หลายคนมักคิดว่า ตนเองสามารถคิดนอกกรอบได้ มันเป็นเพียงกระแสนิยม เนื่องจากมนุษย์มักคิดว่าตัวเองแตกต่างหรือดีกว่าผู้อื่น หากจะคิดให้ตรงตามหลักการ การคิดนอกกรอบเป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก สร้างความแปลกใหม่ให้กับสังคม ไม่ย่ำอยู่กับที่ตลอดชีวิต
ตามความคิดของผม โลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภทเท่านั้นที่สามารถคิดนอกกรอบได้จริงๆ นั่นคือ เด็กและคนบ้า การที่เด็กและคนบ้าสามารถคิดนอกกรอบได้เพราะพวกเขาไม่มีกรอบ ไม่มีเส้นทึบตีรอบอิสระทางความคิด ต่างกับพวกเราที่มีกรอบความคิด มีกำแพงหนากั้นไม่ให้พวกเราก้าวข้ามออกไป
การคิดนอกกรอบของพวกเราจะทำให้เกิดการคิดแบบหลงทาง เพราะกรอบความคิดที่ล้อมตัวพวกเราอยู่นั้น ผ่านกระบวนการทดสอบ ขนบธรรมเนียม และค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่นมานานนม ได้รับความเคารพว่า เป็นความคิดที่ดี พอพวกเราคิดจะปีนข้ามความคิดเหล่านี้ก็จะถูกประณามว่า คิดหลงทาง คิดไร้สาระ คิดมั่วไป
ผมขอยกตัวอย่างการคิดนอกกรอบของเด็กและคนบ้า ที่ผมประสบมากับตนเองให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ
1. ลูกของผมยังเล็กสามารถเห่าได้เสียงเหมือนหมา ผมจึงได้ข้อคิดว่า เด็กในปัจจุบันเลียนเสียงแบบสิ่งใกล้ตัวเขามากกว่าพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ พี่เลี้ยง หมา
2. วันหนึ่งลูกสาวของผมถามว่า คุณพ่อค่ะ
พระพุทธเจ้าท่านแคะขี้มูกหรือเปล่า ผมตอบกลับไปว่า พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาไว้เราไปถามพระกันดีกว่านะลูก ผมพาลูกสาวไปพบพระอาจารย์ลุ่ม เจ้าอาวาสของวักโคกขี้หมอน ผมจึงเลียนถามพระอาจารย์ลุ่มว่า พระพุทธเจ้าแคะขี้มูกหรือเปล่าครับท่าน พระอาจารย์ลุ่มไขข้อข้องใจว่า ท่านพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์และเป็นมนุษย์ ท่านอาจจะเคยแคะขี้มูก แต่คงแคะแบบสำรวม ไม่ทำให้คนอื่นๆ มองว่าน่าเกลียด เนื่องจากท่านดำรงอยู่ในกรอบลการปฏิบัติที่ดีงาม ประเด็นไม่ใช่เรื่องการแคะขี้มูกของพระพุทธิเจ้า แต่จุดใหญ่ใจความอยู่ที่ จะมีสักกี่คนที่สงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าเคยแคะขี้มูกหรือเปล่า
3. ผมบังเอิญได้รู้จักกับคนบ้าคนหนึ่งชื่อ หนุ่ม หนุ่มมีอาการทางจิต คิดว่าตนเองเป็นตำรวจจราจรชอบออกมาโบกรถเหมือนตำรวจจราจร ร้องเพลงไปโบกรถไป ทุกครั้งที่เจอผม เขาจะเข้ามาทักทันที ทำวันทยหัตถ์พร้อมพูดว่า สวัสดีครับหมอ เสียงดังฟังชัด ผมมักจะให้เงินเขา 10 บาททุกครั้งผมจะคอยบอกเขาว่า ถ้าเห็นภรรยาหรือลูกของผมจะข้ามถนน หนุ่มต้องช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ
บางครั้งที่หนุ่มเป็นโรคผิวหนัง เพราะไม่ค่อยได้อาบน้ำสักเท่าไร ผมก็จะเรียกเข้าไปในคลินิก ฉีดยาแก้แพ้ให้ ถึงเขาจะเป็นบ้า แต่ก็เข้าใจคำว่า บุญคุณ ได้เป็นอย่างดี เวลาครอบครัวของผมจะข้ามถนน หนุ่มจะรีบเข้ามาโบกรถให้เสมอ
มีคนบ้าอีกคนที่ผมอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบ คนบ้าคนนี้มีพฤติกรรมชอบแลบลิ้นตลอดเวลาเขาบอกกับทุกคนว่าเขาสามารถมองเห็นผี มองเห็นวิญญาณได้ เขาเคยพูดกับผมว่า
หมอครับ
คนอื่นๆ เขามองไม่เห็นผีหรอกครับ แต่ผมเห็น ผมรู้ว่าผีมีจริง โลกหลังความตายมีอยู่จริง ผมถึงพยายามทำบุญทำทานอยู่ตลอดเวลา ผมจะได้ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องทรมานตอนตายไปแล้ว
การที่เขามองเห็นผี อาจจะเกิดจากอาการทางประสาท แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาพยายามทำบุญทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม ผิดกับพวกเราที่ทุกวันมุ่งหน้าหาเงินหาทอง จมอยู่กับสังคมวัตถุนิยม
หลายครั้งที่ผมกลับคิดว่า พวกเราหรือพวกเขาที่บ้ากันแน่ บางครั้งสิ่งที่คนบ้าทำก็สามารถสอนเราได้ เขามีมุมมองที่แตกต่างจากเราถ้าเราเปิดใจรับฟังแบบ ไม่โต้แย้งในใจ แล้วลองคิดตาม เลือกสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาปฏิบัติตาม
คำถาม 4 ข้อ ก่อนคิดนอกกรอบ
1. ความคิดเดิมที่มีอยู่แล้ว ดีหรือไม่ดีอย่างไร
2. ผลเชิงบวกที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง
3. ผลเชิงลบที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง
4. คุณจะจัดการกับผลเชิงลบที่ได้มานั้นอย่างไร
หากคุณอยากจะมีความคิดแบบนอกกรอบ อยากบอกคนอื่นได้เต็มปากว่า คุณเป็นคนมีความคิดนอกกรอบ คุณต้องตอบคำถามทั้งหมดนี้ให้ได้เสียก่อน และต้องเข้าใจกับคำตอบนั้นด้วย
การคิดนอกกรอบนั้นอาศัยหลักง่ายๆ คือ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังคำแนะนำของคนอื่น คิดโดยใช้ปัญญาเป็นตัวตั้ง ยืนอยู่บนหลักเหตุและผล ไม่มีความลำเอียงต่อพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง
หากพวกเราทำได้อย่างที่ผมเขียนมา สังคมของเราจะได้อะไรใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้คนที่พยายามคิดนอกกรอบอาจจะถูกหลายคนดูแคลานว่า บ้า
แต่
คนบ้ากับคนฉลาดห่างกันเพียงปลายก้อยเท่านั้น
(update 7 เมษายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 334 กุมภาพันธ์ 2550]
|