคลื่นเสียงความถี่สูงจะเห็นเป็นผนังหนาร่วมกับการมีหินปูนสะสมเป็นหย่อมๆ
ทารกในครรภ์บางรายจะมีปัญหาผนังหน้าท้องไม่ปิด ทำให้อวัยวะภายในช่องท้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นลำไส้เล็กออกมานอกช่องท้องโดยไม่มีเนื้อเยื่ออะไรมาคลุม รูเปิดนี้มักจะเปิดด้านขวาของสะดือทารก หรืออยู่ตรงกลางบริเวณสะดือ โดยมีเนื้อเยื่อบางๆ คลุมอยู่อวัยวะที่ออกมานอกช่องท้องส่วนใหญ่จะเป็นตับ
การวินิจฉัยแยกโรคมีความสำคัญ ในกลุ่มที่มีหรือไม่มีเยื่อบางๆ คลุมอวัยวะที่ออกมานอกช่องท้อง การดูตำแหน่งเกาะของสายสะดือจะช่วยวินิจฉัยแยกโรคได้ หากตรวจพบว่าอวัยวะภายในอื่นออกมานอกช่องท้อง ร่วมกับมีการคดงอของกระดูกสันหลัง หรือมีความผิดปกติของแขนขา และมีสายสะดือสั้น ศัพท์แพทย์เรียกว่า Limp body wall complex พวกนี้จะไม่พบร่วมกับความผิดปกติของโรคโมโซม แต่ทารกจะไม่มีชีวิตรอดหลังคลอด
ผมยังมีอีกหลายระบบของอวัยวะของทารกในครรภ์ที่ตรวจโดยใช้อุลตราซาวนด์ จะเห็นได้ว่าแต่ละระบบหรืออวัยวะของทารกในครรภ์ ต้องตรวจอย่างละเอียดอ่อน และรอบคอบ เนื่องจากความผิดปกติบางอย่างจะมีผลต่อชีวิตของทารกในครรภ์ ความผิดปกติบางอย่างทารกไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ตรวจ
การตัดสินใจในเรื่องความผิดปกตินี้ต้องใช้การตัดสินใจจากทีมแพทย์ที่ทำงานเป็นกลุ่มโดยต้องปรึกษาหารือก่อนแนะนำหรือให้การวินิจฉัยแก่คุณแม่ ติดตามได้ฉบับหน้าครับ.
(update 28 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]
|