คุณลักษณะตั้งครรภ์ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 32 ปี เธอได้ไปรับการตรวจจากแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียง เธอได้รับการดูแลครรภ์เป็นอย่างดี ได้รับการตรวจคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์โดยเจาะเลือดของเธอไปตรวจ ก็พบว่าปกติดี ตรวจอัลตราซาวนด์ดูหลายครั้งก็พบว่าทารกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เป็นทารกเพศหญิง
ในระหว่างการตั้งครรภ์ก็มีอาการไม่สุขสบายบ้างเล็กน้อย แพ้ท้องบ้าง แต่ไม่มากมีอาการท้องอืด ท้องผูก ปวดเมื่อย เหมือนดังเช่นคนท้องอื่นๆ ทั่วไป จนเมื่อใกล้คลอดเธอได้ลางานก่อนกำหนดคลอด 2 สัปดาห์ และย้ายมาอยู่บ้านคุณแม่สามีเพื่อให้อยู่ใกล้โรงพยาบาล และมีคนอยู่ดูแล เผื่อกรณีมีการเจ็บครรภ์คลอดจะได้มีคนช่วยเหลือส่งโรงพยาบาล
1 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอดเธอก็มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้น แต่ก็คิดไปเองว่าคงเป็นอาการเจ็บเตือนปกติ ก่อนเข้านอนตอนหัวค่ำ มีน้ำอุ่นๆ ไหลออกทางช่องคลอดเล็กน้อย จึงคิดว่ากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ เธอปัสสาวะออกมามากผิดปกติ แต่ก็เป็นสีเหลืองไม่มีเลือดปน จึงเข้านอนตามปกติ เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืนเธอรู้สึกว่าเจ็บมากขึ้น และมีน้ำไหลออกมาคล้ายปัสสาวะอีกจำนวนมาก จึงมั่นใจว่ามีน้ำเดินแน่นอน ก็ปลุกสามีให้พาไปโรงพยาบาล
เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลห้องคลอดมาต้อนรับและกล่าวทักทายให้กำลังใจเป็นอย่างดี และแจ้งให้ทราบว่าคุณหมอเจ้าของไข้ทราบแล้วกำลังเดินทางมา ตอนนี้มีคุณหมอเวรสูติอยู่จะมาช่วยดูแลให้ก่อนก็ช่วยให้คุณลักษณาลดความกังวลไปได้มาก หลังจากนั้นไม่นานคุณหมอเวรก็ตรวจภายในดู บอกว่าปากมดลูกเปิดแล้วและมีการแตกของถุงน้ำคร่ำเรียบร้อย จะคลอดภายในไม่เกิน 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นพยาบาลก็มาเจาะเลือดและให้น้ำเกลือไว้ และให้งดน้ำและอาหารไว้ก่อนพร้อมทั้งทำการเตรียมผิวหนังให้เสร็จเรียบร้อย
คุณลักษณามีอาการเจ้บท้องมากขึ้นจึงแจ้งให้พยาบาลทราบว่าไม่อยากเจ็บจะขอยา พยาบาลก็บอกว่าคุณหมอเจ้าของไข้โทร.มาสั่งไว้แล้ว เดี๋ยวหมอดมยาจะมาบล็อคหลังให้หายเจ็บไปได้มาก เมื่อคุณหมอเจ้าของไข้มาถึงก็ตรวจภายในอีกครั้งบอกว่าอีกไม่นานแล้ว ไม่เกิน 2 ชั่วโมงน่าจะคลอด และสั่งให้พยาบาลเอาเครื่องวัดหัวใจเด็กมาติดไว้ที่หน้าท้อง ในระหว่างนี้สามีก็อยู่ห้องคลอดด้วยตลอดและคอยยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ไม่นานหลังจากนั้นคุณหมอก็มาตรวจอีกและบอกว่าให้คลอดได้แล้ว พยาบาลก็มาปูผ้าเอาเอาเครื่องมือมาเปิดไว้บนโต๊ะมากมาย คุณลักษณาพยายามเบ่งคลอดอยู่ระยะหนึ่งแต่ไม่มีแรงเบ่งเลย คุณหมอก็ดูเครื่องวัดหัวใจเด็ก แล้วคุณหมอก็ต้องบอกว่าต้องผ่าตัดออกแล้ว เพราะเดี๋ยวเด็กขาดออกซิเจน
หลังจากนั้นเข้าห้องผ่าตัดไปไม่ถึง 10 นาทีเด็กก็คลอดออกมา ร้องเสียงดัง คุณลักษณาและสามีก็โล่งใจ เด็กตัวโตหนัก 3,520 กรัม คุณลักษณานอนพักในโรงพยาบาล 3 วันก็กลับบ้าน คุณหมอให้ยาไปรับประทาน และนัดมาพบอีก 1 สัปดาห์แผลผ่าตัดถูกปิดพลาสเตอร์ใสไว้อย่างดี และสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ คุณลักษณาเลี้ยงลูกเองด้วยนมแม่ แล้วตอนอุ้มน้องไว้บนตักน้องปัสสาวะใส่ต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้ซึมเข้าไปในแผล เพราะพลาสเตอร์ใสยังคงติดเป็นอย่างดี แต่บริเวณใต้ผ้าก๊อซมีน้ำและเลือดซึมเล็กน้อย คุณลักษณาคิดว่าปกติจึงไม่ได้โทร.หาคุณหมอ อีกวันที่คุณหมอนัดก็ติดธุระจึงขอเลื่อนไปอีก
หลังวันนัดสองวันคุณลักษณามีไข้สูงจึงรีบไปพบคุณหมอคุณหมอไดเปิดแผลให้และพบว่าแผลบวมแดงติดเชื้อ และมีฝีอยู่ภายใต้แผล จึงได้ให้เข้าห้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อทำความสะอาดแผล หลังจากนั้นก็ให้ยาฉีกเพื่อฆ่าเชื้อ และให้ยารับประทานกลับบ้านด้วย อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็เปิดแผลใหม่ปรากฏว่าแผลหายดีเป็นปกติ
ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ
อาการติดเชื้อของแผลผ่าตัดคลอด
โดยปกติแล้วเครื่องมือผ่าตัดและการทำผ่าคลอดจะใช้หลักสเตอไรด์เทคนิค คือสะอาดปราศจากเชื้อโรค อุปกรณ์ต่างๆ จะถูกอบหรือนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อเสมอก่อนนำกลับมาใช้ และอุปกรณ์หลายๆ อย่างเช่น เข็ม มีด จะถูกใช้กับคนไข้คนเดียวแล้วทิ้งไป ทีมผ่าตัดก็จะต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ผ่านการฆ่าเชื้อใส่ถุงมือที่สะอาดปราศจากเชื้อ อีกทั้งห้องผ่าตัดก็ได้รับออกแบบมาให้มีการไหลเวียนของอากาศทางเดียวทำให้ไม่มีการคลุ้งฝุ่นละออง ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อจากการผ่าตัดในปัจจุบันจึงมีน้อยมาก และโรงพยาบาลจะมีการทำสถิติอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดในคนไข้ทุกราย พบว่าโดยเฉลี่ยมีการติดเชื้อแผลผ่าตัดเพียง 3-5 ราย ต่อ 1000 ราย เท่านั้น
สาเหตุหลักของการติดเชื้อหลังการผ่าตัดพบว่าเป็นการดูแลแผลผ่าตัดไม่ถูกต้อง แผลถูกน้ำ เปิดแผลก่อนกำหนด สำหรับสาเหตุของการติดเชื้อที่พบได้ในการผ่าตัดคลอดได้แก่การที่มีการเปิดปาดมดลูก และมีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการผ่าตัด เนื่องจากเมื่อมีการแตกของถุงน้ำคร่ำและปากมดลูกเปิดออก เชื้อโรคจะสามารถผ่านทางหน้าท้อง เชื้อโรคในมดลูกจึงถูกปนเปื้อนขึ้นมายังบริเวณแผลผ่าตัดได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีการแตกของถุงน้ำคร่ำและปากมดลูกเปิดเป็นเวลานานหลายชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงมักให้ยาฆ่าเชื้อรับประทานหลังการผ่าตัดเสมอ แม้ว่าจะมีความมั่นใจในความสะอาดปราศจากเชื้อของบริเวณผ่าตัดก็ตาม ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรรับประทานแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อที่แพทย์สั่งให้จนครบ โดยไม่ต้องกลัวว่ายาจะผ่านออกทางน้ำนมไปสู่ลูกเพราะแพทย์จะสั่งยาที่ปลอดภัยให้เสมอ.
(update 9 มกราคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006]
|