อัลตราซาวนด์ที่อยากรู้ ตอนที่ 9 ข้อแนะนำก่อนเจาะน้ำคร่ำ


โดยทั่วไปก่อนเจาะน้ำคร่ำ คุณหมอจะต้องตรวจรายละเอียดทั้งทารก รกและบริเวณที่จะเจาะ เพราะในบางตำแน่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมารวมถึงวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่านการเจาะน้ำคร่ำแล้วครับ


เลี่ยงเจาะน้ำคร่ำ…ตรงไหนบ้าง
1. ไม่เลือกตำแหน่งที่เจาะผ่านไปที่รก เนื่องจากเคยมีรายงานว่า อาจจะทำให้อัตราการแท้งจากการเจาะเพิ่มขึ้น และอาจทำให้เลือดของคุณแม่เข้าไปปนเปื้อนในน้ำคร่ำได้ เช่น คุณแม่ที่มีรกเกาะอยู่ด้านหน้าของมดลูก คุณหมอจะเลือกบริเวณที่มีความหนาของรกน้อยที่สุด คือ บริเวณขอบรกและการเลี่ยงการเจาะถูกสายสะดือและตัวทารกด้วย

2. เลี่ยงการเจาะผ่านเนื้องอกมดลูก หรือบริเวณกล้ามเนื้อมดลุกที่พบว่ามีการหดรัดตัวเฉพาะที่ เนื่องจากอาจแทงถูกเส้นเลือดบนเนื้องอก จะทำให้มีแรงต้านต่อเข็มมาก หรือทำให้มองเห็นปลายไม่ชัด และอาจทำให้มดลูกเกิดการหดรัดตัวทั่วไปได้

3. เลี่ยงการเจาะบริเวณสะดือมารดา เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการทำมากขึ้น

ฉีดยาชา จำเป็นแค่ไหน

คุณแม่หลายคนถามว่า คุณหมอจะฉีดยาก่อนการเจาะน้ำคร่ำหรือไม่ผมเองแนะนำว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากเข็มที่ใช้ฉีดยาชาจะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดหรือรู้สึกไม่สบายจากการฉีดยา มากกว่าการเจาะน้ำคร่ำเสียอีก นอกจากนี้การเจาะน้ำคร่ำส่วนมากจะแทงเข็มเพียงครั้งเดียว และไม่ค่อยมีการขยับเข็มเมื่อแทงเข้าถุงน้ำคร่ำแล้ว ดังนั้นการฉีดยาชาเฉพาะที่จึงไม่มีความจำเป็นครับ


หมอดูดน้ำคร่ำไปเยอะมั้ย

ปริมาณน้ำคร่ำที่เจาะดูดเพื่อหาโรคทางพันธุกรรมในช่วงอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 20 มิลลิลิตรหรือซีซี. (ไม่นับรวมที่ถูกทิ้งไป 0.5-1 มิลลิลิตรหรือซีซี.) เนื่องจากถ้าดูดน้ำคร่ำมากเกินไปในช่วงอายุครรภ์ดังกล่าว มีรายงานว่าการแท้งภายหลังมากขึ้นครับ


ข้อแนะนำการเจาะน้ำคร่ำ
1. ภายหลังการเจาะน้ำคร่ำ หมอจะให้คุณแม่พักหน้าห้องตรวจประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นทันที เช่น หน้ามืด เป็นลม หรือปวดท้องเป็นพักๆ

2. ถ้าไม่พบภาวะซ้อนดังกล่าว คุณหมอก็จะอนุญาตให้คุณแม่กลับบ้านได้

3. ควรงดออกกำลังกายหรือทำงานหนักภายหลังเจาะ 1 วัน และห้ามมีเพศสัมพันธ์ภายหลังเจาะ 2-3 วัน แต่ไม่จำเป็นต้องลาหยุดงาน ถ้างานที่ทำไม่เป็นงานหนัก

4. คุณหมอจะแนะนำให้เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ถุงน้ำคร่ำรั่ว เลือดออกทางช่อคลอด ปวดท้องเป็นพักๆ และมีไข้ หากมีอาการดังกล่าวให้มาโรงพยาบาล และนัดวัดผลการตรวจซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณ 3-4 สัปดาห์

การเจาะน้ำคร่ำอาจมีอุปสรรคบ้าง ซึ่งพบไม่บ่อยนัก แต่ก็อยากให้คุณแม่ทราบไว้จะได้ไม่ตกใจหรือกลัวจนเกินไปครับ
1. แทงเข็มผ่านเข้าไปในถุงน้ำคร่ำ แต่ดูดน้ำคร่ำไม่ได้ อาจเกิดจากปลายเข็มอุดตันปลายเข็มไม่ผ่านเข้าไปในถุงน้ำคร่ำจริง

2. ดูดน้ำคร่ำแล้วได้เลือด อาจเกิดจากการแทงเข็มเข้าไปในสายสะดือหรืออยู่ในเนื้อรก

3. ดูดน้ำคร่ำแล้วได้น้ำคร่ำสีน้ำตาลจางๆ หรือสีเขียวจางๆ เกิดจากการที่มีเลือดออกเข้าไปในถุงน้ำคร่ำก่อนการเจาะน้ำคร่ำ

4. ถอนเข็มแล้วเห็นแนวเลือดออกจากรกในถุงน้ำคร่ำ เกิดจากการแทงเข็มผ่านรกโดยเฉพาะในกรณีที่รกเกาะอยู่ทางด้านหน้า
ส่วนทารกที่บาดเจ็บจากเข็มที่แทง หรือน้ำคร่ำรั่วภายหลังทำนั้นพบน้อย อาจพบว่ามีน้ำคร่ำรั่วเล็กน้อยได้ภายหลังทำ แต่มักจะหายได้เองภายในเวลา 48 ชั่วโมง

ผลกับทารกในระยะยาว ไม่แตกต่างจากทารกทั่วไป ทั้งพัฒนาการทางร่างกายการเจริญเติบโตและสุขภาพโดยทั่วไป

เป็นอย่างไรครับ คุณแม่คงได้ความรู้เกี่ยวกับการเจาะน้ำคร่ำเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลยใช่ไหมครับ ผมเองอยากแนะนำให้คุณแม่ฟังจากคุณหมอที่จะเจาะน้ำคร่ำด้วยจะได้ข้อมูลที่คุณแม่อยากรู้เพิ่มขึ้นครับ


(update 9 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 289 กุมภาพันธ์ 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600