อยู่ไฟ ภูมิปัญญาไทยใครบ้าง! ที่จะบอกได้ว่า ดีหรือไม่ดี อย่างไร ?


ควรอยู่ไฟหลังคลอดดีหรือไม่ ?
ยังคงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย !
ว่าอยู่แล้วได้อะไร ?
จำเป็นหรือไม่ !
ข้อเท็จจริงอยู่ที่ไหน ?
ทำไมวันนี้ การอยู่ไฟหลังคลอดจึงกลีบมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ?


เรื่องของการอยู่ไฟ

ในปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่มีส่วนช่วยทำให้ภาวะการคลอดสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จนดูคล้ายกับว่าความจำเป็นของการดูแลสุขภาพหลังคลอด ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่หลายๆ คน เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีปรากฏว่า มีอาการหนาวสั่นมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้ บ้างก็บอกว่า “แค่ฝนตั้งเค้ามาก็หนาวสะท้านแล้ว”

ระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายผู้หญิงเราเปลี่ยนแปลงหลายอย่างหน้าท้องที่ขยายจากเดิมมาก ระบบการไหลเวียนของโลหิตช้าลงข้อต่อกระดูกปรับตัวเพื่อรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แคลเซียมก็ถูกดึงไปใช้สร้างกระดูกให้ลูกในท้อง บางคนอาจมีผิวพรรณหมองคล้ำ ผมร่วง มีเส้นเลือดขอดตรงขาพับ สิ่งที่ทุกคนกลัวก็คือ ไขมันที่สะสมอยู่ตามช่วงต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง สะโพก ไม่ยอมยุบไปง่ายๆ และเมื่อร่างกายดึงเอาไขมันบางส่วนที่สะสมไว้ไปใช้ ผิวเราก็จะเหมือนฟองน้ำไม่เรียบเนียนเหมือนเก่า คุณแม่ก็อาจกังวลว่าเราจะกลับมาสวยเหมือนเดิมได้หรือเปล่า เราสามารถฟื้นคืนทั้งความงาม และสุขภาพได้ ถ้าเราหมั่นดูแลตัวเอง และต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก

การฟื้นคืนความแข็งแรง การนอนเฉยๆ คงไม่ดีแน่ ร่างกายเราไม่ได้เคลื่อนไหวนานๆ จะฟื้นตัวช้า คนที่คลอดเองสามารถลุกเดินได้เร็วกว่าคนผ่าท้องคลอด คนที่ผ่าท้องคลอดควรลุกเดินภายใน 12 ชั่วโมง ถ้ารู้สึกว่าพอไหวควรพยายามลุกขึ้นนั่งหรือเดินระยะสั้นหากมีเส้นเลือดขอดอยู่ ก็ไม่ควรนั่งหรือยืนนานๆ เวลานอนใช้หมอนรองใต้ขาให้สูงขึ้นเล็กน้อย หรือพันผ้ายางยืดไว้ พันไล่จากข้อเท้าขึ้นไปข้างบนก็จะช่วยให้ดีขึ้นได้อีก

หลังการคลอดใหม่ๆ อย่าเพิ่งยกของหนัก หน้าท้องของเราที่นิ่มๆ หย่อนๆ อยู่ในช่วงเดือนแรกยังไม่แข็งแรงดี ไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากเกินไป รวมทั้งกระดูกข้อต่อต่างๆ ก็ยังไม่กลับสู่สภาพเดิม ถ้ายกของหนักๆ อาจทำให้บาดเจ็บได้รอให้ร่างกายฟื้นตัวดีก่อน ส่วนการอุ้มลูกไม่หนักเกินไปเพราะลูกจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักโตขึ้นไปพร้อมๆ กับร่างกายของแม่ที่ค่อยๆ ปรับตัวแข็งแรงขึ้นตามเวลา

คำบอกเล่ากันมาแต่โบราณ ผู้หญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ มักจะถูกสั่งนักสั่งหนา ว่าห้ามขึ้นลงบันได เพราะเหตุในสมัยก่อนบันไดมีช่องกว้าง บางแห่งเป็นไม้ไผ่ ขึ้นลงก็ต้องเสี่ยงเพราะหลังคลอดใหม่ๆ อาจเจ็บแผลพลาดพลั้งตกลงมาอาจตกเลือดได้แม่หลังคลอดสมัยนี้สามารถขึ้นลงได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเดินขึ้นๆ ลงๆ วันละหลายๆ รอบ เพราะอาจจะวิงเวียนหน้ามืดเป็นลมได้

ในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวอยู่นี้ คุณแม่ก็ต้องหมั่นดูแลตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินซึ่งต้องเน้นแคลเซียมจากถั่ว งา หรือปลากรอบ เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากแม่ไปสร้างอวัยวะให้ลูกไม่ใช่น้อย ถ้าไม่เติมแคลเซียมจากแม่ไปสร้างอวัยวะให้ลูกไม่ใช่น้อย ถ้าไม่เติมแคลเซียมให้ตัวเองแล้ว อาจจะเป็นโรคกระดูกเปราะได้เมื่อเข้าสู่วัยทองค่ะใครที่ผ่านการอยู่ไฟจะฟื้นคืนความแข็งแรงเร็ว ผิวพรรณสดใสแม้ผ่านการคลอดลูกซึ่งเป็นงานหนักของผู้หญิง คุณแม่คนใหม่ก็กลับมาสวยเปล่งปลั่งเหมือนเดิมได้ เมื่ออายุมากขึ้นก็จะไม่ต้องเผชิญกับอาการหนาวสะท้านเพราะความเย็นที่เข้ามาในตัวเราหลังคลอด

ในช่วงนี้คุณแม่ก็จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ข้องแวะกับของเย็นๆ เช่น ห้ามการดื่มน้ำเย็น หรือรับประทานของเย็น เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ เลือดไหลเวียนสะดวก ช่วยให้ขับของเสียออกมาได้ดี

ดังนั้นสถานที่ๆ จะให้บริการจึงได้นำวิธีการอยู่ไฟแบบดั้งเดิมตามภูมิปัญญาไทย มาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับสิ่งที่ขาดหายไปของคุณแม่ยุคใหม่เพื่อให้สัมผัสกับการฟื้นฟูหลังคลอดอย่างไทย ร่วมกับอนุรักษ์และภาคภูมิใจในภูมิปัญญาไทย และช่วยสานสัมพันธ์ให้กับคุณกับลูกน้อยตามแบบไทยดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การที่จะอยู่ไฟหรือไม่นั้น จึงเป็นความสบายใจของผู้รับบริการ


ข้อเท็จจริงในมุมมองของ แผนไทย-แผนปัจจุบัน

แพทย์แผนปัจจุบัน ได้อธิบายถึงอาการที่เกิดจากการไม่ได้อยู่ไฟว่า เกิดจากการที่สมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานผิดปกติ เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงเกิดอาการร้อนวูบวาบหรือหนาวสะสะท้านในหญิงวัยทอง แต่ในหญิงวัยยังไม่หมดประจำเดือนบางคนก็พบว่ามีอาการร้อนวูบวาบและหนาวสะท้านแต่ก็ไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดและอะไรคือสาเหตุส่งเสริมที่ทำให้เกิด

การแพทย์แผนไทย พูดถึงเรื่องการอยู่ไฟว่า หลังจากที่แม่หลังคลอดต้องอยู่ไฟนั้น เพราะเมื่อเราตั้งครรภ์นอกจากร่างกายและหน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้นแล้ว รูขุมขนหรือเส้นเลือดก็จะขยายขึ้นด้วย เพื่อเตรียมรับอีกหนึ่งชีวิตที่เพิ่มขึ้นมา อุณหภูมิในร่างกายแม่จะสูงขึ้น คนท้องจึงมักจะขี้ร้อน และระหว่างการเบ่งคลอด ความร้อนในร่างกายก็จะเพิ่มขึ้น เส้นเลือดจะขยายออกมาก พอคลอดแล้วความร้อนในร่างกายจะระบายออกไปหมด แต่รูขุมขนยังขยายอยู่ ความเย็นจากภายนอกจะเข้ามาในตัว จึงต้องอยู่ไฟเพื่อปรับระดับความร้อนและความเย็นของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ความร้อนจากการอยู่ไฟยังช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี ช่วยให้มดลูกหดรัดตัวคืนสภาพเดิมเร็ว หรือที่เรียกว่า มดลูกเข้าอู่ น้ำคาวปลาหมดเร็ว ปากมดลูกปิดเร็วขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อในโพรงมดลูกและตกเลือดหลังคลอด และจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนหลายขั้นตอนให้ถูกต้องและปลอดภัย


ทำไมต้องอยู่ไฟ "หลังคลอดบุตร ?"

เมื่อเริ่มมีการปฏิสนธิในครรภ์ของคุณแม่จนไปถึงคลอดบุตร ร่างกายของคุณแม่จะขาดสมดุลและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่าง ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนครรภ์แก่หรือธาตุทั้ง 4 ของร่างกายเกิดการแปรปรวนนั่นเอง เช่น มดลูกจะโตขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น ร่างกายทุกส่วนขยายตัวออกเต้านมจะคัด ผิวหนังหน้าท้องขยายยืดจนแตกเป็นเส้นขาบวม มีไขมันสะสมเนื่องจากการทานอาหารมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงภายใน เช่น ท้องผูก ระบบหัวใจทำงานเพิ่มขึ้น หายใจลำบากทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ไตทำงานมากขึ้นทำให้ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

การอยู่ไฟแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยโบราณคุณแม่ที่ไม่ได้อยู่ไฟหลังคลอดมักเกิดอาการร้นวูบวาบหรือหนาวสะท้าน เมื่อเข้าสู่ “วัยทอง” เนื่องจากไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายได้ แต่ถ้าได้ทำการอยู่ไฟจะช่วยป้องกันอาการดังกล่าวลงได้ การอยู่ไฟช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปรับสมดุลฮอร์โมนภายในร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น สำคัญที่สุดว่าการอยู่ไฟต้องทำอย่างถูกวิธีและปลอดภัย เพื่อที่ร่างกายจะได้กลับสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น


"อยู่ไฟหลังคลอด" ช่วยอะไรบ้าง ?
  • ช่วยขับน้ำคาวปลา
  • ทำให้มดลูกแห้ง เข้าอู่เร็วและแข็งแรง
  • ลดอาการปวดหน่วงท้องน้อย
  • ขับของเสียและไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
  • ช่วยลดไขมันหน้าท้องทำให้ท้องยุบเร็วขึ้น
  • ขจัดเซลล์ผิวหนัง รอยหยาบกร้าน รอยดำคล้ำ
  • กระชับกล้ามเนื้อเชิงกรานและช่องคลอดทำให้แผลแห้งเร็ว
  • ลดอาการกล้ามเนื้อบวม แก้อาการปวดเมื่อย
  • ช่วยให้เต้านมผลิตน้ำนมได้มากขึ้น และลดอาการปวดคัดเต้านม
  • ระบบโลหิตไหลเวียนดี ปรับสมดุลในร่างกาย
  • ป้องกันอาการร้อนวูบวาบ หนาวสะท้านเมื่อเข้าสู่วัยทอง

เมื่อคิดจะอยู่ไฟ ?

สิ่งที่คุณแม่จะต้องเตรียมเพื่อความสะดวกของตัวเองคือ
1. ควรหาพี่เลี้ยงหรือคนช่วยดูแลลูกน้อย (ชั่วคราว) ในขณะที่คุณแม่กำลังอยู่ไฟ
2. สถานที่ที่ใช้ไฟ ควรเป็นห้องโล่งไม่แออัดจนเกินไป และพื้นห้องไม่ควรเป็นพื้นพรม
3. ควรปั๊มนมใส่ขวด ไว้เผื่อลูกตื่น และร้องหิวนมค่ะ

ต้องระวังอะไรบ้างในการอยู่ไฟ
1. ถ้ามีไข้ ไม่สบาย หรืออ่นเพลียมากเกินไปไม่ควรอยู่ไฟเพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายเพลียมากขึ้น และอาจมีปัญหาในการเข้าอบกระโจม เพราะขบวนการอยู่ไฟต้องมีการอบความร้อนเข้ากระโจม ทำให้ความดันสูงขึ้น และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

2. ถ้ายังมีอาการบวมตามตัวอยู่ กดผิวแล้วบุ๋มนาน เพราะโลหิตไหลเวียนไม่ดี ก็ยังอบตัวไม่ได้ ควรให้หายเป็นปกติก่อน

3. ควรให้ข้อมูลส่วนตัวในเรื่องสุขภาพและข้อมูลการคลอดเพื่อผู้ดูแลเรื่องการอยู่ไฟ จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

4. ถ้าอยู่ไฟด้วยการเข้ากระโจมอบ หรือตู้อบสมุนไพร เมื่อครบกำหนดเวลาควรนั่งพักให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงจนปกติแล้วจึงอาบน้ำ

5. ควรสังเกตดูอาการตัวเองด้วยว่ารู้สึกมึนศรีษะ หายใจสะดวกหรือไม่ ถ้าเริ่มมีอาการควรพักก่อน

6. ถ้าซื้ออุปกรณ์มาอยู่ไฟเองที่บ้าน ควรศึกษาอย่างละเอียดต้องได้รับคำแนะนำวิธีการทำอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้รวมทั้งข้อมห้ามและข้อระวังต่างๆ

7. การอยู่ไฟหากต้องการใช้บริการ ควรเลือกผู้ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และต้องเลือกที่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข หรือมีแพทย์ผดุงครรภ์แผนโบราณเป็นผู้ดูแล

จะเริ่มอยู่ไฟเมื่อไร ?

การอยู่ไฟจะให้ประโยชน์กับแม่หลังคลอดมากที่สุด ก็ควรจะอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนหลังคลอด คือ ถ้าคลอดเองตามธรรมชาติหลังคลอดแล้วอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะเริ่มอยู่ไฟได้ แต่ถ้าผ่าตัดคลอด หลังคลอดอย่างน้อย 30 วันผ่านไปแล้วถึงจะอยู่ไฟได้ เพื่อให้แผลผ่าตัดแห้งสนิทติดกันเสียก่อน เนื่องจากการอบสมุนไพรจะทำให้เส้นเลือดขยายถ้าแผลยังไม่แห้งอาจจะเกิดปัญหาการปริแตกได้ การอยู่ไฟควรอยู่อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยที่สุดเป็นเวลา 3 วัน 7 วัน หรือมากที่สุด 30 วัน


7 ขั้นตอนการอยู่ไฟ ? (ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่ที่ให้บริการ)
1. อาบน้ำสมุนไพร หลังออกจากโรงพยาบาล ให้เริ่มอาบน้ำสมุนไพร ใช้สมุนไพรอาบน้ำนำมาต้มแล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นจึงนำมาอาบ

2. ทับหม้อเกลือ โดยใช้หม้อเกลือร้อนสูตรโบราณประคบตามส่วนของร่างกาย โดยจะเน้นบริเวณหน้าท้อง เอว หลัง ต้นขาและสะโพก ความร้อนจะช่วยให้รูขุมขนเปิด สมุนไพรผ่านได้ดี ช่วยขับน้ำคาวปลาและขณะเดียวกันก็ขับของเสียออกทางรูขุมขน ช่วยสลายไขมันส่วนเกินช่วยให้มดลูกแห้ง เข้าอู่เร็วขึ้น

3. ประคบสมุนไพร โดยนึ่งลูกประคบ แล้วนำมาประคบตามร่างกาย ซึ่งเน้นบริเวณหน้าท้อง หลัง ต้นขา และ สะโพก

4. อบสมุนไพร คุณแม่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ ในกระโจม ประมาณ 20-30 นาที ไอความร้อนจากน้ำต้มสมุนไพรจะทำให้รูขุมขนเปิด ปอดและหลอดเลือดฝอยขยายตัว การหายใจจะสะดวกขึ้น ขับของเสียออกทางผิวหนัง เลือดไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อจะผ่อนคลายและลดไขมันในระหว่างที่ตั้งครรภ์ทำให้รูปร่างดีกล้ามเนื้อกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

5. ขัดตัวและล้างตัวด้วยสมุนไพร มีการจัดเตรียมสมุนไพรขัดตัว และสมุนไพรสำหรับการล้างตัว ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละบริษัท เพื่อช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง

6. นวดตัวด้วยน้ำมันงาบริสุทธิ์ เป็นการนวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อของแม่ ที่เกร็งตัวขณะที่อุ้มท้อง 9 เดือน ทำให้ระบบไหลเวียนดี สามารถนำพาของเสียออกจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร และอาการบวม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพอีกด้วย ส่วนการใช้น้ำมันงาประกอบการนวดเนื่องจากมีสรรพคุณช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้ดี และเป็นน้ำมันที่มีวิตามิน E สูง ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ชะลอความแก่

7. ดื่มน้ำสมุนไพร การดื่มน้ำสมุนไพรบำรุงธาตุเจ้าเรือนทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) เนื่องจากหลังการคลอดธาตุทั้ง 4 จะแปรปรวน ไม่สมดุล จึงต้องปรับให้กลับสู่สภาวะสมดุล การดื่มน้ำสมุนไพรช่วยให้บำรุงโลหิตขับน้ำคาวปลา บำรุงน้ำนม ให้มดลูกแข็งแรงเข้าอู่ สมุนไพรไทยช่วยป้องกันการเกิดฝ้า รอยกระด่างดำ
การอยู่ไฟในยุคนี้ไม่ยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน ขั้นตอนการอยู่ไฟได้มีการปรับให้เข้ากับวิถีของคุณแม่ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและมีการบริการให้คำปรึกษา จัดเตรียมสมุนไพรทั้งสดและแห้ง กันเป็นชุดๆ และมีบริการอยู่ไฟถึงบ้าน (Delivery) คุณแม่ทั้งมือใหม่และมือเก่า จึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป


Q&A 4 ข้อที่ต้องถามเมื่อคิดจะอยู่ไฟ

ทำไมต้องอยู่ไฟ ?

ในขณะตั้งครรภ์และระหว่างคลอดสมองในส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่ขึ้นๆ ลงๆ มดลูกขยายตัว ผิวพรรณที่เปลี่ยนไปกระบวนการอยู่ไฟจึงเข้ามาช่วยให้สภาพร่างกายของผู้หญิงเข้าที่เร็วขึ้นขับน้ำคาวปลา ช่วยให้มดลูกแห้งแข็งแรง ปรับสมดุลของร่างกายผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ขจัดของเสียและไขมันส่วนเกินของร่างกายและป้องกันกลุ่มอาการแทรกซ้อนเมื่อเข้าสู่วัยทอง เช่น อาการหนาวสั่น หงุดหงิด อารมณ์ไม่คงที่ อาการวูบวาบตามเนื้อตัว น้ำนมไหลดี


ถ้าไม่ได้อยู่ไฟจะเป็นอย่างไร ?

เชื่อกันว่าหากไม่ได้อยู่ไฟจะมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและปวดกระดูก หนาวสั่นเมื่อฝนตกหรืออากาศเย็น เลือดลมผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่ปกติตกขาว ช่องคลอดไม่กระชับ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ และผิวพรรณไม่สดใส หยาบกร้าน จุดซ่อนเร้นดำคล้ำ สิ่งเหล่านี้บางคนอาจจะคิดว่าเป็นความเชื่อโบราณ เอาเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าคิดว่าทำแล้วคุณแม่มีความสบายใจก็ไม่ต้องคิดมาก


คลอดลูกแล้วเมื่อไหร่จึงอยู่ไฟได้ ?

คุณแม่ที่คบอดธรรมชาติเริ่มอยู่ไฟได้ตั้งแต่ครบ 7 วัน ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดต้องรอให้ครบ 1 เดือน หลังคลอดก่อน จึงจะสามารถอยู่ไฟได้ เพราะต้องรอให้แผลแห้งก่อน


จะเลือกคอร์สอยู่ไฟอย่างไรดี ?

สิ่งที่คุณแม่ควรพิจารณาคือ ขั้นตอนการทำ ราคา และการให้บริการของสถานีที่ให้บริการอยู่ไฟแต่ละแห่ง อาทิเช่นค่าใช้จ่ายในการอยู่ไฟ ระยะเวลา และกระบวนการอยู่ไฟ สถานที่ให้บริการอยู่ไฟแต่ละแห่งเสนอมา ในราคาประมาณ 5,000-19,000 บาท สาเหตุที่ราคาสูงเพราะบางแห่งมีการบริการเสริมเพื่อความงามเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การอาบน้ำนม การพอกผิว ดังนั้น ถ้าคุณแม่กำลังพิจารณาเลือกสถานที่ให้บริการอยู่ไฟอยู่ล่ะก็ อ่านขั้นตอนการอยู่ไฟอย่างละเอียด จะสามารถเลือกคอร์สและราคาเหมาะสมที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือบางแห่งจะมีการอยู่ไฟถึงบ้านก็จะสะดวก แต่ราคาอาจจะสูงขึ้นเล็กน้อย.


(update 26 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.153 April 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600