ระวัง! ยาแก้อ้วน (หลังคลอด)


ตั้งแต่คลอดแล้ว ส่องกระจกทีไรเป็นได้หงุดหงิดใจกับไขมันส่วนเกินทุกทีเลยค่ะอยากจะกลับไปมีหุ่นเพรียวเปรี้ยวจี๊ดเหมือนตอนก่อนท้องเร้วๆ จัง จะทำอย่างไรดีนะ?

คุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว แต่น้ำหนักก็ยังลดลงไม่ทันใจสักที จนเกือบจะหลงผิดเพราะคิดจะกินยาลดความอ้วนเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดีนะคะที่ดิฉันไปปรึกษา รศ.ดร.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร สูติ-นรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช จึงทราบว่าแม่หลังคลอดอย่างดิฉัน รวมถึงสาวๆ ที่กลัวอ้วนทั้งหลายไม่ควรใช้ยาลดความอ้วนค่ะ


ยาลดความอ้วนมีกี่ชนิด

ยาลดความอ้วนมีหลายประเภท หากแบ่งตามการออกฤทธิ์ของยามี 2 ชนิด คือ
1. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เช่น ยาทำให้ไม่อยากอาหาร เมื่อกินยาแล้วจะออกฤทธิ์ที่สมอง บริเวณศูนย์ควบคุมการกินอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มหรือไม่หิวค่ะ

และถ้ากินมากๆ หรือไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปวดศรีษะ หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก เป็นต้น

2. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย เช่น

ยาฮอร์โมน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไทรอยด์ฮอร์โมน ยานี้จะทำให้ร่างกายเผาผลาญมากขึ้น แต่หากใช้ยามากเกินไปอาจทำให้ใจสั่น เหงื่อออกมาก หรือมีอาการคล้ายกับคนที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษได้ค่ะ

ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมากขึ้น ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ คอแห้งปากแห้ง นอกจากร่างกายสูญเสียเกลือแร่และน้ำไปทางปัสสาวะ

ยากลุ่มนี้อาจทำให้ผู้กินรู้สึกดีใจที่น้ำหนักลดลง แต่ความจริงแล้วน้ำหนักที่ลดลงไปก็คือ น้ำในร่างกายที่สูญเสียไป ไม่ใช่เพราะผอมลงนะคะ

ยาระบาย ยากลุ่มนี้มีหลายชนิดเช่นกัน บางชนิดออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว บางชนิดทำให้อุจจาระอ่อนตัว หรือเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้นแต่ความจริงเป็นการระบายอาหารที่กินเข้าไปใหม่ แต่ไม่ได้กำจัดไขมันหรือน้ำหนักส่วนเกินของเดิมที่มีอยู่นะคะ คุณหมอแนะนำให้ใช้กรณีที่ท้องผูกหรือถ่ายยากค่ะ

ยาลดความอ้วนจำเป็นแค่ไหน

คุณหมอจะพิจารณาจ่ายยาลดความอ้วนให้กับผู้ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น คือ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ไม่ใช่คนที่อยากลดความอ้วนนะคะ คนที่เป็นโรคอ้วนจะมีไขมันทั่วร่างกายมากกว่าปกติ สาเหตุอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ การรับประทานอาหารที่มีแป้งและไขมันมาก รวมทั้งขาดการออกกำลังกายค่ะ

ก่อนที่คุณหมอจะจ่ายยาลดความอ้วน คุณหมอจะแนะนำให้ออกกำลังกายและควบคุมอาหารก่อน หากไม่ได้ผลจึงสั่งให้ใช้ยาลดความอ้วน ซึ่งหากอยากทราบว่าตนเองเป็นโรคอ้วนหรือไม่ ก็สามารถดูได้จากดัชนีมวลกายค่ะ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ใช้ ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) เป็นตัวกำหนดว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ โดยถือว่าเป็นโรคอ้วนเมื่อมีค่า BMI มากกว่า 30 ขึ้นไปค่ะ

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ความสูง2 (เมตร)

เช่น น้ำหนัก 65 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร

ดัชนีมวลกาย = 65/1602
ดัชนีมวลกาย = 25.39

จากนั้นนำค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มาแปลผลดังนี้ค่ะ
น้ำหนักตัวต่ำกว่า 20 = น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน
18.5-24.9 = น้ำหนักปกติ
25-29.9 = น้ำหนักเกิน
30-30.9 = โรคอ้วน
มากกว่า 40 = โรคอ้วนรุนแรง
หมายเหตุ การคำนวณนี้ ไม่ใช้กับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ และนักกีฬา

หากน้ำหนักของคุณอยู่ในเกณฑ์ไม่ได้จัดว่าเป็นโรคอ้วน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาลดความอ้วนค่ะ


แม่หลังคลอดกับการลดน้ำหนัก

ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-12 กก. และหลังคลอดใหม่ๆ ก็จะยังมีน้ำหนักเกินอยู่ แต่จะกลับมาเป็นปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หลายท่านกังวล และใจร้อยอยากลดน้ำหนักเร็วๆ โดยการกินยาลดความอ้วนซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อร่างกายทั้งนั้นค่ะ เช่น

ยาที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาท ซึ่งเป็นยาประเภทที่ห้ามใช้ ถ้าคุณแม่กินเข้าไปยาอาจผ่านน้ำนมและส่งผลไปยังลูกได้ เช่น ลูกอาจจะไม่หิว ซึม หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น

ยาบางประเภทอาจมีส่วนผสมของยานอนหลับอยู่ด้วย คล้ายๆ ยาคลายเครียดเมื่อคุณแม่กินเข้าไปและให้ลูกกินนมแม่ด้วย ทั้งคุณแม่และลูกก็หลับด้วยกันทั้งคู่ลูกอาจจะไม่แข็งแรงหรือไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรเพราะกินนมไม่เพียงพอ

ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย นอกจากไม่ช่วยให้คุณแม่ผอมลงอย่างที่ต้องการแล้วอาจทำให้กระบวนการผลิตน้ำนมทำงานไม่เต็มที่อีกด้วยค่ะ

สำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการลดน้ำหนัก คุณหมอแนะนำดังนี้ค่ะ
1. คุณแม่ไม่ควรใจร้อน และต้องยอมรับก่อนว่าหลังคลอดจะมีน้ำหนักที่เป็นส่วนเกินเหลืออยู่อย่างแน่นอน
2. กินอาหารให้ถูกสัดส่วนตามความเหมาะสม
3. ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
4. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นวิธีลดน้ำหนักได้อย่างดีและเห็นผลมาหลายรายแล้ว
หากคุณแม่ปฏิบัติได้ดังนี้ รับรองว่าน้ำหนักจะค่อยๆ ลดลงมาอย่างแน่นอนค่ะ

เฮ้อ…โชคดีจริงๆ ที่ดิฉันยังไม่ได้กินยาลดความอ้วนเข้าไป คุณแม่หลังคลอดคงคลายกังวลเรื่องน้ำหนักเกินเหมือนดิฉันแล้วใช่ไหมคะ ทีนี้หันไปให้เวลากับเจ้าตัวเล็กอย่างเต็มที่ และทำตามแนะนำของคุณหมอกันดีกว่า เผลอแป๊บเดียวน้ำหนักก็กลับสู่ภาวะปกติแล้วล่ะค่ะ.


(update 4 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 289 กุมภาพันธ์ 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600