รักษาเตียงหรือรักษาผู้ป่วย


ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 54

ชายไทยอายุ 72 ปี รักษาโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบตันและกล้ามเนื้อหัวใจตายไปส่วนหนึ่ง) โรคเบาหวานและความดันเลือดสูงที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง (โรคพยาบาล ก.) มาประมาณ 2 ปี

ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ผู้ป่วยเป็นแผลที่นิ้วก้อยเท้าขวาจากการสะดุดก้อนหินบนทางเดิน ผู้ป่วยได้ทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ แล้วทายาฆ่าเชื้อแต่อีก 4 วันต่อมา แผลที่เท้าลุกลามมากขึ้น ทำให้เท้าและขาขวาบวมแดง จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาล ก.ที่ตนเคยรักษาอยู่

หมอตรวจพบว่า เป็นแผลอักเสบรุนแรง ควรจะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และให้นอนรอเตียงอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน 8 ชั่วโมง แต่ก็ไม่มีเตียงว่าง จึงบอกผู้ป่วยและญาติให้ไปหาเตียงที่โรงพยาบาลอื่นพร้อมกับใบแจ้งผลการตรวจและการวินิจฉัยโรค โดยไมได้ติดต่อหาเตียงที่โรงพยาบาลอื่นให้ และไม่ได้ให้การรักษาใดๆ แก่ผู้ป่วยตลอดเวลา 8 ชั่วโมงที่ผู้ป่วยถูก “นอนแช่” รอเตียงอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น

ญาติจึงนำผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่อีกแห่งหนึ่ง (โรคพยาบาล ข.) หมอที่โรงพยาบาล ข. ตรวจพบว่า ผู้ป่วยมีไข้สูง มีแผลอักเสบรุนแรงที่เท้าและขาขวา จนนิ้วก้อยเท้าเป็นสีดำ แสดงว่าเริ่มเน่าจากการติดเชื้อ (infectious gangrence) และการอักเสบที่ลุกลามขึ้นมาถึงน่อง จนน่องตึงแข็งและเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยมีอาการหอบลึกจากภาวะเลือดเป็นกรดและความดันเลือดตก

แสดงว่าผู้ป่วยกำลังติดเชื้อในกระแสที่เรียกว่า ภาวะโลหิตเป็นพิษ (sepsis) และกำลังจะช็อกจากการติดเชื้อ (septic shock) หมอที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ข. จึงรีบให้ยาปฏิชีวนะและรักษาภาวะช็อกไปก่อน จนผู้ป่วยอาการดีขึ้นในเช้าวันต่อมา

อันที่จริง ผู้ป่วยและญาติเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ข. และทราบว่าโรงพยาบาล ข. ก็เตียงเต็มเช่นเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ต้องการจะกลับไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ตามเดิม เพราะเคยรักษาอยู่ที่นั่น และคุ้นเคยกับสถานที่และบุคลากรมากกว่า

แต่หมอฉุกเฉินโรงพยาบาล ข. เห็นว่าผู้ป่วยอาการหนักและเป็นช่วงเย็นแล้ว จึงขอให้ผู้ป่วยอยู่รักษาตัวจนอาการดีขึ้นก่อนแล้วค่อยกลับไปโรงพยาบาล ก.

ในเช้าวันต่อมา เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น หมอฉุกเฉินโรงพยาบาล ข. จึงติดต่อไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ก. เพื่อจะส่งผู้ป่วยกลับไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ตามที่ผู้ป่วยต้องการ แต่เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ก. ปฏิเสธที่จะรับผู้ป่วยโดยอ้างว่า “เตียงเต็ม” จนกระทั่งถึงช่วงบ่ายแก่ๆ จึงยอมให้ส่งผู้ป่วยไปได้ หลังจากถูกโรงพยาบาล ข. ติดต่อ “ตื๊อ” ทุก 1-2 ชั่วโมงตลอดวัน

เนื่องจากผู้ป่วยเดินไม่ถนัด และเพิ่งดีขึ้นจากอาการเจ็บหนัก โรงพยาบาล ข. จึงขอให้ญาติให้รถพยาบาลฉุกเฉินแทนรถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปโรงพยาบาล ก. ซึ่งญาติก็ตกลง

แต่กลับเป็นผลร้าย เพราะเมื่อรถพยาบาลฉุกเฉินผู้ป่วยไปส่งที่โรงพยาบาล ก. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ก. กลับไม่ยอมให้ผู้ป่วยเปลี่ยนเตียง จากเตียงเข็นของรถพยาบาลฉุกเฉินเป็นเตียงของโรงพยาบาล ก. ทำให้รถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาล ข. พร้อมทั้งบุคลากรของโรงพยาบาล ข. ต้องเสียเวลาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ก. หลายชั่วโมง (แทนที่จะได้กลับโรงพยาบาล ข. เพื่อทำงานอื่นๆ ต่อไป)

หลังจากรออยู่หลายชั่วโมงจนถึงเย็น พยาบาลที่มากับรถพยาบาลฉุกเฉินจึงติดต่อทางโทรศัพท์กลับไปยังโรงพยาบาล ข. และขอนำผู้ป่วยกลับโรงพยาบาล ข. หลังจากที่โรงพยาบาล ก. ไม่ยอมรับตัวผู้ป่วยไว้ และได้รับอนุญาตให้นำผู้ป่วยกลับโรงพยาบาล ข. ได้

โชคดีที่เตียงผ่าตัด (เตียงศัลยกรรม) ที่โรงพยาบาล ข. เกิดว่างลงพอดี เพราะมีผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้ป่วยคนนี้จึงได้ “เตียง” นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ข. และได้รับการผ่าตัดระบายหนองจากขาที่อักเสบ รวมทั้งตัดนิ้วเท้าที่เน่าตายออกในคืนนั้น ก่อนที่การติดเชื้อจะลุกลามเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้ออีก เพราะการเสียเวลา “รอเตียง” ในโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งเป็นเวลา 2 วัน ทำให้การผ่าตัดต้องล่าช้าออกไป

ปัญหาเรื่อง “เตียง” ในโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนและความทุกข์ให้แก่ผู้ป่วยและญาติเท่านั้น แต่ยังสร้างความเดือดร้อนและความทุกข์แก่แพทย์พยาบาล (จากการที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้เต็มที่ แล้วยังถูกฟ้องร้อง/ร้องเรียนว่าไม่ยอมรับผู้ป่วยไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ป่วยเจ็บหนักหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล) โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลในห้องฉุกเฉินที่ต้องรับหน้าดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเจ็บหนักจากนอกโรงพยาบาล

แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนอยู่เป็นประจำ และบางครั้งเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับด้วยซ้ำไป พอมีข่าวทีก็ฮือฮากันที แล้วก็เงียบเป็น “คลื่นกระทบฝั่ง” ไม่เกิดการแก้ไขใดๆ ที่จะทำให้ปัญหายุติลงได้

การที่รัฐบาล แพทย์ และพยาบาล โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยและประชาชนเข้าใจว่า โรงพยาบาลรักษาได้ทุกโรค และเป็นอะไรก็ให้ไปโรงพยาบาล ทั้งที่ความจริงคือ

โรคหลายโรค ไม่รักษาก็หายรักษาก็หาย
โรคหลายโรค ไม่รักษาก็ตาย รักษาก็ตาย
โรคหลายโรค ไม่รักษาจะตาย แต่รักษาจะหาย
โรคหลายโรค ไม่รักษาก็ไม่ทรมาน (มาก) แต่รักษาแล้วจะทรมาน (มากขึ้นและนานขึ้น) เพราะเป็นการยืดเวลาที่ทรมานให้ยาวนานออกไป... เป็นต้น

เมื่อประชาชนเข้าใจว่า เป็นอะไร (ไม่สบายอะไร) ก็ต้องไปโรงพยาบาล และไม่ต้องเสียยาค่ารักษา (หลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549) อีกด้วย จำนวนผู้ป่วยที่ไปโรงพยาบาลจึงมากขึ้น และการเรียกร้องที่จะอยู่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้น

แต่จำนวนเตียง (ผู้ป่วย) ในโรงพยาบาลยังเท่าเดิมและจำนวนหมอและพยาบาลกลับลดลง (เพราะหมอและพยาบาลจำนวนมากลาออกไปอยู่ในที่ที่ทำงานสบายกว่าและได้ผลตอบแทนมากกว่า แล้วยังไม่ต้องมีเจ้านายหลายขั้นหลายตอนคอยจุกจิกกวนใจอีกด้วย) ความสามารถของโรงพยาบาลของรัฐที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลจึงลดลง ผู้ป่วยจึงนอนค้าง (นอนแช่) อยู่ในโรงพยาบาลนานขึ้น เตียงว่างสำหรับผู้ป่วยใหม่จึงมีน้อยหรือไม่มี

ในโรงพยาบาลหลายแห่งโดยเฉพาะในต่างจังหวัดจึงใช้วิธีเพิ่ม “เตียงเสริม” ซึ่งไม่ใช่เตียงที่เหมาะสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วย หรือใช้วิธีให้ผู้ป่วยนอนรวมกันเป็นเตียงละ 2 คน ซึ่งย่อมไม่สะดวกสบายและสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นทั้งแก่ตัวผู้ป่วยและแก่แพทย์พยาบาลด้วย

รัฐบาล แพทย์และพยาบาล ต้องช่วยกันรณรงค์ให้ผู้ป่วยและประชาชนรู้จักดูแลตนเองไม่ให้เป็นโรค หรือไม่ให้ป่วย หรือถ้าป่วยก็รู้จักดูแลตนเองไม่ให้ป่วยมากและให้รู้ว่าอาการไม่สบายแบบไหนที่ต้องไปโรงพยาบาลอาการไม่สบายแบบไหนสามารถดูแลเองได้ ถ้าดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้นจึงไปโรงพยาบาล เป็นต้น

ผู้ป่วยและประชาชนก็จะสามารถช่วยตนเองได้เป็น “หมอ” สำหรับตนเองและญาติมิตรได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาและเสียสุขภาพกายและใจที่โรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่สกปรก ยิ่งมีผู้ป่วยมาก ยิ่งสกปรกมาก มีเชื้อโรคนานาชนิด และเชื้อโรคในโรงพยาบาลจะดุและดื้อยามากกว่าเชื้อโรคนอกโรงพยาบาลมากมาย

ผู้ป่วยและญาติที่ชอบนอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะพวกที่หมอให้กลับบ้านแล้วไม่ยอมกลับ ไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้

หลายคนเข้าใจว่า “อยู่ใกล้หมอแล้วจะปลอดภัย” แล้วก็พูดต่อๆ กันไป จนเกิดค่านิยมของการอยู่โรงพยาบาล

การที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก แต่มีหมอและพยาบาลน้อยจนไม่เพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด การอยู่โรงพยาบาลจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าการอยู่บ้าน

นอกจากการติดเชื้อโรคที่ปลิวอยู่ในอากาศและที่ติดมากับมือและอุปกรณ์ต่างๆ ของหมอและพยาบาลแล้ว ผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังเสี่ยงต่อการให้ยาผิด การตรวจผิดๆ การผ่าตัดที่/ผิดคน และอื่นๆ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอัตราส่วนหมอและผู้ป่วยมากกว่าไทยหลายเท่า และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นกว่าไทยมากมาย ยังมีผู้ป่วยได้รับอันตรายจากความผิดพลาดของการตรวจรักษาในโรงพยาบาลปีละหลายแสนราย

ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรอยู่โรงยาบาลเด็ดขาด

แต่เมื่อจำเป็นจริงๆ ดังเช่นผู้ป่วยข้างต้นที่ต้องผ่าตัดและอาการหนัก รัฐบาลจะต้องวางกฎระเบียบให้โรงพยาบาลต่างๆ ต้องสร้างระบบที่สามารถรองรับผู้ป่วยเจ็บหนักหรือผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลให้ได้

ไม่ใช่ให้โรงพยาบาลต่างๆ อ้างว่า “เตียงเต็ม” หรือ “เตียงไม่ว่าง” แล้วให้ผู้ป่วยไปตระเวนหาเตียงในโรงพยาบาลอื่นๆ เอง ดังที่เคยเป็นข่าวหลายครั้งว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างที่ตระเวนหาเตียงตามโรงพยาบาลต่างๆ

ผู้บริหารโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งแพทย์ และพยาบาลที่ยังมีคุณธรรม จริยธรรม พร้อมจะดูแลรักษาผู้ป่วย ควรต้องร่วมกันสร้างระบบในโรงพยาบาลของตน (ขณะที่รัฐบาลยังห่วงแต่ปัญหาของตนเองอยู่) เพื่อให้ผู้ป่วยเจ็บหนักหรือฉุกเฉินที่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลต้องมี “เตียง” ให้ผู้ป่วย

อย่า “รักษาเตียง” มากกว่า “รักษาผู้ป่วย” เลย


(update 13 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 342 ตุลาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600