มีว่าที่คุณแม่หลายคนเริ่มกังวลใจเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เพราะจำไม่ได้ว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังจึงมีคำถามถามคุณหมอเสมอๆ ว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเฉพาะ การป้องกันตนเองจากอีสุกอีใส จะฉีดวัคซีนอีสุกอีใสที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ นับว่าเป็นคำถามที่ดีมาก และแสดงว่า คุณแม่เจ้าของคำถามมีความรู้และเอาใจใส่ตนเองดีมาก
เมื่อแม่เป็นอีสุกอีใสระหว่างการตั้งครรภ์
การเป็นอีสุกอีใสอาจจะดูไม่ร้ายแรงในเด็กทั่วไปแต่ในผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส ส่วนใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงได้แม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันปกติ ดังนั้นในหญิงมีครรภ์ซึ่งมีภาวะภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการตั้งครรภ์ พบว่าความรุนแรงของการติดเชื้ออีสุกอีใสยิ่งมากขึ้นโดยเฉพาะในระยะอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอดจะยิ่งอันตราย ซึ่งส่วนใหญ่ (ประมาณ 40%) จะเป็นปัญหาปอดบวม (ปอดอักเสบ) ที่เกิดภาวการณ์หายใจล้มเหลว ทำเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูกในครรภ์หลายต่อหลายรายต้องเข้ารักษาตัวในห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (ไอ ซี ยู) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและออกซิเจนในขนาดสูง ร่วมกับการให้ยาต้านเชื้ออีสุกอีใสเหมือนในของเด็ก แต่ใช้ขนาดยามากกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษายิ่งสูงมากขึ้นไปอีก สำหรับการติดเชื้ออีสุกอีใสในช่วงอายุครรภ์อ่อนๆ นั้น นอกจากจะพบว่าทารกที่เกิดมามีปัญหาผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขา (congenital varicella syndrome) ก็ยังพบว่าในหลายรายทำให้มีการคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย
มีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร ?
ในกรณีของหญิงมีครรภ์ ถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันที่เป็นปกติ แต่ระยะของการตั้งครรภ์แต่ละช่วง จะเกิดอันตรายต่อตัวของแม่เอง และอาจมีผลกระทบถึงลูกในครรภ์ได้แตกต่างกันไปคือ
ในระยะครรภ์อ่อนๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ที่มีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ ที่เรียกว่า congenital varicella syndrome อาจพบว่ามีความผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขาของทารก หรือมีการติดเชื้อในสมอง จากการติดเชื้ออีสุกอีใสในระยะตัวอ่อนได้หรือพบว่าทารกมีผื่นผิวหนังแบบงูสวัดได้
ถ้ามีการติดเชื้ออีสุกอีใส ในระยะใกล้คลอด คือในช่วงประมาณ 7 วันก่อนคลอด ถึง 7 วันหลังคลอด อาจทำให้เกิดการติดเชื้ออีสุกอีใสชนิดรุนแรงมากกับทารกนั้นๆ ทำให้เสียชีวิตได้ แต่โชคดีที่ปัจจุบันมียาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใสใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรงเหล่านี้ทำให้อัตราการตายในทารกลดลงได้ แต่ในรายที่เป็นรุนแรงถ้าสามารถหาอิมมูโนกลอบบูลินชนิดพิเศษสำหรับต้านฤทธิ์อีสุกอีใสมาฉีดให้ด้วยตั้งแต่ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง ก็จะช่วยลดผลกระทบที่จะมีต่อทารกได้มาก ปัญหาที่มีในทางเวชปฏิบัติก็คือ ยาเหล่านี้มีราคาแพงมากและในหลายต่อหลายครั้งก็อาจจะไม่มียาในสต็อกให้ใช้ ทำให้มีความยากลำบากในการรักษาทารกที่มีการติดเชื้อนี้
ป้องกันได้อย่างไรบ้าง ?
ไม่ไปสัมผัสโรค เช่น หลีกเลี่ยงคนที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส แต่การระวังตัวแบบนี้ไม่ง่ายนัก เพราะระติดต่อของอีสุกอีใสนั้น เริ่มได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนที่จะมีผื่นขึ้นและตลอดเวลาที่กำลังมีผื่นตุ่มสุกใสอยู่ จนกว่าตุ่มเหล่านี้จะแห้งกลายเป็นสะเก็ดจึงจะพ้นระยะติดต่อ
ฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ซึ่งในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสให้ใช้กันมานานหลายปีแล้ว เป็นวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตที่นำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเชื่องแล้ว กล่าวคือเชื้ออีสุกอีใสในวัคซีนนี้จะสามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อเชื้ออีสุกอีใสโดยไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นและสามารถป้องกันการติดเชื้ออีสุกอีใสตามธรรมชาติได้ เปรียบเสมือนการซ้อมรบให้กับระบบภูมิคุ้มกันโดยวัคซีน ก่อนที่จะต้องออกรบจริง
In the know
ห้ามให้วัคซีนแก่คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่ควรจะฉีดวัคซีนให้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่สำหรับหญิงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ สามารถรับวัคซีนได้ โดยวัคซีนอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน และควรที่จะรออย่างน้อยอีก 1-3 เดือนหลังจากการฉีดวัคซีนครบตามกำหนด ก่อนที่จะเริ่มปล่อยให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
เชื้ออีสุกอีใสเป็นเชื้อไวรัส ในกลุ่มเฮอร์ปีส์ชนิดหนึ่งที่สามารถแพร่กระจายได้จากการไอจามรดกันเปื้อนละอองน้ำลาย และจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่กำลังเป็นอีสุกอีใสอยู่โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อเชื้ออีสุกอีใสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เชื้อก็จะเริ่มแบ่งตัวและเริ่มเข้าสู่กระแสเลือดและการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ต่อมาจะมีอาการออกเป็นตุ่มใสๆ ขึ้นตามตัว ช่วงนั้นคนป่วยอาจจะมีไข้และมีโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออักเสบของผิวหนัง และปอดบวม หลอดลมอักเสบได้ ในบางรายอาจจะมีอาการทางสมองแบบเชื้อไวรัสขึ้นสมอง ทำให้ซึมลงและมีอาการชักได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่ก่อน อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณแม่และลูก การไม่เสี่ยงหรือคิดเองว่าไม่น่าจะเป็นอะไร คงไม่ดีนัก ทางที่ดีก่อนจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อเตรียมการและวางแผนไม่ให้เกิดปัญหาจะดีที่สุด
(update 31 มกราคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.161 December 2006]
|