เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น คุณแม่ส่วนมากโดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งจะตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ก็มักจะกลัวสารพัดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีโรคหัวใจตอนท้องอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีโรคหัวใจตอนท้องด้วยแล้วยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก เพราะการเป็นโรคหัวใจขณะตั้งครรภ์สร้างความยุ่งยาก อุปสรรคมากมาย ถ้าให้การดูแลไม่ดีจะทำให้เสี่ยงชีวิตทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ง่ายๆ เลย
Case 1
คุณดวงกมลอายุ 24 ปี เป็นโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด มีความพิการของหัวใจหลายอย่างกล่าวคือ หัวใจห้องล่างซ้ายเล็กกว่าปกติ หลอดเลือดใหญ่ไขว้กัน ระหว่างหลอดเลือดที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายกับหลอดเลือดไปฟอกที่ปอด คุณหมอได้รักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขหลายครั้ง ระหว่างการรักษาคุณดวงกมลมีอาการหอบเหนื่อยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นครั้งคราว
ประมาณ 2 เดือนก่อน คุณดวงกมลเกิดตั้งครรภ์โดยไม่ได้เตรียมตัว คุณหมอตรวจพบดูว่าตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 สัปดาห์แล้ว จึงให้การดูแลรักษาและรับฝากครรภ์ต่อไป
หลังจากนั้น 3 วัน คุณดวงกมลมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้นและนอนราบไม่ได้ คุณหมอจึงพิจารณาทำแท้งให้โดยการเหน็บยาทางช่องคลอดและขูดมดลูก จากนั้นก็แนะให้ทำหมัน แม้จะยังไม่มีลูกก็ตาม หลังจากทำแท้งแล้วคุณดวงกมลต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานกว่าจะควบคุมและรักษาอาการหอบเหนื่อยได้
Case 2
คุณหทัยทิพย์ อายุ 25 ปี ตั้งครรภ์ครั้งแรกและมีประวัติเป็นโรคหัวใจรูมาติกมาตั้งแต่ 14 ปี แพทย์ตรวจพบว่าลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่างของข้างซ้ายตีบค่อนข้างมากแพทย์ให้ยารักษาเพื่อประคับประคองอาการมาตลอด แต่คุณหทัยทิพย์ก็กินยาบ้างไม่กินบ้างนอกจากนี้ยังเบี้ยวนัดกับหมออยู่บ่อยๆ
ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา คุณหทัยทิพย์แต่งงานภายหลังแต่งงานไม่นานก็ตั้งครรภ์ คุณหทัยทิพย์ได้ไปฝากครรภ์กับคุณหมอภายหลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน คุณหมอที่รับฝากครรภ์ตรวจแล้วพบว่าคุณหทัยทิพย์มีอาการหอบเหนื่อยมากกว่าปกติ จึงส่งไปปรึกษาหมอโรคหัวใจเพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจ จากการตรวจโดยหมอดรคหัวใจพบว่าลิ้นหัวใจข้างซ้ายตีบมากทำให้เลือดที่ฟอกจากปอดแล้วไหลลงมายังหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายทำได้ไม่ดีและยังทำให้มีแรงดันเลือดในปอดสูงมากอีกด้วยหมอโรคหัวใจพิจารณาว่าถ้ามีการตั้งครรภ์ต่อไปจะเป็นอันตรายได้ เพราะยิ่งมีการตั้งครรภ์นานขึ้นหัวใจก็ต้องทำงานมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้อาจจะทนไม่ไหว จึงแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ด้วยการทำแท้ง แต่คุณหทัยทิพย์ไม่ยอม คุณหมอจึงต้องให้คุณหทัยทิพย์ฝากครรภ์ และให้กินยารักษาโรคหัวใจต่อไป
ขณะตั้งครรภ์ได้ 33 สัปดาห์ คุณหทัยทิพย์มีอาการเหนื่อยมาก คุณหมอตรวจพบว่าหายใจหอบมาก เท้าบวม หัวใจทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ คนไข้มีอาการทุรนทุราย ขณะเดียวกันก็เกิดเจ็บท้องแต่ปากมดลูกไม่เปิด คุณหมอจึงตัดสินใจผ่าคลอดด้วยทีมงานแพทย์ชุดใหญ่ หลังผ่าตัดความดันเลือดในปอดยังไม่ลดลง หมอได้ให้ยาและให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดการทำงานของหัวใจก็ล้มเหลว คุณหทัยทิพย์เสียชีวิตภายหลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ได้ลูกชายหนัก 1,500 กรัม มีภาวะขาดออกซิเจนหลังคลอดต้องอยู่ในห้องดูแลทารกแรกเกิดที่มีอาการหนักในโรงพยาบาล 3 สัปดาห์ จึงกลับบ้านได้
โดยปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นร่างกายของผู้หยิงที่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่สำคัญคือมีปริมาณเลือดเพิ่มมากขึ้น เหตุผลเนื่องจากว่าในเลือดมีสารอาหารหลายชนิดที่จะนำไปเลี้ยงลูกน้อยในท้อง การเพิ่มก็เพื่อจะได้มีปริมาณอาหารที่เลี้ยงลูกและตัวแม่เองได้เพียงพอ อวัยวะที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายนี้ก็คือหัวใจ หัวใจทำหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำโดยปั๊มเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อตั้งครรภ์ถึงจะเป็นคนปกติหัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้นเพราะต้องรับภาระในการปั๊มเลือดมากกว่าปกติอยู่แล้ว
ในคนที่หัวใจปกติ เมื่อมีการทำงานที่หนักขึ้นร่างกายก็พอจะทนได้ โดยอาจมีบางคนที่จะเหนื่อยกว่าปกติ แต่ในคนที่หัวใจมีปัญหาบกพร่องเหมือนกับปั๊มน้ำที่มีปัญหา ซึ่งสาเหตุก็มีได้มากมาย เช่น ผนังหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจผิดปกติ ฯลฯ ส่งผลให้การทำงานของหัวใจผิดปกติไป ประสิทธิภาพของการทำงานจึงลดลง ทำให้ลูกได้รับอาหารน้อยส่วนแม่ก็มีเลือดไปเลี้ยงร่างกายน้อยลงหัวใจพยายามปั๊มเลือดให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถส่งอาหารไปเลี้ยงร่างกายทั้งแม่และลูกให้เพียงพอ ในที่สุดจนถึงวันหนึ่งถ้าฝืนมากๆ หัวใจอาจจะรับไม่ไหว จนอาจทำให้เกิดหัวใจวายได้
สาเหตุของโรคหัวใจ
สาเหตุของการกเดโรคหัวใจแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ
เป็นตั้งแต่กำเนิด : เกิดจากช่วงที่ตอนตั้งครรภ์แม่ไปกินยาบางชนิดหรือเกิดติดเชื้อบางอย่างที่มีผลต่อหัวใจ จึงทำให้หัวใจของลูกน้อยในท้องพิการ เมื่อเกิดมาจึงเป็นคนที่หัวใจพิการ แต่หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นก็มี
เป็นภายหลังคลอด : มักจะเกิดจากการติดเชื้อที่ส่วนต่างๆ ของหัวใจ เช่น ที่ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ที่พบบ่อยๆ คือเกิดจากการติดเชื้อเบต้า ฮีโมลัยติก เสตร็บโตคอคคัส (B-hemolytic Streptococcus) ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า ไข้รูมาติก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้มักมีอาการเหมือนคนเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ถ้ารักษาไม่ดีเชื้อโรคจะเข้าไปทำให้เกิดลิ้นหัวใจตีบได้ในภายหลังตอนที่โตหรือเป็นผู้ใหญ่
ระดับความรุนแรง
ไม่ว่าโรคหัวใจที่เป็นจะมีสาเหตุจากอะไรก็ตาม เราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคได้เป็น 4 ระดับคือ
ระดับที่ 1 ความรุนแรงไม่มากผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ
ระดับที่ 2 ความรุนแรงปานกลางทำงานปกติจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย
ระดับที่ 3 ความรุนแรงมาก ทำงานเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อยแล้ว
ระดับที่ 4 รุนแรงมากที่สุด แม้ไม่ทำงานอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อยแล้ว
มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากที่สุด
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมีโรคหัวใจด้วยจะมีอาการได้ตั้งแต่อาการเบาๆ เช่น เหนื่อยง่าย แขนขาบวมจนถึงอาการรุนแรงมากประเภทนอนเฉยๆ ก็ยังเหนื่อยเลย อาการของโรคหัวใจในคนท้องมักจะรุนแรงมากขึ้น บางคนมาหัวใจวายตายเอาตอนจะคลอดแล้วก็มี
ดูแลอย่างไรดี
ช่วงตั้งครรภ์ : หากเป็นโรคหัวใจขณะตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วเราจะยังไม่สามารถให้การรักษาโรคหัวใจแบบเต็มที่ได้ เนื่องจากหากต้องผ่าตัด ให้ยา ให้เลือด ในขณะที่ตั้งครรภ์ก็จะเสี่ยงกับชีวิตแม่และลูกในท้อง ส่วนมากจึงจะให้การรักษาแบบประคับประคองไปก่อน ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาผ่าตัดขณะตั้งครรภ์เลย ซึ่งเสียงค่อนข้างมาก เพราะหัวใจที่อ่อนล้าอยู่แล้วต้องมาเสี่ยงกับยาต่างๆ ที่มีผลต่อหัวใจขณะผ่าตัด รวมทั้งการให้เลือดและสารน้ำอีกสารพัดชนิด บางคนเสียชีวิตขณะผ่าตัดหรือหลังผ่าตัดไม่นานก็มี อย่างรายของคุณหทัยทิพย์ แค่ผ่าตัดคลอด ไม่ใช่ผ่าตัดหัวใจยังเสียชีวิตเลย
คนไข้บางคนที่เพิ่งตั้งครรภ์ใหม่ๆ แต่คุณหมอดูแล้วก็สามารถบอกได้เลยว่าถ้าปล่องให้การตั้งครรภ์ต่อไปจะมีปัญหาหัวใจวายและเสียชีวิตได้ คนไข้กลุ่มนี้หมอมักจะแนะให้ทำแท้ง เช่นในรายของคุณดวงกมล
กรณีที่ความรุนแรงของโรคหัวใจมีไม่มากถึงขั้นตอนทำแท้ง หมอก็มักจะปล่อยให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป แต่ระหว่างตั้งครรภ์ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างดีมากๆ เหตุผลก็เพราะเราไม่ทราบว่าจะเกิดภาวะหัวใจวายได้เมื่อไร
อายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและลูกน้อยในครรภ์ที่เติบโตย่อมต้องการอาหารเพิ่ม ทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อหัวใจที่มีประสิทธิภาพไม่ดีต้องทำงานหนักย่อมเสี่ยงกับการเสียหายซึ่งก็คือการที่หัวใจวายนั่นเอง ฉะนั้นการตั้งครรภ์เองก็ทำให้เกิดความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเผอิญว่าขณะตั้งครรภ์คุณแม่ไปมีปัญหาอื่น เช่น เป็นไข้หวัด ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ โรคเหล่านี้จะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เพิ่ม ผลก็คือจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้หัวใจวายมากขึ้นไปอีก ดังนั้นระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดี หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่จะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อโดยไม่จำเป็น
ช่วงคลอด : หากสามารถฝ่าด่านขณะตั้งครรภ์ก็มาได้จะมาถึงช่วงคลอดซึ่งสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะขณะที่คลอดจะต้องเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งการเจ็บครรภ์นี้เกิดจากการที่มดลูกบีบตัว ซึ่งทุกครั้งที่มดลูกบีบตัวก็จะมีการไหลกลับของเลือดไปยังหัวใจ พอหัวใจที่อ่อนล้าได้รับเลือดไปยังหัวใจ พอหัวใจที่อ่อนล้าได้รับเลือดกระแทกไปแรงๆ ขณะเจ็บท้องคลอด รวมถึงเวลาเบ่งคลอดแม้ต้องใช้แรงเบ่ง หัวใจที่อ่อนล้าเมื่อต้องออกแรงเบ่งมากๆ จนเหนื่อยก็หัวใจวายได้
ภายหลังรกคลอดทันที มดลูกก็จะยุบตัวทันทีเหมือนกัน จากเดิมที่ยอดมดลูกสูงเกือบถึงลิ้นปี่ก็จะหดเล็กลงมาถึงแค่ระดับสะดือ ซึ่งเป็นการลดขนาดของมดลูกที่เร็วมาก การลดขนาดที่ว่าเกิดจากมดลูกมีการหดรัดตัวซึ่งจะมีการบีบเลือดคืนไปหัวใจในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจที่อ่อนล้าอยู่แล้วทำงานไม่ไหวเกิดหัวใจวายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นทุกช่วงเวลาของการคลอดถือเป็นช่วงเวลาวิกฤติทั้งสิ้น หมอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดนาทีต่อนาที ไม่สามารถทิ้งผู้ป่วยได้เลย
ฟังดูแล้วการคลอดธรรมชาติน่ากลัวไม่น้อย อย่างนี้จะใช้วิธีการผ่าคลอดดีไหมขอเรียนว่าการผ่าคลอดก็เสี่ยงไม่น้อยไปกว่าการคลอดทางช่องคลอดสักเท่าไรเนื่องจากการผ่าคลอดต้องมีการบล็อกหลังหรือให้ยาสลบ ถ้าบล็อคหลังยาชาที่ฉีดเข้าไปที่ไขสันหลังสามารถทำให้คุณแม่ถึงแม้ว่าไม่เป็นโรคหัวใจมีความดันเลือดตกลงได้ทันที เมื่อความดันตกวูบลง เลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายจะลดลงเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นโรคหัวใจแล้วเกิดความดันเลือดตกลงทันทีหัวใจที่สูบฉีดเลือดได้ไม่ดีอยู่แล้วอาจเกิดหัวใจวายและทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าเปลี่ยนมาใช้ยาสลบ ผลของการใช้แก้สที่คุณแม่ดมเพื่อให้หมดความรู้สึกก็จะไปกดหัวใจเช่นเดียวกัน เสี่ยงไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไรนัก
ขณะผ่าคลอดแม้คนไข้ไม่ต้องเบ่งแต่ก็เสียเลือดปริมาณมากกว่า ถ้าคลอดปกติทางช่องคลอดจะเสียเลือดประมาณ 200-300 ซี.ซี. แต่ถ้าผ่าคลอดจะเสียเลือดเกือบ 1 ลิตร ปริมาณเลือดที่เสียไปมากหัวใจอาจจะปั๊มเลือดไปทดแทนไม่ทันทำให้หัวใจวายหรือช็อกเสียชีวิตได้ในขณะที่ผ่าคลอด นอกจากนี้ถ้ามีการให้เลือดทดแทนเลือดที่เสียไปขณะผ่าตัด หากให้เร็วเกินไปหัวใจรับไม่ทันก็อาจหัวใจวายได้
ช่วงหลังคลอด : เมื่อมาถึงด่านสุดท้ายซึ่งดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรเมื่อคลอดแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หากแผลจากการคลอด ไม่ว่าจะเป็นแผลฝีเย็บหรือแผลจากการผ่าตัดคลอด มีการติดเชื้อขึ้นจะกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนหัวใจวายได้ รวมถึงถ้าหากให้ลูกกินนมแม่อย่างไม่ระมัดระวัง การให้นมแม่จะกระตุ้นให้ร่างกายของแม่สร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ออกซิโตซิน (Oxytocin) เพื่อให้น้ำนมหลั่ง ฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ถ้าบีบแรงๆ จะทำให้เจ็บท้องความเจ็บก็มีผลทำให้หัวใจวายได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องให้นมแม่ภายใต้การดูแลของหมอและพยาบาลอย่างใกล้ชิดและถูกต้องจึงจะกลับไปให้นมแม่ต่อที่บ้านได้
หลังคลอดแล้วส่วนใหญ่หมอจะแนะนำคุณแม่ให้คุมกำเนิดแบบถาวร เพราะหากรับประทานยาคุมหรือฉีดยาคุมก็อาจจะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะยาฉีดคุมกำเนิดจะไปเพิ่มความดันโลหิตและทำให้อ้วนด้วย ดังนั้นจึงแนะนำให้ทำหมันเสียมากกว่า ไม่ว่าคนไข้อยากจะมีลูกอีกหรือยังไม่มีลูกก็ตาม
การเป็นโรคหัวใจของผู้หญิงของผู้หญิงถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายอยู่แล้วถ้าเป็นโรคหัวใจแล้วเกิดตั้งครรภ์ด้วยก็จะเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก ฉะนั้นผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจก่อนที่จะตั้งครรภ์ต้องคิดและปรึกษาคุณหมอให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนตัวอย่างทั้งสองรายและปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมพบเจอบ่อยก็คือ แม้จะรู้ว่าเป็นอันตรายแต่ก็มีบางคนไม่ยอมคุมกำเนิดอย่างจริงจังจนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นและมีปัญหาตามมาอีกมากมายดังที่บรรยายไปแล้ว
ขอให้คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ จงมีการตั้งครรภ์และการคลอดที่ราบรื่น ลูกเกิดรอกแม่ปลอดภัยทุกคนนะครับ
(update 10 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.140 June 2007]
|